"เราไม่รู้ว่ากำลังกลัวอะไร... ในใจอยากให้มันหยุดสักที" - เหตุรุนแรงในชายแดนใต้ระลอกใหม่ในสมัยนายก ฯ อนุทิน ส่อนัยอะไรบ้าง ?

.

ที่มาของภาพ, กอ.รมน.ภาค 4 สน./Facebook

คำบรรยายภาพ, ภาพวงจรปิดแสดงเหตุการณ์ขณะที่กลุ่มคนร้ายพร้อมอาวุธครบมือ บุกเข้าไปปล้นทองในห้างสรรพสินค้า อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อ 5 ต.ค. ที่ผ่านมา
    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

"เราไม่รู้ว่ากำลังกลัวอะไร... ในใจอยากให้มันหยุดสักที"

"ก็รู้ว่าเป็นอะไรเป็นอะไร... เขาว่าถ้าไม่สร้างสถานการณ์งบก็ไม่ลง"

นี่คือหนึ่งในเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายหลังสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่เกิดถี่ขึ้นอีกครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นับตั้งแต่การปล้นร้านทองอย่างอุกอาจในห้างสรรพสินค้า อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ซึ่งฝ่ายความมั่นคงระบุว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ หรือ "บีอาร์เอ็น" (Barisan Revolusi Nasional - BRN) ที่ก่อความไม่สงบในพื้นที่ ขณะที่บีอาร์เอ็นยังไม่มีความเคลื่อนไหวต่อคำกล่าวของทางการแต่อย่างใด

การแก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนใต้เป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเมื่อวันที่ 2 ต.ค. ก่อนเกิดเหตุปล้นร้านทองเพียงไม่กี่วัน ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพิ่งมีมติเสนอแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้คนใหม่ให้ ครม. พิจารณา ภายหลังจากว่างเว้นไปกว่า 1 ปีในสมัยรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงนี้มีนัยอย่างไร บีบีซีไทยพูดคุยกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งคนในพื้นที่ ฝ่ายความมั่นคง และนักวิชาการ เพื่อทำความเข้าใจและประเมินทิศทางของสถานการณ์

รวมเหตุการณ์ความไม่สงบในรอบสัปดาห์

ภาพวงจรปิดแสดงพฤติการณ์ของกลุ่มผู้ก่อเหตุปล้นทอง มีการเข้าไปควบคุมตัวเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ก่อนที่จะบุกเข้าไปก่อเหตุในห้างสรรพสินค้า

ที่มาของภาพ, กอ.รมน.ภาค 4 สน./Facebook

คำบรรยายภาพ, ภาพวงจรปิดแสดงพฤติการณ์ของกลุ่มผู้ก่อเหตุปล้นทอง มีการเข้าไปควบคุมตัวเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ก่อนที่จะบุกเข้าไปก่อเหตุในห้างสรรพสินค้า

ช่วงไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ความไม่สงบหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนใต้ อาทิ

สภาพความเสียหายจากเหตุลอบวางระเบิดตู้เอทีเอ็มที่มหาวิทยาลัยฟาฏอนี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, กอ.รมน.ภาค 4 สน./Facebook

คำบรรยายภาพ, สภาพความเสียหายจากเหตุลอบวางระเบิดตู้เอทีเอ็มที่มหาวิทยาลัยฟาฏอนี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา

เสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่

"ถามว่ากลัวไหม เราก็อยู่จนชิน ไม่ได้ว่ากลัว แต่ถามว่าระแวงไหม เราก็ระแวงไปหมด" ครูคนหนึ่งใน จ.นราธิวาส บอกกับบีบีซีไทยถึงความรู้สึกของเธอในช่วงสัปดาห์ที่ความไม่สงบดูเหมือนจะโหมกระพือขึ้นมาอีกครั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

"เราไม่รู้ว่ากำลังกลัวอะไร เพราะเราไม่รู้มาก่อนว่าจะเกิดเหตุ มันก็ไม่ได้แสดงอะไรให้เห็นก่อน" เธอกล่าว

ครูสาวรายนี้บอกว่า ท่ามกลางความไม่สงบที่เกิดขึ้น เธอยังต้องใช้ชีวิตและมาโรงเรียนตามปกติ ซึ่งเธออยู่แบบนี้จนชินแล้วและไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เหตุการณ์จะสงบลงเสียที

"เคยถามตัวเองเหมือนกันว่าเรากลัวอะไร เรากำลังกลัวอะไรอยู่ เพราะเราไม่รู้ว่าเขา[ผู้ก่อความไม่สงบ]คือใคร อยู่ที่ไหน" เธอบอก "ก็อยากจะสื่อสารว่า เขาหยุดได้หรือยัง หรือเขาต้องการอะไรก็ให้มันเห็นชัดเจน"

