แนวทาง "แยกกันเดินร่วมกันตี" ของรัฐบาลอนุทิน-ทหาร จะจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ได้หรือไม่

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    • Author, ปวีณา นิลบุตร
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

"วันนี้แยกกันเดินร่วมกันตี… ทหารก็คิดยุทธศาสตร์ไป รัฐบาลก็ต้องหาวิธีที่ต้องกดดัน" นายอนุทิน ชาญวีรกุล กล่าวเมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา ในงานแถลงผลการศึกษา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่น 67

แม้นายอนุทินจะยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่เขาก็ได้เอ่ยถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาแล้วหลายครั้ง โดยมีเนื้อหาแปลความได้ว่ารัฐบาลจะมอบหมายให้ทหารเป็นผู้นำในด้านยุทธศาสตร์ และฝ่ายไทยที่ "ได้เปรียบทุกประตู ไม่ว่าจะทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านแสนยานุภาพ" จะไม่ยอมอ่อนข้อให้กัมพูชา

"ดังนั้นถ้าเราได้เปรียบแบบนี้ แล้วจะให้ไปเจรจาแล้วแบบผมยอมก่อน คุณทำอย่างนี้ก่อนได้ไหม ผมคิดว่าพวกพี่ [ผบ.เหล่าทัพ] ที่นั่งในห้องนี้กับผม สะกดคำพวกนี้ไม่เป็น" นายอนุทิน ระบุในงาน วปอ.

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 ก.ย. นายกฯ คนที่ 32 ก็ให้สัมภาษณ์ด้วยว่า พื้นที่ชายแดนที่กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง อยู่ในเขตกฎอัยการศึก จึงเป็นอำนาจการตัดสินใจของแม่ทัพภาคที่ 2 โดยตรง และแม่ทัพก็สามารถ "ใช้ดุลยพินิจของการทหารได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเหลียวหลัง" เพราะรัฐบาลพร้อมที่จะ "ให้ไฟเขียวผ่านตลอด"

เอกสารคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เผยแพร่ออกมาเมื่อวันที่ 25 ก.ย. ยังระบุถึงแนวทางการแก้ปัญหาชายแดนด้วยว่า จะให้มีการทำประชามติเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจให้ความเห็นต่อการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างไทย-กัมพูชา ปี 2543 และ 2544

ทั้งนี้ นายอนุทินย้ำด้วยว่ารัฐบาลเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจที่จะคืนอำนาจให้ประชาชนภายหลังการแถลงนโยบายสี่เดือน ในห้วงเวลาที่สั้นเช่นนี้ เราคาดหวังอะไรได้บ้างจากการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาของนายกฯ คนที่ 32 บีบีซีไทย หาคำตอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง และนักวิชาการด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความเข้าใจเรื่องไทย-กัมพูชา

คำพูดของนายกฯ ต่อเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา มีนัยอย่างไร ?

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทยว่า คำพูดบางคำของนายอนุทิน เรื่องการจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา นั้น "มีความน่ากังวล" เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณบางอย่าง

"ผมคิดว่าคำพูดบางอย่างส่งสัญญาณอยู่พอสมควร คำพูดที่หลายคนฟังแล้วอาจจะตกใจ คือให้ทหารไปคิดยุทธศาสตร์ เหมือนกับส่งสัญญาณว่ารัฐบาลผลักปัญหากัมพูชาทั้งหมดไปฝากอนาคตไว้กับฝ่ายทหารหรือกับกองทัพ ถ้ามองบริบททางยุทธศาสตร์ รัฐบาลเองอาจต้องทำความเข้าใจว่า การคิดยุทธศาสตร์เป็นอำนาจของรัฐบาล" ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงรายนี้ บอกด้วยว่าปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นปัญหาที่มีหลายโจทย์ โดยสามารถแบ่งออกมาเป็น 6 ขอบเขต ได้แก่ ด้านการทหาร, ด้านการเมือง, ด้านการทูต, ด้านโซเชียลมีเดีย, ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม

ดังนั้นคำพูดของนายอนุทิน ที่บอกว่ารัฐบาลมอบให้กองทัพเป็นผู้นำคิดยุทธศาสตร์ จึงถือเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะด้านเดียว จากทั้งหมด 6 ด้านข้างต้น ตามทัศนะของ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ

"รัฐบาลที่เข้ามาใหม่อาจจะต้องนั่งลงเพื่อมองภาพมหาภาคของปัญหาความขัดแย้ง" เขา ระบุ

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, นายอนุทิน ระบุว่า พื้นที่ชายแดนที่กลับมาตึงเครียดอยู่ในเขตกฎอัยการศึก และ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 สามารถ "ใช้ดุลยพินิจของการทหารได้อย่างเต็มที่"

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ยกตัวอย่างอีกคำพูดที่ถูกกล่าวบนเวที วปอ. ของนายอนุทิน ที่อาจมีนัยทางการเมือง เช่นคำว่า "แยกกันเดินร่วมกันตี" ซึ่ง "เป็นภาษาฝ่ายซ้ายเก่า" หรืออาจตีความได้ว่า รัฐบาลจะให้ทหารทำงานในส่วนความมั่นคงไป และรัฐบาลก็จะทำด้านอื่น เพื่อมารวมกันจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

ทว่า คำเหล่านี้เป็นเพียงข้อกำหนดทิศทางการแก้ปัญหา (directive) แต่สิ่งที่หน่วยงานราชการต้องการคือข้อคำสั่งเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติ และการสร้างยุทธศาสตร์ทางออก (exit strategy) เพื่อพาประเทศออกจากปัญหา ตามทัศนะของ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ

ด้าน ดร.ดิกบี เจมส์ เวรน นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อดีตนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Deakin ในประเทศออสเตรเลีย ตั้งข้อสังเกตกับบีบีซีไทยว่า คำพูดของนายอนุทินที่ดูยอมมอบอำนาจให้กับทหารนั้น อาจเป็นเพราะความคิดที่ว่า หากรัฐบาลพลเรือนใดก็ตาม แม้จะเป็นพรรคอนุรักษนิยมอย่างพรรคภูมิใจไทย ก็อาจสามารถถูกล้มลงได้ถ้าไม่ยอมประนีประนอมกับทหาร

"แน่นอนว่าการมีนายกฯ ที่เป็นฝั่งอนุรักษนิยม และเห็นพ้องต้องกันกับฝ่ายรอยัลลิสต์และกองทัพ ก็จะทำให้นายกฯ กับทหารมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อย่างไรก็ตาม หากกองทัพเกิดไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลขึ้นมา เราก็รู้ดีกว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น" ดร.ดิกบี ระบุ

เขากล่าวต่อไปว่าคำพูดของนายกฯ เป็นการ "เพิ่มอำนาจในมือของ พล.ท.บุญสิน" แม่ทัพภาคที่ 2 และเมื่อ "กองทัพกุมอำนาจ" ก็จะเกิดปัญหาตามมา

"รัฐบาลจะพยายามแสดงภาพว่ารัฐบาลมีอำนาจควบคุมและกองทัพก็อยู่ใต้รัฐบาล แต่เราก็รู้กันดีว่าท้ายที่สุดแล้วก็จะเป็นกองทัพที่มีสิทธิในการตัดสินใจ [ในเรื่องเกี่ยวกับชายแดน]" ดร.ดิกบี กล่าว

แก้ปัญหาชายแดนด้วยตัวละครเดิม ๆ จะได้ผลแค่ไหน ?

นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกฯ (ขวา) และพลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ (ซ้าย) อดีตรมช. กระทรวงหลาโหมในยุคนายกฯ แพทองธาร แต่ปัจจุบันได้รับตำแหน่ง รมว. กระทรวงหลาโหม ในครม.อนุทิน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ปัจจุบันเป็น รมว.กระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลนายอนุทิน เขาเคยเป็น รมช.กระทรวงกลาโหม ในยุคนายกฯ แพทองธาร

