มนุษย์ต่างวัยต่างความต้องการทางโภชนาการ อายุเท่าใดควรเน้นกินอะไรบ้าง ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, เจสสิกา แบรดลีย์
- Role, บีบีซี ฟิวเจอร์
- เวลาอ่าน: 4 นาที
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลอังกฤษดำเนินนโยบายปันส่วนอาหาร เพื่อให้แต่ละครัวเรือนมีเสบียงอาหารกินกันอย่างเพียงพอในแต่ละสัปดาห์ โดยมีการคำนวณมาเป็นอย่างดีแล้วว่า พลเมืองทุกคนจะได้รับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการถึงเกณฑ์ตามวัย ผ่านการแบ่งสันปันส่วนอย่างเท่าเทียมกันทั่วประเทศ
น้ำตาลคือวัตถุดิบในการทำอาหารที่รัฐบาลปันส่วนให้ประชาชนเช่นกัน โดยหนึ่งคนจะได้รับน้ำตาล 8 ออนซ์ (ราว 227 กรัม) ต่อสัปดาห์ ทว่าเด็กเล็กอายุต่ำกว่าสองขวบนั้น ไม่ได้รับการปันส่วนน้ำตาลเลยแม้แต่นิดเดียว
เมื่อสงครามสงบ การปันส่วนน้ำตาลก็ได้ยุติลงในปี 1953 แต่หลังจากนั้นอัตราการบริโภคน้ำตาลของผู้ใหญ่ชาวอังกฤษ กลับเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยถึงสองเท่าทันที เรื่องนี้ไม่เป็นที่รู้กันแพร่หลายนักในยุคหลังสงคราม ทว่าข้อมูลที่บันทึกไว้ได้เปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบัน สามารถย้อนกลับไปตรวจสอบถึงผลที่เกิดขึ้นกับสุขภาพ ซึ่งมาจากการบริโภคน้ำตาลในวัยเด็กได้
คณะนักวิจัยนานาชาติทีมหนึ่ง ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาในปี 2025 โดยระบุว่าได้ตรวจสอบข้อมูลสุขภาพ และประวัติทางการแพทย์ของคนที่เกิดในสหราชอาณาจักร ระหว่างปี 1951-1956 จำนวน 63,000 คน ซึ่งก็คือคนที่เกิดในยุคสงคราม ในตอนที่รัฐบาลจำกัดปริมาณการปันส่วนน้ำตาลอย่างเข้มงวดนั่นเอง
ทีมผู้วิจัยพบว่า เด็กที่ได้รับน้ำตาลน้อยกว่าตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา หรือถูกจำกัดปริมาณการบริโภคน้ำตาลในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต มีแนวโน้มจะล้มป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อยกว่าผู้อื่น 20% เมื่อโตขึ้นถึงช่วงวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่จะหัวใจวายต่ำกว่าผู้อื่น 25% ทั้งยังมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองต่ำกว่าผู้อื่น 31% อีกด้วย เมื่อเทียบกับเด็กรุ่นที่ได้กินของหวานมากมายหลังสงครามสิ้นสุดลง
ไม่เรื่องแปลกหรือน่าประหลาดใจ ที่การกินน้ำตาลและสุขภาพของคนเรา มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง นับตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิในครรภ์มารดาเลยทีเดียว พูดง่าย ๆ ก็คือ การกินของหวานที่มีน้ำตาลสูงมากเกินไปไม่ใช่เรื่องดี ไม่ว่าคนเราจะอยู่ในวัยใดหรือมีอายุเท่าไหร่ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม สำหรับอาหารประเภทอื่น ๆ ที่ไม่ใช่น้ำตาลนั้น คุณค่าทางโภชนาการของมันมีความสำคัญต่อคนในแต่ละวัยไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่นทารกและเด็กเล็กต้องการไขมันปริมาณมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนมแม่หรือผลิตภัณฑ์นมไขมันเต็มส่วน แต่ผู้ใหญ่ในวัย 20-30 ปี การบริโภคนมเต็มมันเนยเช่นนั้น อาจไม่ดีต่อสุขภาพนัก