"อย่างครูเขาก็มีทหาร มีตำรวจมาคุ้มครอง เขาก็ทำหน้าที่ของเขาดีที่สุดแล้ว เหมือนเขาก็ไม่รู้ว่าจะปกป้องอะไร จะไปป้องกันที่ไหน แต่เขาก็ดูแลอย่างดีแล้ว" ครูหญิงรายนี้สะท้อน

"ในใจก็คือ อยากให้มันหยุดสักที คือไม่อยากให้มีข่าวแบบนี้เกิดขึ้นอีก ไม่อยากได้ยินว่า วันนี้ระเบิดตรงนั้น วันนี้ญาติพี่น้องของใครถูกผู้ก่อการร้ายทำร้าย ก็ไม่อยากให้มีเหตุการณ์ที่มันทำให้เราต้องเสียใจ มันบั่นทอนจิตใจ บางทีแบบผู้บริสุทธิ์คนหนึ่ง เด็กคนหนึ่ง ผู้หญิง ผู้ใหญ่ หรือใครก็แล้วแต่ ซึ่งบางคนเขาก็ไม่ได้รู้อะไรแล้วอยู่ ๆ เขาก็ต้องมาเจอเหตุการณ์ เราก็ไม่อยากได้ยินข่าวแบบนี้ แล้วเราก็ไม่รู้ว่า วันนี้เกิดขึ้นกับเขา แล้วเมื่อไหร่จะเกิดขึ้นกับเรา คือถามว่า ระแวงไหม ชีวิตก็อยู่กับความระแวงนั่นแหละ" เธอกล่าว

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเหตุลอบวางระเบิดบริเวณศูนย์เยาวชนเทศบาลนครยะลาเมื่อ 7 ต.ค.

ที่มาของภาพ, กอ.รมน.ภาค 4 สน./Facebook

คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเหตุลอบวางระเบิดบริเวณศูนย์เยาวชนเทศบาลนครยะลาเมื่อ 7 ต.ค.

ขณะที่ประชาชนอีกรายใน จ.ปัตตานี ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า เขาเชื่อว่า เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในช่วงนี้นั้นเป็นการ "สร้างสถานการณ์" จากฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเขาอธิบายจากการสังเกตส่วนตัวและบทสนทนาของคนในพื้นที่ ที่ในที่สุดแล้วเจ้าหน้าที่มักจะหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษไม่ได้

"ถามว่าเรากลัวไหม ก็ไม่ถือว่ากลัว ชินมากกว่า อยู่มานานแล้ว แล้วก็รู้ว่าเป็นอะไรเป็นอะไร" เขาบอก "เขาว่าถ้าไม่สร้างสถานการณ์งบก็ไม่ลง เขา [ชาวบ้าน] คุยกันประมาณนั้น"

บีบีซีไทยถามว่าเหตุใดเขาจึงคิดเช่นนั้น ?

"ลองคิดดูในเมืองโก-ลก เดินไปไหนก็ชน อส. เดินไปไหนก็เจอทหาร เดินไปไหนก็เจอตำรวจ แล้วทำไมพอมีเหตุการณ์ปุ๊บ... ตรงนั้นทำไมเหตุการณ์เกิดได้" เขาตอบ "โจรปล้นง่าย ๆ ในเมือง แบบที่ห่างกี่กิโลกี่นาทีเอง ถ้าว่าจะมา มาทันอยู่แล้วนึกออกไหมครับ... ที่บิ๊กซี ที่ห้างใหญ่ขนาดนั้นไม่มีสัญญาณให้ถึง สภ.สุไหงโก-ลก เลยเหรอครับ" เขาตั้งคำถาม

"สรุปง่าย ๆ ถ้าโยนบีอาร์เอ็นก็จบ ไม่ต้องสอบสวนอะไรมาก หน่วยรัฐบาลหรือตำรวจไม่ต้องเหนื่อย... ก็คิดดู 10 นาทีกับตำรวจไม่รู้ ตำรวจมาถึงบิ๊กซี 5 นาทีก็ถึงแล้ว" ชายรายนี้ตั้งข้อสังเกต

เขายังยกตัวอย่างคดี "ผอ.กอล์ฟ" ผู้อำนวยโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ก่อเหตุปล้นร้านทองในห้างสรรพสินค้า จ.ลพบุรี เมื่อปี 2563 ที่แต่งกายมิดชิดปิดบังใบหน้าขณะก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ยังสามารถติดตามจับกุมตัวได้ พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดคดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนใต้ เจ้าหน้าที่จึงมักไม่สามารถติดตามจับกุมคนร้ายได้