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ อธิบายว่า การสร้างยุทธศาสตร์แก้ปัญหาชายแดนจำเป็นต้องมีความร่วมมือกันของ "จตุรัสความมั่นคงไทย" ซึ่งประกอบไปด้วย นายกรัฐมนตรี, รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง, รมว.กระทรวงกลาโหม, รมว.กระทรวงการต่างประเทศ และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทว่าเมื่อมองดูโฉมหน้าของผู้ที่ได้รับตำแหน่งดังกล่าวใน ครม. ของนายอนุทิน ก็จะเห็น "ตัวละครเดิม ๆ" จากสมัยยุคนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เช่น

  • พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ อดีต รมช.กระทรวงกลาโหม ในยุคนายกฯ แพทองธาร ปัจจุบันรับตำแหน่ง รมว.กระทรวงกลาโหม
  • นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ยังคงตำแหน่งเดิมต่อจากยุคนายกฯ แพทองธาร
  • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตผู้ช่วย รมว.กระทรวงการต่างประเทศ สมัยนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ปัจจุบันเป็น รมว.กระทรวงการต่างประเทศ

นั่นทำให้ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าวว่าความคาดหวังต่อการแก้ปัญหาเรื่องชายแดนของรัฐบาลนี้ "จะมากหรือน้อย ไม่กล้าตอบตรง ๆ" เพราะขึ้นอยู่กับว่า "นายกฯ มีความคิดมิติใหม่ที่จะขับเคลื่อนทิศทางในการแก้ปัญหาได้มากน้อยแค่ไหน" เพราะมีอย่างน้อยสามตัวละครที่มาจาก "ระบบข้าราชการเก่า"

อีกข้อท้าทายสำคัญของรัฐบาลนายอนุทิน ตามทัศนะของนักวิชารายนี้คือ "ทำยังไงที่รัฐบาลจะผลักดันให้กลไกความมั่นคงไทยทั้งระบบสามารถเดินแบบสอดประสานรับกัน ภายใต้การควบคุมกำกับในเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาล"

.
คำบรรยายภาพ, ดร.ดิกบี เจมส์ เวรน นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ย้ำว่าการให้กองทัพไทยมีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือนย่อมจะทำให้มีปัญหาตามมา

ขณะที่ ดร.ดิกบี บอกกับบีบีซีไทยว่า ปัญหาตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอาจจะยังมีอยู่บ้าง แต่ก็จะไม่ปะทุความรุนแรง และอาจสงบลงในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า เนื่องจากว่าการปะทะที่เกิดขึ้นอาจมีปัจจัยมาจาก "ความตรึงเครียดของการเมืองภายในประเทศไทย"

"ชนชั้นนำทางการเมือง เช่นกลุ่มรอยัลลิสต์ ฝ่ายอนุรักษนิยม และตระกูลชินวัตร อาจมีกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากการมีปัญหาบริเวณชายแดนที่เกิดขึ้น เพราะมันช่วยให้พวกเขาได้ควบคุมการเมืองภายในประเทศ" ดร.ดิกบี กล่าว

เขาเสริมด้วยว่า ความขัดแย้งบริเวณชายแดนได้กลายมาเป็นแนวโน้ม (trend) ที่จะเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อมีการแย่งชิงอำนาจระหว่างกลุ่มการเมืองในประเทศไทย

"ผมคาดว่าทุกอย่างจะเริ่มสงบลงเมื่อรัฐบาลไทยเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นและรวบรวมอำนาจได้ และได้ไล่ตระกูลชินวัตรออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายทุกอย่างจะเผยออกมา และเรื่องชายแดนจะเงียบสงบลงไปเอง ผมคาดว่าเราจะได้เห็นสิ่งนี้ในอีกราวหกเดือนข้างหน้า" ดร.ดิกบี แสดงทัศนะ

กระแสชาตินิยม ใครคุม-ใครได้ประโยชน์ ?