เฟเดริกา อะมาที นักโภชนศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน (ICL) ของสหราชอาณาจักร บอกว่าเด็กนั้นต้องการพลังงานในระดับสูง จึงจำเป็นต้องกินของที่อัดแน่นไปด้วยสารอาหารหลากหลายในปริมาณมาก

ที่มาของภาพ, Serenity Strull/BBC
"อาหารนั้นช่วยเสริมสร้างร่างกายและสมองให้กับเด็ก" อะมาทีกล่าว เธอยังบอกว่านอกจากพลังงานจากแหล่งอาหารที่ดีต่อสุขภาพแล้ว เด็กยังต้องการธาตุเหล็ก, ไอโอดีน, และวิตามินหลายชนิดเพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน, พัฒนาการของสมอง, และการเติบโตของกล้ามเนื้อ
นั่นหมายความว่าเด็กจำเป็นต้องกินผักผลไม้, รวมทั้งธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสี, ถั่วเมล็ดแห้ง, และถั่วเลนทิลให้มาก ๆ นอกจากนี้ เด็กยังต้องการไขมันดีจากถั่วเปลือกแข็งและเมล็ดพืช ในขณะที่ต้องจำกัดอาหารซึ่งผ่านการแปรรูปมาอย่างหนัก (UPF) ให้เหลือน้อยที่สุด
"นับตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิ จนถึงช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต และในช่วงวัยเรียน เด็กเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และได้วางรากฐานของมวลกระดูกส่วนใหญ่ ซึ่งจะกลายไปเป็นโครงสร้างร่างกายของตนเองในอนาคต" อะมาทีกล่าว
"นั่นคือเหตุผลที่ว่า เหตุใดแคลเซียมและวิตามินดี (D) จึงเป็นสารอาหารที่สำคัญที่สุดสำหรับวัยนี้ มันจำเป็นต่อการช่วยให้พัฒนาการของกระดูกเป็นไปตามปกติ และสามารถสะสมมวลกระดูกให้ถึงจุดสูงสุด ตามเกณฑ์ของคนที่มีสุขภาพดีได้ ซึ่งจะลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน และการเกิดกระดูกแตกร้าวในวัยผู้ใหญ่"
ในทางปฏิบัติแล้ว อะมาทีบอกว่าเด็กสามารถได้รับแคลเซียมเพื่อเสริมสร้างกระดูกได้จากแหล่งอาหารทั่วไป ตัวอย่างเช่นนม, โยเกิร์ต, ชีส, เต้าหู้แข็งที่ใช้แคลเซียมซัลเฟตในการผลิต, หรือนมพืชที่ผ่านการเสริมแคลเซียมมาแล้วก็ได้ ส่วนวิตามินดีนั้นมีมากในไข่และปลา รวมทั้งได้จากการตากแดดและเล่นกลางแจ้งด้วย
มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากมายที่บ่งชี้ว่า การกินอาหารที่ถูกหลักโภชนาการตั้งแต่ในวัยเด็ก สามารถจะส่งผลดีต่อสุขภาพในวัยผู้ใหญ่ได้ โดยผลการศึกษาหนึ่งที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในปี 2023 ระบุว่าทีมนักวิจัยได้ตรวจสอบอาหารที่กลุ่มตัวอย่างกินในวัยเด็ก แล้วนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลสุขภาพของพวกเขาเมื่อโตขึ้นเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว ซึ่งก็พบว่าเด็กที่ "กินดี" ตรงตามคำแนะนำของทางการสหราชอาณาจักร (UK's Eatwell Guide) สามข้อขึ้นไป ตั้งแต่มีอายุได้เพียง 7 ขวบ มีสัญญาณความเสี่ยงต่อโรคหัวใจต่ำกว่าผู้อื่น ในตอนที่โตขึ้นจนมีอายุได้ 24 ปี ซึ่งนับว่าดีกว่าคนที่กินแบบมั่วซั่วตอนเด็ก โดยไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการเลยแม้แต่ข้อเดียว
วัยรุ่นและหนุ่มสาวอายุ 20 ปีขึ้นไป