"ทุกที สามจังหวัดจับไม่ได้สักทีเลย ทำไมที่อื่น กรุงเทพฯ ทุกที่เลยจับได้หมด กล้องวงจรปิดไม่เสีย" เขาตั้งคำถาม "พอ 3 จังหวัดปั๊บ กล้องวงจรปิดเสียหมดเลย

ทั้งนี้ ประชาชนทั้งสองคนที่บีบีซีไทยสัมภาษณ์ขอให้ปกปิดตัวตนด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

ฝ่ายความมั่นคงประเมินสถานการณ์อย่างไร

สำหรับเหตุการณ์ปล้นร้านทองเมื่อ 5 ต.ค. พ.อ.ยุทธนาม เพชรม่วง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ยืนยันว่า มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่

"ลําดับการเกิดเหตุเขามีการเข้าไปจี้รถที่[อำเภอ]สุไหงปาดี 2 คัน หลังจากนั้นก็จะเอารถมาก่อเหตุปล้นทอง หลังจากนั้นก็เอารถหนีไป" พ.อ.ยุทธนาม ไล่เรียงเหตุการณ์ให้บีบีซีไทย "รถ 2 คันนี้ไปจอดทิ้งไว้ที่ชายแดนที่ อ.แว้งครับ ห่างจากชายแดนประมาณกิโลนึง เราก็เอารถ 2 คันเข้ามาตรวจสอบดีเอ็นเอภายในรถ พบว่าดีเอ็นเอของ ของคนที่อยู่ในรถ มีจำนวนหนึ่งเป็นกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในคดีความมั่นคงครับ"

"ยืนยันว่าจากเหตุผลใหญ่ จากหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องของการกระทําของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงครับ น่าจะเป็นกลุ่มบีอาร์เอ็นครับ" เขาเน้นย้ำ พร้อมบอกว่าที่ผ่านมามีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้ทั้งที่ไม่สอดคล้องกับผลทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยเขาอยากให้ประชาชนให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการแจ้งเบาะแสต่าง ๆ และไม่สนับสนุนผู้ก่อเหตุรุนแรง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. มองว่าเป็นผลมาจากการที่เจ้าหน้าที่ปราบปรามตัดท่อน้ำเลี้ยง อาทิ น้ำมันเถื่อน และยาเสพติด ทำให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบขาดเงินทุนจึงลงมือ

"ส่วนหนึ่งที่เรามีการดําเนินการด้านการข่าว ตรวจหลักฐานหลาย ๆ เรื่องครับ เราพบว่าท่อน้ำเลี้ยงที่ใช้ในการ สนับสนุนกระบวนการคือเรื่องของ 'ภัยแทรกซ้อน' เช่น เรื่องของน้ำมันเถื่อน ยาเสพติด ของเถื่อน" เขาขยายความ

"เราก็เร่งรัดที่จะปราบปรามเรื่องเหล่านี้อย่างหนักนะครับ ช่วงที่ผ่านมาถ้าไปตรวจสอบจะเห็นว่าเรามีการแถลงข่าวเรื่องการจับยาเสพติดล็อตใหญ่ ๆ หรือจับขบวนการขนยาเสพติดล็อตใหญ่ ๆ ลงใต้ หรือว่าการจับน้ำมันเถื่อนอย่างมากนะ"

"การที่กลุ่มท่อน้ำเลี้ยงเหล่านี้โดนตัดไป รวมถึงจากการที่ประชาชนเบื่อหน่ายนะครับ การที่รีดไถเงินเลยอาจจะไม่ได้รับความร่วมมือมาก ก็เลยทำให้ขาดทุนรอนในการดําเนินการขึ้นเงินเหล่านี้เอาไปซื้อระเบิด เอาไปซื้อรถมาทําคาร์บอมบ์ หรือทำอะไรก็แล้วแต่ ก็ทําให้นําไปสู่การกระทําเยี่ยงโจร การไปปล้นอย่างนี้" เขาระบุ

พ.อ.ยุทธนาม เพชรม่วง โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. ยืนยันว่าเหตุปล้นทองที่เกิดขึ้นในห้างสรรพสินค้า จ.นราธิวาส เมื่อ 5 ต.ค. มีความเชื่อมโยงกลับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่

