"เหมือนตีปิงปอง แต่สองฝ่ายไม่เต็มที่ในหน้าที่ตัวเอง" การเจรจาสันติภาพชายแดนใต้ล่าช้าเพราะท่าที รัฐบาลไทย-บีอาร์เอ็นหรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, สนง.ประชาสัมพันธ์ จ.ปัตตานี/Facebook
- Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
สถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงตึงเครียดมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือน มี.ค. และมีแนวโน้มที่พลเรือนจะกลายเป็นเป้าโจมตีมากขึ้น ขณะที่หลายทศวรรษก่อนหน้านี้เป้าหมายมักจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ
อย่างเช่น เหตุล่าสุดที่เกิดขึ้นช่วงค่ำของวันที่ 8 มิ.ย. ที่กลุ่มคนร้ายไม่ทราบจำนวน ลอบวางระเบิดแสวงเครื่องในถังขยะ 2 จุดบริเวณใกล้กับตลาดโต้รุ่ง เขตเทศบาลเมือง จ.ปัตตานี เป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ที่มีทั้งการลอบยิง กราดยิง และวางระเบิดหลายจุดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงในบางอำเภอของ จ.สงขลา ซึ่งนอกจากเจ้าหน้าที่รัฐ ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตเป็นพลเรือนด้วย รวมถึงเด็ก ผู้พิการ และสามเณร
ก่อนหน้าเหตุครั้งล่าสุดจะเกิดขึ้นเพียง 2 วัน แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ หรือ บีอาร์เอ็น (Barisan Revolusi Nasional - BRN) ออกแถลงการณ์ ระบุถึง "ความไม่จริงใจ" ของรัฐบาลไทยในปัจจุบันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง โดยกล่าวว่าตั้งแต่เดือน ส.ค. ปีที่ผ่านมา ไม่มีการแสดงถึงนโยบายหรือแนวทางใด ๆ เลย รวมถึงยังไม่มีการแต่งตั้งตัวแทนในการเจรจาชุดใหม่ พร้อมยืนยันว่า BRN มีความมุ่งมั่นที่จะเจรจา หากรัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนและมุ่งมั่นอย่างจริงใจในการจัดการกับต้นตอของความขัดแย้ง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานความปรารถนาของชุมชนปาตานี
ก่อนหน้านี้ (6 พ.ค.) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เคยให้สัมภาษณ์สื่อ ยืนยันว่าพร้อมตั้งคณะเจรจาทันทีเพื่อหาทางออกร่วมกัน "แต่ที่ผ่านมาเราไม่รู้ว่าใครเป็นคนที่เจรจาได้" พร้อมระบุว่าในช่วงเดือนรอมฎอนที่ผ่านมารัฐบาลก็เคยร้องขอให้หยุดความรุนแรงทั้งหมดเพื่อมาเริ่มต้นเจรจาแล้ว แต่ช่วงปลายเดือนรอมฎอนก็ยังมีการก่อเหตุเช่นเดิม ดังนั้น "จะมีการเจรจาเพื่ออะไร"
อย่างไรก็ตาม ภายหลังแถลงการณ์ล่าสุดของ BRN ฝ่ายรัฐบาลไทยยังไม่แสดงท่าทีใด ๆ
ด้านผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาเกี่ยวกับสันติภาพชายแดนใต้วิพากษ์วิจารณ์ว่า ทั้งฝ่ายรัฐและผู้เจรจาวางตัวเหมือนตีปิงปอง ยังไม่ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่
ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างก็ยืนยันว่าพร้อมเจรจา แต่เหตุใดสิ่งนี้จึงยังคงไม่เกิดขึ้น มีเพียงสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ?
สถานการณ์ความรุนแรงที่คุกรุ่น
ในช่วงไม่ถึงสองสัปดาห์ของเดือน มิ.ย. มีเหตุการณ์ความไม่สงบอย่างน้อย 3 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้
1 มิ.ย.
- สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.นราธิวาส รายงานเหตุลอบวางระเบิดรถประชาชนและยิงทหารพรานจุดตรวจหน้าฐานปฏิบัติการ กองร้อยทหารพรานที่ 4614 พื้นที่บ้านปอเนาะ หมู่ 6 ต.สุวารี อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ คือ อส.ทพ.ไมตรี บุดดา เสียชีวิต 1 นาย
2 มิ.ย.