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ระบุว่า ตั้งแต่เกิดการปะทะบริเวณชายแดนระหว่างทหารไทยและกัมพูชาตั้งแต่เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา กระแสชาตินิยมในไทยก็พุ่งสูงขึ้นโดยทันที และส่วนหนึ่งก็มาจากสื่อ

"บทบาททั้งสื่อไทยและกัมพูชาอาจจะไม่ค่อยต่างกัน แม้หลายฝ่ายจะเชื่อว่าระดับทางสังคมของสังคมไทยสูงกว่า และน่าจะทำให้สื่อไทยอยู่ในลักษณะที่มีวุฒิภาวะมากกว่า แต่ผมคิดว่าวันนี้เห็นชัดว่าเรากำลังเผชิญกับการปลุกกระแสที่ไม่หยุด" เขากล่าว

นักวิชาการด้านความมั่นคงผู้นี้อธิบายด้วยว่า ในเวลาที่กระแสชาตินิยม "ถูกผลักดันหรือปั่นง่าย ๆ" รัฐบาลที่เข้ามาใหม่ก็ควร "ระมัดระวังที่จะไม่เอาตัวเองเข้าไปติดกับดักกระแสสื่อแบบนี้" ไม่เช่นนั้น รัฐบาลก็อาจ "ถูกบังคับให้คิดและเดินภายใต้กรอบคิดแบบชาตินิยม" ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่มากขึ้น

นอกจากนี้ กระแสชาตินิยมยังเป็นอุปสรรคสำคัญทำให้ความรุนแรงชายแดน "ลดระดับลงไม่ได้" หรือ "ล่อแหลมที่จะนำไปสู่การใช้กำลัง" โดยผลกระทบที่จะตามมาหากเป็นเช่นนั้น คือผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

"เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นหนึ่งในส่วนที่ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย พูดง่าย ๆ ในระยะยาวเราทิ้งการค้าชายแดนพวกนี้ไม่ได้ เราไม่สามารถที่จะบอกว่าเราปล่อยความขัดแย้งตรงนี้คารังคาซังไปเรื่อยโดยที่ไม่สนใจเศรษฐกิจชายแดน สินค้าผ่านแดนทั้งหลาย รวมถึงสินค้าที่เข้าไปในตลาดใหญ่อย่างกัมพูชาได้" นักวิชาการด้านความมั่นคงรายนี้ระบุ

เขาย้ำด้วยว่า ถ้านักการเมืองคิดปั่นกระแสชาตินิยม นั่นก็จะเป็นเพียงการตอบโจทย์ระยะสั้นเท่านั้น เพราะเมื่อทำแล้วผลจะเป็นลบกับรัฐบาลเสียมากกว่า

"ถ้ากระแสชาตินิยมขยายตัวกลายเป็นความขัดแย้งถึงขั้นกลับมาสู่การใช้กำลังรอบใหม่ รัฐบาล[ของนายอนุทิน]ก็จะถูกกระแสบีบไม่ต่างกับรัฐบาลแพทองธาร" และนั่นอาจทำให้ใครก็ตาม "ไม่กล้าเล่นกับกระแสชาตินิยมเต็มตัว เพราะมันเป็นความเสี่ยงที่ล่อแหลมกับคะแนนทางการเมือง" ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าวกับบีบีซีไทย

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ขณะที่ ดร.ดิกบี ตั้งข้อสังเกตว่ากระแสชาตินิยมจะเป็นผลดีอย่างมากต่อพรรคที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่จะไม่เป็นผลดีต่อประเทศและเศรษฐกิจไทย

"การปั่นกระแสชาตินิยมของผู้คน ในขณะที่ประเทศไม่ได้มีภัยทางการทหาร หรือปัญหาเศรษฐกิจอันใหญ่หลวงอย่างแท้จริง ก็ชัดเจนว่าเป็นการใช้กระแสชาตินิยมเป็นเครื่องมือ... มันจะมีผลต่อผลการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยจะเป็นผลดีต่อกลุ่มรอยัลลิสต์ อนุรักษนิยม และกองทัพ แต่จะไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ และไทยก็มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจอยู่แล้ว"

นักวิชาการจากออสเตรเลียเสริมด้วยว่า ความขัดแย้งที่ไม่ถึงขั้นเป็น "วิกฤตที่เป็นภัยต่อการดำรงอยู่ (existential crisis)" แต่เกิดขึ้น "ในพื้นที่ที่เล็กมากเพียงไม่กี่ตารางกิโลเมตรตรงชายแดน" ก็แสดงให้เราเห็นว่าการปั่นกระแสชาตินิยม "ล้วนแต่เป็นการชักจูงล้วน ๆ มันแทบจะไม่มีข้ออ้างอื่นใดเลยนอกเสียจากการทำเพื่อมุ่งหวังทางการเมือง และมันไม่ใช่เพื่อเป้าหมายด้านอาณาเขตดินแดนเลย" ดร. ดิกบี กล่าว