ที่มาของภาพ, กอ.รมน.ภาค 4 สน./Facebook

คำบรรยายภาพ, พ.อ.ยุทธนาม เพชรม่วง โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. ยืนยันว่าเหตุปล้นทองที่เกิดขึ้นในห้างสรรพสินค้า จ.นราธิวาส เมื่อ 5 ต.ค. มีความเชื่อมโยงกลับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่

ส่วนเหตุลอบวางระเบิดแสวงเครื่องบริเวณศูนย์เยาวชนเทศบาลนครยะลา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. นั้น พ.อ.ยุทธนาม เปิดเผยว่า มีพฤติการณ์และข้อมูลเชื่อมโยงกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเช่นกัน แต่ยังต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน

"แม้จะเป็นกลุ่มเดียวกับที่ก่อเหตุปล้นทองหรือไม่ ใช่หรือไม่ใช่ แต่องค์กรขบวนการบีอาร์เอ็นควบคุมทั้งสามจังหวัดครับ อาจจะเป็นขบวนการนี้ แต่อาจจะเป็นอีกทีมหนึ่งมาทำครับ" เขาระบุ "น่าจะมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในเรื่องของวัตถุระเบิดที่เราเข้าไปพิสูจน์ทราบ ขอเวลาในการรวบรวมหลักฐานสักนิดนึงนะครับ จะได้ไม่ต้องปรักปรำใคร"

ขณะที่เหตุเผารถตู้ในวัดบางปอ จ.นราธิวาส โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. ระบุว่ายังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบว่า มีความเชื่อมโยงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองเหตุการณ์เป็น "การกระทําต่อเรื่องของสังคมพหุวัฒนธรรม" คือการอยู่ร่วมกันระหว่างชาวพุทธกับมุสลิม

"บางทีพี่น้องไทยพุทธกับมุสลิมในพื้นที่รักกันอยู่แล้วครับ แต่มันมีคนบางคนที่ต้องการให้เกิดความแตกแยก ต้องการให้เกิดเป็นสังคมเชิงเดี่ยวก็เลยมาก่อเหตุอย่างนี้" เขาระบุ พร้อมมองว่า เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ในช่วงนี้ ไม่ได้มีนัยเรื่องเวลา แต่เป็นช่วงที่ผู้ก่อเหตุหา "โอกาส" ได้มากกว่า

"ในปีที่ผ่านมา ผมก็เชื่อว่า เป็นโอกาสที่เขาทำได้เขาก็ทำครับ บางห้วงเราเน้นการปฏิบัติทางทหารไปพื้นที่หนึ่ง เขาเห็นเป็นโอกาส ก็อาจจะเพิ่มในพื้นที่หนึ่งหรืออีกมิติหนึ่ง"

บีบีซีไทยถามว่า การที่ผู้ก่อความไม่สงบสามารถหาโอกาสได้ เป็นเพราะฝ่ายความมั่นคงเองก็มีช่องโหว่หรือไม่

"คือแผนในการปฏิบัติการเราใช้ทั้ง 3 ฝ่าย พลเรือน ตํารวจ ทหาร ทั้งแผนการกดดันในพื้นที่ แผนการป้องกันชายแดน หรือแผนเมืองเศรษฐกิจ" พ.อ.ยุทธนาม ตอบคำถาม

"เราก็ต้องเข้าใจนะครับว่า ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายที่จะพยายามป้องกันเหตุ อีกฝ่ายพยายามที่จะก่อเหตุ เมื่อตรงใดที่ เรา weight (ให้น้ำหนัก) ไปตรงนี้ เขาอาจจะมาทําอีกตรงหนึ่ง ซึ่งเราก็ไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบนะครับ เราก็มีการทบทวนว่าเราจะต้องปรับหรือดําเนินการอย่างไร"

"เราอย่าไปเรียกว่ามีช่องโหว่ เราเรียกว่า เราต้องทบทวนแผนแล้วก็ดําเนินการตามภาพข่าวหรือตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วก็บางทีสามารถจะชิงนําได้ เราก็ชิงนําครับ" เขาบอก

"แต่ทั้งหมดทั้งปวงนะครับ เราต้องขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนครับ การก่อเหตุทั้งหมด มันเกิดจากคนที่ไม่หวังดีที่ต้องการให้เกิดความรุนแรง เกิดความไม่เชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ หรือเกิดความหวั่นระแวงซึ่งกันและกัน ถ้าพี่น้องประชาชนไม่เห็นด้วย หรือให้ความร่วมมือ หรือไม่สนับสนุน หรือแจ้งทางฝ่ายรัฐ ผมก็เชื่อว่าทั้งหมดนี้มันคงจะสามารถแก้ไขได้ครับ"

การเจรจาสันติภาพที่หยุดชะงักส่งผลต่อความไม่สงบในชายแดนใต้อย่างไร

เหตุใดสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้จึงเกิดขึ้นถี่ในช่วงเวลานี้ ?

นักวิชาการสองรายจากสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คือ ผศ.ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช และ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี เห็นตรงกันว่า กระบวนการเจรจาสันติภาพที่หยุดชะงักไปกว่าหนึ่งปีนั้นมีผล

"ปีที่ผ่านมาเหตุการณ์มันก็ค่อนข้างสูงอยู่ ตั้งแต่ปีที่แล้วมันสูงขึ้นนะครับ แล้วก็ผมว่าส่วนหนึ่งที่เป็นผลตามมามันมีปัจจัยเรื่องของการพูดคุยสันติสุขที่หยุดชะงักลง" ผศ.ดร.ศรีสมภพ ระบุ

"ในรัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่มีการแต่งตั้งคณะทำงานคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้อย่างที่เคยทำอย่างต่อเนื่องมา เพราะฉะนั้น โดยเงื่อนไขของการที่การพูดคุยมันยุติลงแล้วก็ไม่มีพื้นที่กลางในการพูดคุยกันระหว่างฝ่ายต่าง ๆ หรือพื้นที่ความขัดแย้งที่เคยมีมามันยุติลง มันก็เกิดความไม่เข้าใจกันหลายอย่างเกิดขึ้น... พอรัฐบาลนี้เกิดขึ้นในช่วงนี้ ก็เป็นผลสืบเนื่องตามมา เพราะว่าความต่อเนื่องของนโยบายการที่ผ่านมายังไม่ปรากฏ" เขาวิเคราะห์

ผศ.ดร.ศรีสมภพ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) มองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังรัฐบาลนายอนุทิน แถลงนโยบาย และ สมช. มีมติแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้คนใหม่นั้น เสมือนเป็นการส่งสัญญาณ "ท้าทาย" ว่านโยบายที่วางไว้โดยวางตัวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในส่วนต่าง ๆ นั้น จะสามารถทำได้จริงหรือไม่

"เหมือนกับเป็นการส่งสัญญาณท้าทายด้วยว่าจะทำได้จริงไหม นโยบายที่แต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยขึ้นมาแล้วต้องทำอะไรอีกหลายอย่าง... แล้วก็ผมคิดว่าคงมีประเด็นในเรื่องว่าเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในพื้นที่เองก็เปลี่ยนตัว มีแม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ด้วย ก็เป็นคนใหม่แล้วก็เพิ่งมาในพื้นที่ แล้วก็ถูกท้าทาย เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประจำในพื้นที่นี้" ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าว

"คือเหมือนกับว่าการเปลี่ยนตัวเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ การเปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนรัฐบาล แล้วก็มีการดำเนินการหรือปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์เพื่อท้าทายอย่างชัดเจนทันทีทันควันครับ" เขาสรุป

ด้าน ผศ.ดร.รุ่งรวี ที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยเมื่อ 8 ต.ค. มองว่า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่ากลุ่มที่ก่อความไม่สงบในพื้นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ใดบ้าง ซึ่งคงต้องรอการพิสูจน์

เธอให้ความเห็นว่าเหตุการณ์ปล้นทองในห้างสรรพสินค้า จ.นราธิวาส นั้น "อาจจะไม่ใช่วิถีการปฏิบัติการที่เรามักจะเคยเห็นกลุ่มบีอาร์เอ็นทำมาในอดีต" ส่วนเหตุระเบิดตู้เอทีเอ็มที่มหาวิทยาลัยฟาฏอนีนั้น เคยมีเหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งเธอไม่แน่ใจจุดประสงค์ว่า ต้องการอะไร เพราะสุดท้ายผู้ก่อเหตุก็ไม่ได้เงินไป

"ในช่วงที่ไม่มีการพูดคุยสันติภาพ การปฏิบัติการทางทหารก็ย่อมเกิดขึ้นได้ตามปกติอยู่แล้ว ทางฝ่ายขบวนการก็ย่อมจะต้องแสดงแสนยานุภาพและการดำรงอยู่ เพื่อทำให้มวลชนของเขาเห็นว่ายังคงมีศักยภาพ ซึ่งก็ย่อมเกิดขึ้นได้เพราะไม่ได้มีข้อตกลงใด ๆ ในเรื่องของการหยุดยิง" ผศ.ดร.รุ่งรวี ให้ความเห็น

"คำถามคือ เราจะแก้ปัญหานี้ในระยะยาวอย่างไร ซึ่งคำตอบก็คงกลับมาที่เรื่องของการพูดคุยสันติภาพ" เธอระบุ

นักวิชาการจากสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มองว่า การจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนใต้ต้องอาศัยการเจรจา

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นักวิชาการจากสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มองว่า การจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนใต้ต้องอาศัยการเจรจา

จากรายงานฐานข้อมูลศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) ที่ ผศ.ดร.ศรีสมภพ ส่งให้กับบีบีซีไทย พบว่าในรอบ 22 ปี ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2547- ก.ย. 2568 มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้น 23,406 เหตุการณ์ โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 7,764 คน และบาดเจ็บ 14,744 คน

รายงานดังกล่าวได้สรุปสถานการณ์ว่า ความรุนแรงมีความยืดเยื้อและต่อเนื่องมานับตั้งแต่ปี 2547 โดยในระยะแรกมีระดับความรุนแรงสูงมากถึงเดือนละ 200-300 ครั้ง แต่ต่อมาก็ลดลง โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2556 ที่ความรุนแรงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2563

อย่างไรก็ตาม ในช่วงสองสามปีหลังนี้ โดยเฉพาะนับตั้งแต่ปี 2565 มีความแปรปรวนและความรุนแรงของสถานการณ์มากขึ้น โดยเฉพาะในปี 2567 ที่เกิดสถานการณ์ 632 ครั้ง สูงขึ้น 31.4 % เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ในปี 2566

ผศ.ดร.ศรีสมภพ ระบุว่า ตัวเลขเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในแต่ละปี สอดคล้องกับนโยบายและงบประมาณของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้อย่างมีนัยสำคัญ โดยช่วงไหนที่รัฐบาลมีแผนงาน/โครงการ มีการจัดสรรงบประมาณลงไปในการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ และมีการเปิดโต๊ะพูดคุยเจรจา สถานการณ์ความรุนแรงจะเกิดขึ้นน้อยกว่าในช่วงที่ว่างเว้นโครงการเหล่านี้ไป

"นโยบายสร้างสันติภาพสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เคยทำมาในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จากงานวิจัยเอง งานทางวิชาการที่เราทำ ข้อมูลเราก็มีปรากฏให้เห็นว่ามันมีนัยสำคัญมากในทางสถิติ" เขาระบุ

"มันมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญเลยนะครับระหว่างงบประมาณ/แผนงาน/โครงการในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาล 10 ปีที่ผ่านมา กับการลดเหตุการณ์ความรุนแรงได้ เพราะฉะนั้นหยุดไม่ได้ นโยบายสันติภาพสันติสุขหรือแผนงานในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องผลักดันขับเคลื่อนต่อไปให้มีความเข้มแข็ง" ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ให้ความเห็น

ทิศทางแก้ปัญหาชายแดนใต้ในรัฐบาล "อนุทิน"

การเร่งแก้ไขปัญหาพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เป็นหนึ่งในนโยบายด้านความมั่นคงของคณะรัฐมนตรี ที่นายอนุทิน แถลงต่อรัฐสภาไปเมื่อวันที่ 29 – 30 ก.ย. ที่ผ่านมา

โดยในคำแถลงนโยบายระบุว่า "รัฐบาลจะเร่งรัด ปรับแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในด้านการสร้างสภาพแวดล้อม ที่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคู่ขนานไปกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน"

และต่อมาในวันที่ 2 ต.ค. ในการเข้าประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งแรกของ "นายกฯอนุทิน" ก็ปรากฏว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้เสนอชื่อ "พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา" อดีตเลขาธิการ สมช. เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ คนใหม่ เพื่อให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ หลังจากที่ตำแหน่งนี้ว่างเว้นไปกว่าหนึ่งปีในสมัยรัฐบาล น.ส.แพทองธาร

นักวิชาการด้านสันติภาพทั้งสองรายเห็นตรงกันว่า นี่คือสัญญาณที่ดี แม้ยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องติดตามต่อ

"ก็ส่งสัญญาณที่ดีนะครับในแง่ที่ว่าพยายามที่จะพูดถึงปัญหาภาคใต้ ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นนโยบายหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนเฉพาะหน้าของรัฐบาลปัจจุบัน อันนี้เป็นสูตรที่ต่างจากรัฐบาลที่แล้วที่ไม่ได้กล่าวถึง [ในการแถลงนโยบาย]" ผศ.ดร.ศรีสมภพ ให้ความเห็น