- สำนักข่าวไทยพีบีเอส รายงานเหตุ ลอบวางระเบิดทหารพราน ในพื้นที่ บ.นาพร้าว ม.2 ต.ปะนาเระ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ทำให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย โดยหนึ่งในนั้นเสียชีวิตในเวลาต่อมา และมีชาวบ้านได้รับบาดเจ็บอีก 1 คน
8 มิ.ย.
- สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.ปัตตานี รายงานเหตุลอบวางระเบิดแสวงเครื่องในถังขยะ 2 จุด คือหน้าห้างทองอินเตอร์ บริเวณตลาดโต้รุ่ง เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย และในซอยข้างโรงแรมสันติสุข หลังตลาดโต้รุ่ง เขตเทศบาลเมือง อ.เมือง จ.ปัตตานี ซึ่งไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่มีรถจักรยานยนต์ของชาวบ้านได้รับความเสียหาย
- วันต่อมา สำนักข่าวไทยพีบีเอส รายงานเพิ่มเติมว่าเจ้าหน้าที่ได้เก็บกู้ระเบิดจุดที่ 3 ที่มีลักษณะแบบเดียวกันบริเวณหน้าร้านจำหน่ายน้ำดื่มและร้านทอง บนถนนมะกรูด อ.เมืองปัตตานี ด้วย
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ความไม่สงบที่ปะทุขึ้นมาตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค. ที่เป็นช่วงเดือนของการถือศีลอด ซึ่งขณะนั้นมีเหตุการณ์ยิงปะทะและลอบวางระเบิดหลายจุดใน จ.นราธิวาส และปัตตานี ซึ่ง ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา ม.สงขลานครินทร์ เคยให้ความเห็นกับบีบีซีไทยในขณะนั้นว่า "ผิดปกติ" เพราะพบเหตุความรุนแรงตั้งแต่ช่วงแรกของเดือนถือศีลอด ทั้งที่โดยปกติแล้วเหตุรุนแรงจะเกิดขึ้นในช่วงสิบวันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน
และจากนั้นเรื่อยมาตั้งแต่ช่วงเดือน เม.ย. ถึง พ.ค. ก็มีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นเรื่อยมาในพื้นที่ และหลายครั้งเกิดขึ้นกับพลเรือน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตส่วนหนึ่งเป็นเด็ก คนชรา และคนพิการ อาทิกรณีกราดยิงในบ้านหลังหนึ่งใน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส หรือกรณีที่คนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ประกบยิงรถจักรยานยนต์ของหญิงชราตาบอด และบุตรชายในพื้นที่ อ.จะแนะ ขณะกำลังกลับจากโรงพยาบาล

ที่มาของภาพ, สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.นราธิวาส/Facebook
แถลงการณ์ของบีอาร์เอ็น
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (6 มิ.ย.) แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ หรือ บีอาร์เอ็น (Barisan Revolusi Nasional - BRN) ออกแถลงการณ์ภาษาอังกฤษ ระบุว่ารัฐบาลไทยกล่าวหา BRN และบิดเบือนข้อเท็จจริงในหลายเรื่อง กองเลขาธิการการเจรจาสันติภาพของ BRN จึงต้องการชี้แจงประเด็นสำคัญ ๆ ไปยังชุมชนปาตานี และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
แถลงการณ์ดังกล่าวระบุสาระสำคัญแยกย่อยออกเป็น 10 ข้อ โดยสรุปใจความเป็นภาษาไทยได้ว่า
- ตั้งแต่ ส.ค. 2024 ถึงปัจจุบัน รัฐบาลไทยภายใต้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ไม่ได้แสดงถึงนโยบายหรือแนวทางใด ๆ ในการแก้ไขความขัดแย้งบนพื้นที่ ที่พวกเขาเรียกว่า ปาตานีเลย
- รัฐบาลไทยชุดปัจจุบันไม่ได้แต่งตั้งคณะตัวแทนในการเจรจาชุดใหม่ และยังยุบ PEDP (คณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้) ทำให้กระบวนการเจรจาเป็นไปแบบตั้งรับเท่านั้น แสดงออกถึงความไม่จริงใจของรัฐบาล
- มีการใส่ร้ายและกล่าวหา BRN บิดเบือนข้อมูลและข้อเท็จจริง ใช้ถ้อยคำที่ยั่วยุ แถลงการณ์ที่ไร้ความรับผิดชอบเพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของ BRN ทำลายความพยายามในการแก้ปัญหาอย่าสันติต่อความขัดแย้งบนพื้นที่ที่พวกเขาเรียกว่าปาตานี
- ความรุนแรง การโจมตี และปฏิบัติการทางการทหารที่ทวีความรุนแรงขึ้น เกิดจากการที่ไม่มีโต๊ะเจรจาเพื่อหาจุดยืนและทางออกร่วมกันในการแก้ไขความขัดแย้ง
- ตั้งแต่ปี 2013 BRN แสดงออกถึงความตั้งใจที่ชัดเจนและแน่วแน่ในการแก้ไขความขัดแย้งผ่านทางออกทางการเมืองด้วยการเจรจาอย่างสันติ