ช่วงเวลาวัยเยาว์นั้นสำคัญมากก็จริง แต่อาหารที่เรากินตอนเป็นวัยรุ่น และในวัยหนุ่มสาวราว 20-30 ปี ก็จัดว่ามีความสำคัญยิ่งต่อพื้นฐานของสุขภาพที่ดีในอนาคต นักโภชนาการอย่างอะมาทีบอกว่า ในวัยนี้คนเราหยุดสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อที่เป็นโครงสร้างรากฐานของร่างกายแล้ว ทั้งยังเริ่มใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันไปกับการเรียน การทำงาน และการเข้าสังคม ซึ่งล้วนแต่เพิ่มความต้องการสารอาหารชนิดอื่น ๆ เข้ามาอีกมาก
"วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น คือโอกาสทองครั้งใหญ่ในการเสริมสุขภาพด้วยโภชนาการอีกครั้ง" อะมาทีกล่าว "ในวัย 20-30 ปี อัตราการเจริญเติบโตจะลดลง แต่ก็ยังคงเป็นช่วงทศวรรษที่สำคัญต่อการสร้างนิสัยการกิน ซึ่งจะช่วยปกป้องสุขภาพหัวใจและสมองไปจนถึงวัยชรา เราพบว่าต้นตอของโรคหัวใจและหลอดเลือดในคนจำนวนไม่น้อย มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการกินของคนในช่วงวัยนี้ แต่กว่าอาการของโรคจะปรากฏให้เห็น ก็เป็นในช่วงอีกหลายสิบปีต่อมา"
ร่างกายของวัยรุ่นต้องการสารอาหารหลายชนิดมากกว่าวัยผู้ใหญ่ ซึ่งรวมถึงแคลเซียม, วิตามินดี, และธาตุเหล็ก โดยอย่างหลังนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษต่อหญิงสาวที่มีประจำเดือน ส่วนโปรตีนและวิตามินบีก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
อะมาทีแนะนำว่า อาหารสำหรับวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ควรจะประกอบด้วยอาหารที่มาจากพืชเป็นหลัก (plant-based) และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ผ่านการแปรรูปมาอย่างหนัก ดังนั้นคนกลุ่มนี้ควรจะเน้นกินผักผลไม้, ถั่วเมล็ดแห้ง, ถั่วเปลือกแข็ง, ถั่วเลนทิล, เมล็ดพืช, และธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสี โดยต้องมั่นใจว่าได้รับโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอทุกมื้อ ซึ่งสามารถจะเป็นโปรตีนจากพืชได้เช่นกัน
ผลการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า การกินอาหารแพลนต์เบสที่มาจากพืชเป็นหลัก นอกจากจะมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังสามารถส่งเสริมสุขภาพจิตได้อีกด้วย "ปัจจุบันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในเรื่องที่รูปแบบการกินอาหารของวัยรุ่น มีอิทธิพลต่อความเสี่ยงเรื่องสุขภาพจิตได้ เช่นคนที่กินอาหารซึ่งผ่านการแปรรูปมาอย่างหนักในปริมาณมาก แต่กินอาหารธรรมชาติที่มาจากพืชน้อย มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวลสูงกว่า ในขณะที่วัยรุ่นซึ่งกินอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนหรืออาหารแบบใกล้เคียง ดูเหมือนว่ามันจะช่วยป้องกันอาการทางจิตเวชเหล่านี้ได้" อะมาทีกล่าวแนะนำ

ที่มาของภาพ, Getty Images
อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนนั้น เน้นกินผักและถั่วเมล็ดแห้ง รวมทั้งถั่วเปลือกแข็งและน้ำมันมะกอก ควบคู่ไปกับเนื้อปลา, สัตว์ปีก, และผลิตภัณฑ์นมในปริมาณเพียงเล็กน้อย อาหารประเภทนี้ยังมีประโยชน์ต่อคนหนุ่มสาววัยเจริญพันธุ์ที่ต้องการสร้างครอบครัว (20-40 ปี) เพราะมีผลการศึกษาชี้ว่าช่วยให้มีบุตรได้ง่าย ในขณะที่อาหารแบบตะวันตกโดยทั่วไปมักมีไขมันอิ่มตัวสูง รวมทั้งมีเนื้อสัตว์ที่ย่อยยากและคาร์โบไฮเดรตขัดขาว ซึ่งเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับภาวะมีบุตรยากทั้งในชายและหญิง
อาหารที่อุดมไปด้วยโฟเลต (folate) ยังอาจจะช่วยรักษาภาวะมีบุตรยากหรือตั้งครรภ์ได้ยากในหญิงสาวด้วย ซึ่งอาหารที่มีโฟเลตสูงนั้นได้แก่ผักใบเขียวหรือผักสีคล้ำ, ต้นอ่อนของพืช, บร็อกโคลี, และถั่วลูกไก่
วัยกลางคน
ศาสตราจารย์เอลิซาเบธ วิลเลียมส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการของมนุษย์จากมหาวิทยาลัยเชฟฟีลด์ บอกว่าเมื่อล่วงเข้าสู่ช่วงระยะกลางของชีวิต เราควรจะเริ่มคิดถึงการกินอาหาร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพในวัยชราได้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของสตรีวัยใกล้หมดประจำเดือน "ในตอนนั้น อัตราการสูญเสียมวลกระดูกจะเพิ่มสูงขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น เกิดการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อเพราะความเสื่อมของวัย (sarcopenia) และโรคกระดูกพรุนได้"
นอกจากโรคข้างต้นแล้ว ภาวะหมดประจำเดือนหรือวัยทอง ยังเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน, โรคหัวใจ, และโรคเบาหวานประเภทที่สองได้มากขึ้น เพราะผู้หญิงที่ยังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์มีฮอร์โมนเอสโตรเจน คอยควบคุมระบบประสาทส่วนกลางให้ลดความรู้สึกหิวหรืออยากอาหารลง นอกจากนี้ เอสโตรเจนยังทำให้เซลล์ไวต่ออินซูลิน และกล้ามเนื้อรับน้ำตาลจากกระแสเลือดเข้าไปใช้เป็นพลังงานได้มากขึ้น ทว่าผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้วจะมีเอสโตรเจนต่ำ ส่งผลให้น้ำหนักตัวและไขมันในช่องท้องเพิ่มพูนขึ้นโดยปริยาย
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงต่อสุขภาพทั้งหมดนี้สามารถป้องกันหรือชดเชยได้ ด้วยการกินอาหารที่ดีต่อวัยกลางคนและวัยชรา เช่นในงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้ ทีมผู้วิจัยได้วิเคราะห์อาหารและข้อมูลสุขภาพของชาวอเมริกันทั้งชายและหญิงกว่า 100,000 คน ซึ่งมีอายุ 39 ปีขึ้นไป แล้วพบว่าอาหารสุขภาพอย่างเช่นผักผลไม้, ไขมันไม่อิ่มตัว, ธัญพืชเต็มเมล็ด, ถั่วชนิดต่าง ๆ และผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนกับการ "แก่ชราอย่างมีสุขภาพดี" ซึ่งหมายถึงการมีอายุยืนอย่างน้อย 70 ปี แต่ไม่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง, มีความจำและสติปัญญาดี, ร่างกายยังคงแข็งแรงเป็นปกติ, และมีสุขภาพจิตดีด้วย

ที่มาของภาพ, Serenity Strull/ BBC
"เมื่อผู้หญิงมีอายุมากขึ้นราว 40-50 ปี เรื่องสำคัญทางโภชนาการสองอย่างหลัก ๆ จะปรากฏขึ้น นั่นคือการกินเพื่อสุขภาพหัวใจ และการกินเพื่อสุขภาพกระดูกและกล้ามเนื้อ" อะมาทีกล่าว "การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัยทองนั้น เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดที่พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งส่งผลกระทบต่อระดับไขมันในเลือด รวมทั้งหลอดเลือดและการกระจายตัวของไขมันในร่างกาย"