"แต่ว่ามีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า นโยบายที่พูดถึงนั้นไม่ได้กล่าวถึงในเชิงเรื่องของการสร้างสันติภาพหรือสันติสุข คำเหล่านี้ที่เป็นภาษาทางนโยบายที่เคยใช้กัน รัฐบาลนี้ยังไม่ได้ใช้ อาจจะมีแนวคิดในความระมัดระวังอะไรอยู่บางอย่าง แต่ข้อดีก็คือว่า รีบจัดตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขขึ้นมา อันนี้สะท้อนให้เห็นว่าพยายามที่จะรื้อฟื้นกระบวนการที่เกิดขึ้นให้กลับเข้ามาให้ได้นะครับ" เขาระบุ

ขณะที่ ผศ.ดร.รุ่งรวี บอกว่า "คงจะต้องรอดูต่อไป" ว่าแนวทางการพูดคุยสันติภาพหลังจากนี้จะเดินหน้าไปอย่างไร

"ข้อเสนอเดิมที่ยังคุยค้างกันอยู่เรื่อง Joint Comprehensive Plan towards Peace หรือ JCPP (แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม) ถ้าจะไม่ใช้ร่างนั้นก็คงจะต้องมาคุยกันว่า จะใช้กรอบการหารืออะไร" เธอกล่าว

ตันศรี ซุลกิฟลี ไซนัล อะบิดิน (กลาง) ผู้ประสานงานของรัฐบาลมาเลเซียในการพูดคุยสันติสุขระหว่างไทยกับบีอาร์เอ็นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2567 ซึ่งมีนายฉัตรชัย บางชวด เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขของฝ่ายไทย (ซ้าย) และ นายอานัส อับดุลเราะห์มาน หัวหน้าคณะพูดคุยจากบีอาร์เอ็น (ขวา)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ตันศรี ซุลกิฟลี ไซนัล อะบิดิน (กลาง) ผู้ประสานงานของรัฐบาลมาเลเซียในการพูดคุยสันติสุขระหว่างไทยกับบีอาร์เอ็นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2567 ซึ่งมีนายฉัตรชัย บางชวด เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขของฝ่ายไทย (ซ้าย) และ นายอานัส อับดุลเราะห์มาน หัวหน้าคณะพูดคุยจากบีอาร์เอ็น (ขวา)

"แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม" หรือ "เจซีพีพี" (Joint Comprehensive Plan towards Peace - JCPP) เคยถูกนำมาใช้เป็น "แผนที่นำทาง (roadmap)" ในการทำงานของคณะพูดคุยฯ ในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งสุดท้ายแล้วยังไม่มีการลงนามใด ๆ รัฐบาลนายเศรษฐาก็เป็นอันต้องยุติไปเสียก่อน

"ที่ผ่านมาก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายเรื่องเจซีพีพี ว่าการเดินตามกรอบนี้จะทำให้รัฐบาลเสียเปรียบหรือไม่ ซึ่งทั้งนี้ก็ยังไม่มีข้อตกลงอย่างเป็นทางการใด ๆ และยังอยู่ในวิสัยที่จะสามารถคุยกันได้" ผศ.ดร.รุ่งรวี ให้ความเห็น "ในที่สุดแล้ว สงครามก็ต้องจบบนโต๊ะเจรจา ไม่ว่าจะเป็นสงครามอิสราเอล-ฮามาส หรือยูเครน-รัสเซีย ก็ต้องมีการเจรจา เช่นเดียวกันกับปัญหาภาคใต้ที่ในที่สุดก็คงจะต้องมาคุยกันบนโต๊ะ"

"ถ้ามีความคืบหน้าในกรอบของเจซีพีพีเดิมที่คุยค้างไว้ ก็มีประเด็นเรื่องการหยุดยิงอยู่แล้ว ว่าจะหยุดเมื่อไหร่ กรอบเวลาเท่าไหร่ จะมีคณะผู้สังเกตการณ์เรื่องการละเมิดข้อตกลงอย่างไร มีองค์ประกอบจากประเทศไหนบ้าง ใครบ้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่คุยค้างอยู่ตั้งแต่สมัยรัฐบาลเศรษฐา"

"ถ้าได้มีโอกาสคุยและทำข้อตกลงเรื่องการหยุดยิงสองฝ่ายระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับบีอาร์เอ็นก็จะมีความชัดเจน และน่าจะเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการลดความขัดแย้งรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ในระหว่างที่กำลังเจรจาเรื่องเนื้อหาสารัตถะ ก็ควรจะมีการตกลงเรื่องการหยุดยิงก่อนในชั้นแรก ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ค่ะ"