- ผู้นำ BRN ได้แต่งตั้งคณะผู้แทนการเจรจาเป็นตัวแทนที่ถูกต้องตามกฎหมายขององค์กร มีหน้าที่และอำนาจในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่าง BRN และรัฐบาลไทย
- BRN ได้พิสูจน์ถึงเจตนาที่ดีผ่านการเริ่มหยุดยิงฝ่ายเดียวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อสร้างความมั่นใจในกระบวนการสันติภาพและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกฝ่าย
- BRN มุ่งมั่นที่จะเจรจา หากรัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนและมุ่งมั่นอย่างจริงใจในการจัดการกับต้นตอของความขัดแย้ง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานความปรารถนาของชุมชนปาตานีทั้งหมด
- การเจรจาก่อนหน้านี้ระหว่าง BRN และรัฐบาลไทยมีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ความริเริ่มเบอร์ลิน (Berlin Initiative), หลักการทั่วไป (General Principles), และข้อตกลงร่วมกันใน "แผนปฎิบัติการร่วมเพื่อสันติสุขแบบองค์รวม" (Joint Comprehensive Peace Plan - JCPP) ซึ่งเป็นเส้นทางสู่สันติภาพที่สง่างาม แท้จริง และยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ความพยายามทั้งหมดนี้หยุดชะงักลงจากการที่รัฐบาลไทยในปัจจุบันขาดความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนในกระบวนการสันติภาพ
- BRN ยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตาม JCPP ซึ่งสะท้อนความปรารถนาของชาวปาตานีที่ต้องการการตัดสินใจได้ด้วยตนเอง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกที่โปร่งใส รับผิดชอบ และเปิดให้มีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในชุมชนปาตานี

ที่มาของภาพ, BRN
ท่าทีฝ่ายไทย
แถลงการณ์ดังกล่าวดูเหมือนมุ่งเป้าไปที่กระบวนการเจรจาสันติภาพที่หยุดชะงักในสมัยรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ทว่า หากย้อนคำให้สัมภาษณ์ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เมื่อเดือนที่ผ่านมา (6 พ.ค.) ระบุถึงอุปสรรคในการเจรจาเพราะ "ที่ผ่านมาเราไม่รู้ว่าใครเป็นคนที่เจรจาได้" พร้อมตั้งคำถามว่า "จะมีการเจรจาเพื่ออะไร" ในเมื่อที่ผ่านมาก็เคยมีการร้องขอให้ยุติความรุนแรงทั้งหมดในเดือนรอมฎอนเพื่อเริ่มต้นเจรจา แต่สุดท้ายกลับมีการก่อเหตุเช่นเดิม
อย่างไรก็ตาม รมว.กลาโหม ยืนยันในขณะนั้นว่า เขายินดีเจรจาพูดคุยภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญไทย พร้อมยืนยันว่า "รัฐเป็นรัฐเดียวแบ่งแยกไม่ได้ ดังนั้นการจะเจรจาเพื่อเป็นรัฐปาตานีหรือรัฐอะไรก็ตาม เราไม่พร้อมเจรจาด้วย แต่ถ้าจะคุยในเรื่องการอยู่ร่วมกันหรือความร่วมมือ อันนี้เรายอมรับได้"
ทั้งนี้ ก่อนการให้สัมภาษณ์ของ รมว.กลาโหม มีท่าทีจากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ออกแถลงการณ์เมื่อ 3 พ.ค. ประณามการก่อความรุนแรงต่อประชาชน โดยเฉพาะเด็ก สตรี และผู้สูงอายุ พร้อมระบุว่า การกระทำดังกล่าว "บั่นทอนบรรยากาศแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ รวมทั้งแสดงถึงความไม่จริงใจอันเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้"
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีการประชุมออนไลน์ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 4 จังหวัดในพื้นที่ชายแดนใต้เมื่อ 13 พ.ค. โดย นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า นายกฯ ได้สั่งกำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมกำลังพล อย่างไรก็ตาม มีการระบุถึงการพูดคุยทำความเข้าใจ รวมถึงการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านที่มีความใกล้ชิดอย่างมาเลเซีย แต่ไม่ได้กล่าวถึงการตั้งคณะพูดคุยสันติสุขอย่างเป็นทางการ
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของผู้เป็นบิดาอย่างนายทักษิณ ชินวัตร นั้น พูดถึงเรื่องนี้ในการปาฐกถาเมื่อ 27 พ.ค. โดยยกคำว่า Iron fist (กำปั้นเหล็ก) และ Velvet glove (ถุงมือกำมะหยี่) ขึ้นมา ระบุว่า "บทที่จะต้องพูดคุยก็พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา แต่ถ้าคุยไม่รู้เรื่อง ถ้าต้องทุบก็ต้องทุบ ต้องเด็ดขาด"

ที่มาของภาพ, ศอ.บต.