กรดไขมันโอเมกาสาม (Omega 3) โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดที่พบในปลาที่มีน้ำมันมาก อย่างเช่นปลาแม็กเคอเรลและแซลมอน ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและช่วยต้านการอักเสบได้ด้วย นอกจากนี้ อะมาทียังแนะนำให้เพิ่มการกินโปรตีนขึ้นอีกเล็กน้อย เพื่อชดเชยการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อตามวัย ทั้งยังแนะนำให้กินอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน เพื่อให้สุขภาพหัวใจและระบบเผาผลาญดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น สุขภาพลำไส้และสุขภาพจิตก็จะพลอยดีขึ้นตามไปด้วย
กล่าวโดยสรุปแล้ว อะมาทีบอกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่วัยกลางคนจะต้องมุ่งเป้าในเรื่องโภชนาการ เพื่อให้ได้กินอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่อุดมไปด้วยพืชผักผลไม้ โดยต้องได้รับโปรตีน, แคลเซียม, วิตามินดี, และกรดไขมันโอเมกาสามอย่างเพียงพอ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพหัวใจ, กระดูก, และสมอง แต่ทั้งหมดนี้ต้องไม่ลืมจำกัดการบริโภคอาหารแปรรูปให้น้อยที่สุดด้วย
ชีวิตบั้นปลายในวัยชรา
เมื่อเราแก่ตัวลง องค์ประกอบของร่างกายจะเปลี่ยนไปและมีความต้องการพลังงานลดลง ดังนั้นคนที่มีอายุมากแล้ว จึงควรกินอาหารแบบที่ให้พลังงานน้อยลงกว่าเดิม แต่ยังคงต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ อย่างเพียงพอ เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของกระดูกและกล้ามเนื้อ
ศ.วิลเลียมส์แนะนำว่า สารอาหารสำคัญสองชนิดที่ควรเน้นสำหรับวัยทองคือแคลเซียมและวิตามินดี ผู้สูงวัยที่ขาดสารอาหารดังกล่าว มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนและกระดูกเปราะหักง่ายเพิ่มขึ้น โดยแคลเซียมนั้นพบมากในนมและเครื่องดื่มทางเลือกที่เสริมแคลเซียมเป็นพิเศษ, ชีสเนื้อแข็ง, โยเกิร์ต, ปลาซาร์ดีน, เต้าหู้แข็ง, และผักโขม ส่วนอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินดี ได้แก่ปลาที่มีน้ำมันมาก, ไข่แดง และอาหารที่เสริมวิตามินดีชนิดต่าง ๆ
การกินโปรตีนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ยังคงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญยิ่งยวดต่อคนชรา โดยเจน เมอร์ฟี นักกำหนดอาหารและหนึ่งในผู้บริหารศูนย์วิจัยความชราและโรคสมองเสื่อม แห่งมหาวิทยาลัยบอร์นมัธของสหราชอาณาจักร บอกว่า "เมื่อคนเราอายุมากขึ้น รูปร่างและการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ จะเสื่อมถอยลง เราจะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและกำลังวังชา ทำให้ต้องการโปรตีนมาชดเชยเพื่อป้องกันความเสื่อมที่ว่านี้"