"ที่ผ่านมากระแสเสียงที่เราเห็นในสังคมใหญ่ โดยเฉพาะผ่านโซเชียลมีเดีย ก็มีความเห็นในเชิงที่ไม่เอาด้วยกับการพูดคุย เช่น 'ไปคุยทำไมกับโจร' ซึ่งเป็นกระแสเสียงในสื่อสาธารณะ แต่รัฐบาลเองก็ต้องมีจุดยืนที่มั่นคงว่า ถ้าเห็นว่าแนวทางนี้จะสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้ ก็ต้องมีความกล้าหาญที่จะทำ" ผศ.ดร.รุ่งรวี ระบุ

ด้าน ผศ.ดร.ศรีสมภพ เน้นย้ำว่า การแก้ปัญหาชายแดนใต้ควรมีนโยบายในการดำเนินการอย่างต่อเนื่องไม่ให้เกิดช่องว่าง

"รัฐบาลชุดนี้ผมว่าทำเร็ว จุดที่ดีก็คือว่ารีบแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขขึ้นมาโดย สมช. นะครับ แต่ว่าอีกแง่หนึ่งก็ยังไม่มีปฏิบัติการที่ชัดเจนว่าจะทำอะไรต่อไป มีการพูดคุย มีการติดต่อกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หัวหน้าคณะพูดคุยของฝ่ายตรงข้าม หรือว่าการพูดคุยกับผู้ประสานงาน ผู้อำนวยความสะดวกของมาเลเซียที่เคยทำมา ความต่อเนื่องการดำเนินการเหล่านี้จะต้องรีบทำโดยเร็ว เพื่อที่จะให้เกิดการทบทวนแนวคิด แนวทาง นโยบายในการจัดการปัญหา" ผศ.ดร.ศรีสมภพ ให้ความเห็น

"คือรูปธรรมที่เป็นจริงต้องเกิดการพบปะกันจากหลาย ๆ ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นอกจากพบปะกับฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็น หรือว่าคณะพูดคุย/ผู้อำนวยความสะดวกมาเลเซียแล้ว ยังต้องมีการพูดคุยหรือพบปะกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อีกนะครับ ภาคประชาสังคมในพื้นที่อะไรต่าง ๆ ด้วย กระบวนการเหล่านี้มันต้องรีบฟื้นขึ้นมา กระบวนการในแง่ของพื้นที่กลางครับ"

"ผมคิดว่าต้องทบทวนนโยบายยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นโยบายที่เคยทำแล้วประสบความสำเร็จที่ผ่านมาเอามาใช้เป็นประโยชน์ให้ได้ ไม่ควรจะทำให้เกิดช่องว่างทางนโยบายหรือการขาดไร้ซึ่งแผนงานหรือนโยบายหรือยุทธศาสตร์ระยะยาวในการแก้ปัญหาภาคใต้ เพราะเรื่องสันติภาพสันติสุขนี้จำเป็นจะต้องมีอย่างต่อเนื่องไปครับ" เขากล่าวทิ้งท้าย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าจะ "เร่งแก้ไขปัญหาพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้" ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 29 - 30 ก.ย. ที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าจะ "เร่งแก้ไขปัญหาพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้" ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 29 - 30 ก.ย. ที่ผ่านมา

ด้านนายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า เขา "น่าจะ" ลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ในวันเสาร์ที่ 11 ต.ค. นี้ หลังเกิดเหตุความไม่สงบในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยจะต้องมีการนัดหมายทั้งฝ่ายความมั่นคง, กองทัพ, ศอ.บต., ผู้ว่าฯ ในจังหวัดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้เนื้อหาสาระมากที่สุด

ในการแถลงข่าวเขายังตอบถึงข้อสังเกตที่ประชาชนบางส่วนมองว่า อาจมีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปล้นร้านทอง โดยยืนยันว่า หากพบเจ้าหน้าที่รัฐตั้งใจกระทำผิดกฎหมายหรือผิดระเบียบในรัฐบาลของเขา "ก็จะมีโทษสถานหนักถึงขั้นออกจากราชการไว้ก่อน"

นายกรัฐมนตรียังยืนยันอีกว่า มีแผนการดูแลพื้นที่ชายแดนใต้เป็นรูปธรรมอยู่แล้ว อยู่ที่คนที่รับผิดชอบนำไปปฏิบัติ จะเน้นและให้นโยบายที่ชัดเจนแค่ไหน ซึ่งหากเขาเห็นว่า บุคลากรหรือผู้ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ไม่ได้ใส่ใจหรือไม่ได้ทำอะไรอย่างเต็มที่ เขาระบุว่า "ก็ต้องมีการพิจารณาปรับเปลี่ยนบ้าง"