แหล่งข่าวด้านความมั่นคงของฝ่ายไทย เปิดเผยกับบีบีซีไทยล่าสุดในวันที่ 10 มิ.ย. ว่า แนวทางการเจรจาสันติภาพกับ BRN ยังคงยึดตามนโยบายของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม โดยมีความมุ่งมั่นให้มีการสร้างบรรยากาศที่ "ลด" หรือ "ยุติ" การก่อความรุนแรงก่อน จึงจะนำไปสู่การตั้งคณะพูดคุย โดยที่ผ่านมาฝ่ายไทยมีการประสานงานกับ "ผู้อำนวยความสะดวก" อย่างต่อเนื่องอยู่แล้วเพื่อให้ BRN ดำเนินการตามเงื่อนไขเพื่อสร้างบรรยากาศในการเจรจา
"อย่างน้อยต้องลด [ความรุนแรง] ให้อยู่ในบรรยากาศที่เหมาะสม อันนี้ตามท่านภูมิธรรมเคยให้ไว้ และท่านเคยบอกว่า การเจรจาต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญไทย แล้วท่านก็บอกว่าท่านพร้อมแสวงหาแนวทางพูดคุยแนวทางต่าง ๆ ที่ BRN เสนอ แต่ต้องดำเนินการตามเงื่อนไข ต้องลดความรุนแรง ต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญไทย ไม่แบ่งแยกดินแดน อะไรต่าง ๆ เหล่านี้"
แหล่งข่าวผู้นี้ เปิดเผยอีกว่า การเจรจาระหว่างทางการไทยกับ BRN ในตอนนี้ อาศัย "มาเลเซีย" เป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" หลังจากผู้นำทั้งสองประเทศแถลงข่าวร่วมกัน ซึ่งขณะนี้ก็ยังอยู่ในระหว่างการประสานงานเพื่อขอพูดคุยกับผู้ที่มีอำนาจใน BRN อยู่ ซึ่งฝ่ายไทยเองก็พยายามเร่งรัด และมีการประสานงานกันมาโดยตลอด
"ปัญหาของ BRN ก็คือว่า ปีกทหารและปีกการเมืองไม่สัมพันธ์กัน แนวคิด ความคิดไม่เป็นเอกภาพ ปีกการเมืองอยากคุย คือคนที่มาเสนอออกแถลงการณ์คือปีกการเมือง แต่ปีกทหารก็ยังมุ่งมั่นใช้วิธีรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่าง" แหล่งข่าวระบุ
"ถ้าทั้งสองปีกเป็นเอกภาพ สร้างบรรยากาศ ทำตามเงื่อนไขที่ท่านรองนายกฯ บอก มันก็จะนำไปสู่การมีคณะพูดคุยและมีการพูดคุยกัน"
เหตุความรุนแรงต่อเนื่อง คือสัญญาณตอกย้ำให้หน่วยงานมั่นคงและรัฐไทยจะต้องขยับ

ที่มาของภาพ, สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.นราธิวาส/Facebook
สำหรับมุมมองของนักวิชาการที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับสันติภาพชายแดนใต้มองว่า การแก้ปัญหาในพื้นที่ยังไม่มีความคืบหน้าในช่วงระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา
"จริง ๆ แล้วรัฐบาลนี่ ต้องยอมรับนะครับว่ามีความชอบธรรม... แล้วก็มีอำนาจอยู่เต็มมือด้วย ฉะนั้นเองสิ่งที่ผมคิดว่ารัฐบาลต้องทำให้ชัด ก็คือต้องยืนยันโดยให้มีการพูดคุยอย่างเป็นรูปธรรม" รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ให้ความเห็นกับบีบีซีไทย
นักวิชาการผู้ติดตามปัญหาความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มากว่าทศวรรษผู้นี้ มองว่าถ้อยแถลงของ BRN ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น "เป็นการพยายามขยับสถานะตัวเอง" จาก "actor" (ผู้แสดง) ที่ถูกมองว่าใช้แต่กำลัง ไปสู่บทบาททางการเมืองที่ต้องการเข้าสู่โต๊ะเจรจาในฐานะ "คู่เจรจาที่เท่าเทียมกับรัฐไทย"