ข้อควรระวัง "ประชามติยกเลิก MoU 43 และ 44"

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

จากเอกสารคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลนายกฯ อนุทิน มีความตั้งใจที่จะจัดทำประชามติเพื่อขอความเห็นในเรื่องการยกเลิก MoU 2543 และ 2544

แต่ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าวเตือนว่ากระแสที่เรียกร้องให้มีการยกเลิก MoU 2543 และ 2544 อาจเกิดมาจากกระแสชาตินิยม และขาดความเข้าใจต่อข้อตกลงสองฉบับนี้อย่างแท้จริง

"ถ้าใครมีโอกาสได้อ่านเอกสารทั้งสองฉบับ จะทราบว่าทั้งสองฉบับไม่มีอะไรมากกว่าการเป็นกรอบของการเจรจาเมื่อประเทศทั้งสองฝ่ายเกิดข้อพิพาทขึ้น หรือเป็นข้อกำหนดว่าในข้อพิพาทชายแดนที่เกิดขึ้นนั้น อะไรคือเอกสารและหลักฐานที่จะใช้ เอกสารทั้งสองฉบับนี้ไม่ได้มีนัยที่บ่งบอกว่าใครเสียเปรียบใคร" ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ อธิบาย

เขาเสริมว่า การที่รัฐบาลตัดสินใจทำประชามติอาจเป็นเพราะแรงกดดันจากสังคม แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ไม่ควร

"รัฐบาลอาจต้องคิดเรื่องนี้มากขึ้น อย่าไหลไปกับกระแสอนุรักษนิยมที่ต้องการให้ยกเลิกสิ่งนี้ทั้งหมด เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่รัฐบาลยกเลิก MoU 43 และ 44 ทางออกที่เป็นประโยชน์จะตกแก่ฝ่ายกัมพูชา" เพราะ MoU 2543 และ 2544 ระบุไว้ว่าเมื่อเกิดปัญหา ไม่อนุญาตให้สร้างสิ่งต่าง ๆ เพิ่มเติม และให้หยุดทุกอย่างอยู่กับที่

อย่างไรก็ตาม ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ย้ำด้วยว่าแม้รัฐบาลจะมีอายุสั้น แต่ก็มีหน้าที่วางแผนการยุทธศาสตร์และคลี่คลายสถานการณ์ชายแดนให้ได้ไม่ต่างกับรัฐบาลอื่น ๆ

"รัฐบาลไม่ว่าหนึ่งเดือน สองเดือน สามเดือน หรือสี่เดือน หรือสี่เดือนบวก เมื่อรับสถานการณ์เป็นรัฐบาล มันมีภาระหน้าที่หลักคือการคลี่คลายสถานการณ์ คงไม่ได้มากไม่ได้น้อยกว่านั้น หรือจะวางกรอบที่จะคลี่คลายความขัดแย้งต่อไปอย่างไรในอนาคต" ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าว

ขณะที่ ดร.ดิกบี แสดงทัศนะว่าอำนาจในการจัดการปัญหาชายแดนของไทย มักขึ้นอยู่กับฝ่ายอนุรักษนิยม และรอยัลลิสต์ และนั่นเป็นสิ่งที่ "จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไป" แต่จะทำให้รัฐบาลของนายอนุทิน ที่เป็นฝ่ายอนุรักษนิยมสามารถคลี่คลายปัญหาชายแดนได้ส่วนหนึ่ง

"ทุกสิ่งอย่างจะราบรื่น [กว่าสมัยรัฐบาลแพทองธาร] ปัญหาจะหายไปทันตาเห็นและนั่นจะทำให้รัฐบาลดูดี เพราะสังคมจะพูดว่า ว้าว รัฐบาลนี้แก้ปัญหาได้และเจรจาสำเร็จ" ดร.ดิกบี กล่าวสรุป