ส่วนเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นกลางเมืองปัตตานีในช่วงไม่กี่วันหลังมีแถลงการณ์ออกมานั้น เขามองว่าไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่มุ่งหมายให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหนักหรือเสียชีวิต แต่เป็นการ "ส่งสัญญาณ" ถึงหน่วยงานความมั่นคงของรัฐไทยให้ต้องขยับอะไรบางอย่าง
"พลวัตของความรุนแรงในพื้นที่ครั้งนี้มันน่าสนใจมาก ก็คือการวางระเบิดครั้งนี้มันวางอยู่ที่ไข่แดง กลางหัวใจของหน่วยงานความมั่นคง" เขาให้ความเห็น "ในฐานะที่เราอยู่ตรงนี้เลย คือปัตตานี แล้วเราก็ไปบ่อยที่นั่นนะครับ เราก็รู้ว่าถ้าเป็นช่วงกลางคืนหรือพลบค่ำขึ้นไป หกโมงครึ่งก็จะมีด่านแล้ว มี check point (จุดตรวจ) ทั้งทางเข้าทางออก"
"ผมคิดนี่คือเป็นการส่งสัญญาณตอกย้ำให้เห็นถึงว่า หน่วยงานมั่นคงและรัฐไทยจะต้องขยับ เพราะว่า ถ้าพูดกันนี่เป็นข้อบกพร่องของคนที่ดูแลความมั่นคงอยู่ในพื้นที่" นักวิชาการผู้นี้ระบุ

ที่มาของภาพ, Royal Thai Government
เขามองว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นภายหลังการออกแถลงการณ์ของ BRN นั้น เป็น "สัญญาณที่ชัดเจนมาก" ว่ารัฐบาลไทยไม่มียุทธศาสตร์หรือวิธีการรับมือกับสถานการณ์ความรุนแรงและสถานการณ์ทางการเมืองที่รุกขึ้นมาจากฝ่าย BRN เลย ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นยังกระทบกับความรู้สึกของคนในพื้นที่ที่ไม่มั่นใจกับการบริหารจัดการความรุนแรงในพื้นที่ของรัฐบาล
ส่วนท่าทีของฝ่ายความมั่นคงไทยที่ระบุถึงความพร้อมในการเจรจาด้วยเงื่อนไขว่า BRN ต้องยุติความรุนแรงก่อนนั้น รศ.เอกรินทร์ ระบุว่าขณะนี้เหมือนกับทั้งสองฝ่ายกำลังโต้กันไปมา แต่ทุกฝ่ายก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ ซึ่งสุดท้ายไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหา
"การให้ความเห็นของรองนายกรัฐมนตรี จับได้ความก็คือมันมี 2 ประเด็นเท่านั้น ประเด็นแรกก็คือฝ่าย BRN ไม่มีเอกภาพ ประการที่ 2 คุยกันแล้วแต่เป็นอีกอย่าง" เขาวิเคราะห์
"ตอบประเด็นเรื่องนี้นะครับ รัฐบาลไทยนี่ ต้องยอมรับว่ายังไม่มีหัวหน้าคณะพูดคุยใหม่ โจทย์ของตัวเองรัฐก็ไม่สามารถจัดการได้ แต่ไปเรียกร้องให้อีกฝั่งจัดการ ให้อีกฝั่งเกิดเอกภาพ ให้อีกฝั่งหนึ่งทำ แต่ภารกิจความรับผิดชอบของตัวเอง ของรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่รับผิดชอบหน่วยงานความมั่นคง จำเป็นต้องตอบคำถามในภารกิจหน้าที่ของตัวเองก่อน... คำถามแรกก็คือ ทำไมถึงไม่ตั้งคณะพูดคุย และจะตั้งเมื่อไหร่... และถ้าจะไม่ตั้ง จะมีมาตรการหรือวิธีการไหน"
"เหมือนตีปิงปอง แต่สองฝ่ายไม่ได้เต็มที่ในหน้าที่ตัวเอง"
นักวิชาการผู้นี้ ยังเปิดเผยอีกว่า ที่ผ่านมาในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาไม่เห็นว่ารัฐบาลได้มีมาตรการในการรับฟังหรือหยิบยกข้อเสนอจากภาคประชาสังคมหรือภาควิชาการมาต่อรองกับ BRN ทั้งที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองได้ว่าหาก BRN ทำแบบนี้นั้น คนที่อยู่ตรงกลางอาจจะไม่เอาด้วย ซึ่งรัฐบาลควรสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยกับคนในภาคส่วนนี้
บีบีซีไทยสอบถามต่อไปว่า หากรัฐบาลไทยตั้งคณะพูดคุยแล้ว แต่ไม่ได้พูดคุยกับ "ตัวจริง" ของ BRN หรือพูดคุยกันแล้วไม่เป็นไปตามที่พูด จะมีทางออกอย่างไร ?
"ผมคิดว่าเรื่องนี้สะดวกมาก ในความหมายว่า ถ้าไม่เป็นอย่างที่พูดรัฐบาลไทยสามารถที่จะรายงานต่อสังคมไทยได้ หรือองค์กรระหว่างประเทศได้ เนี่ย รัฐบาลไทยทำแล้ว แล้วอีกฝ่ายไม่ทำ ผมคิดว่านี่ตรงไปตรงมาได้ ไม่ซับซ้อนเลย" รศ.เอกรินทร์ ตอบคำถาม
"ถ้าเราทำ เราอธิบายดอกผลมันได้ว่าเราไปคุยแล้วกี่ครั้ง คุยแล้วไม่เป็นไปตามนั้น อันนี้เป็นการเมืองของการกระทำ แต่ปัญหาตอนนี้คือไม่ทำ แล้วไปพูดในสิ่งที่ตัวเองไม่ทำ" เขาสะท้อน "ถ้ารัฐบาลตั้งใจ มีคณะพูดคุย แล้วก็เสนอแผนในการที่จะยุติความรุนแรง แต่ถ้า BRN ไม่เอาด้วย ผมคิดว่า BRN ก็จะไม่ได้รับความสนับสนุนจากชุมชนในพื้นที่ หรือจากลุ่มของพวกเขาเอง"
นักวิชาการผู้นี้ยังสะท้อนอีกว่า ที่ผ่านมาปัญหาการเจรจาสันติภาพติดกับดักว่า "ใครคือตัวจริงกันแน่" ทำให้มีการโต้เถียงกันไปมาในเรื่องนี้ ขณะที่การแก้ไขปัญหาไม่คืบหน้า
"กับดักเรื่องนี้มันเป็นกับดักที่ไม่ชวนให้จินตนาการให้แต่ละฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเอง พูดแบบประณามนะครับว่า ท้ายที่สุดแล้วทั้งสองฝ่ายไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่เหมือนกัน นี่ข้อเสนอของผม" รศ.เอกรินทร์ ระบุ "คือตอนนี้ทั้งสองฝ่ายเหมือนตีปิงปอง คือโทษกันไปโทษกันมาถูกไหมครับ แต่ผมเฝ้ามองในฐานะนักวิชาการที่อยู่ในพื้นนี้ รัฐไทยก็ไม่ได้มีความพร้อม BRN ก็ไม่ได้มีความพร้อม"
เขายกตัวอย่างกรณี "แผนปฎิบัติการร่วมเพื่อสันติสุขแบบองค์รวม" หรือ JCPP ที่ BRN ออกแถลงการณ์มาว่าพร้อมยอมรับ แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยมีการเปิดเผยโดยละเอียดว่าใน JCPP ที่ทั้งสองฝ่ายจะยอมรับร่วมกันจะระบุข้อกำหนดอะไรเอาไว้บ้าง
"คือการพูดถึง self determination (การตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง) ครับ พูดแบบนี้สิทธิหลากหลายมากนะครับ เราสามารถตีความคำนี้ให้คนสนทนากันเรื่องการกำหนดชะตาตัวเองใช่ไหมครับ มันไม่ได้เท่ากับเอกราชก็ได้ ผมคิดว่าเราคุยกันในเชิงเนื้อหามาน้อยมาก แล้วก็เราต้องเรียกร้องให้ 2 ฝ่ายเปิดพื้นที่ให้มีการคุยในเชิงตัวเนื้อหามากขึ้น" นักวิชาการผู้นี้กล่าวทิ้งท้าย