แต่เพื่อให้แน่ใจว่า โปรตีนที่คนแก่กินเข้าไปจะถูกร่างกายนำไปใช้งานอย่างเหมาะสม จึงควรจัดให้โปรตีนเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่ได้สมดุลในภาพรวม นั่นคือต้องกินโปรตีนควบคู่ไปกับคาร์โบไฮเดรตและไขมันดี ซึ่งก็คือไขมันชนิดไม่อิ่มตัวอย่างน้ำมันมะกอก, อะโวคาโด, ถั่วเปลือกแข็ง, และปลาที่มีน้ำมันมาก รวมทั้งต้องได้รับวิตามินและแร่ธาตุควบคู่กันไปด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ความชราภาพยังทำให้ระบบจุลชีวนิเวศหรือ "ไมโครไบโอม" (microbiome) ในลำไส้ เปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยแบคทีเรียชนิดดีที่มีประโยชน์อย่างเช่นเฟอร์ไมคิวเทส (Firmicutes) และบิฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) จะมีจำนวนลดลงอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกัน แบคทีเรียชนิดพันธุ์ที่อาจก่ออันตรายได้อย่างคลอสตริเดียม (Clostridium) กลับมีประชากรเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้นี้ มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับโรคหลายชนิด อย่างเช่นโรคหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง, และโรคอัลไซเมอร์
ดร.แมรี นี ล็อกเลนน์ อาจารย์แพทย์ด้านเวชศาสตร์ผู้สูงวัย จากราชวิทยาลัยกรุงลอนดอน (KCL) บอกว่าแม้ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์จะยังไม่เข้าใจมากนัก ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจุลินทรีย์ในลำไส้กับกระบวนการเกิดโรคแต่ละชนิด แต่เราอาจจะเรียนรู้ได้มากขึ้น จากกรณีศึกษาของบรรดาคนชราที่มีอายุร้อยปีขึ้นไป "ดูเหมือนว่าคนที่มีอายุยืนขนาดนี้ จะแก่ตัวลงในลักษณะที่ไม่เหมือนกับคนทั่วไปในหลายเรื่อง พวกเขามีสภาพของจุลชีวนิเวศในลำไส้ที่มีความหลากหลายสูง ดูไม่เหมือนกับคนแก่โดยทั่วไปเลย"
อันที่จริงแล้ว ในหลายกรณีเราไม่อาจจะชี้ชัดลงไปได้ชัดเจนว่า แบคทีเรียในลำไส้ชนิดใดเป็นเชื้อจุลินทรีย์ชนิดดีหรือร้าย เพราะขึ้นอยู่กับว่าการอยู่ร่วมกันของพวกมัน จะก่อให้เกิดประโยชน์ในการส่งเสริมสุขภาพของคนผู้นั้นหรือไม่ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยพบว่ามีแบคทีเรียบางชนิดอย่างเช่น Faecalibacterium prausnitzii ที่ดูเหมือนจะช่วยปกป้องสุขภาพของคนชราได้เป็นอย่างดี
ดร.นี ล็อกเลนน์บอกว่า คุณปู่คุณย่าที่มีสุขภาพแข็งแรงแม้อายุจะมากแล้ว มักจะมีเชื้อแบคทีเรีย F.prausnitzii อยู่ในลำไส้ ทว่านักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดแบคทีเรียชนิดนี้จึงมีคุณสมบัติพิเศษดังกล่าว ทั้งยังไม่เข้าใจถึงกลไกการทำงานของมัน ในการเอื้อประโยชน์ต่อสุขภาพของคนชรา แต่ถ้าคุณอยากมีแบคทีเรียชนิดดีนี้อยู่ในตัว ก็ควรจะกินอาหารที่มีกากใยไฟเบอร์และสารโพลีฟีนอลสูง ซึ่งหมายถึงการกินผักผลไม้ให้มาก ๆ นั่นเอง โดยวิธีนี้จะช่วยบำรุงเลี้ยงแบคทีเรียที่มีประโยชน์ดังกล่าวได้ดีที่สุด
สุขภาพลำไส้ที่แข็งแรงยังช่วยป้องกันการขาดสารอาหารที่จำเป็น อันเนื่องมาจากความเสื่อมถอยของระบบย่อยและดูดซึมอาหารตามวัย ซึ่งทำให้คนแก่ไม่อาจได้รับวิตามินจากอาหารที่กินเข้าไปได้มากเท่าคนหนุ่มสาว แต่ล่าสุดมีผลการวิจัยที่พบว่า แบคทีเรียชนิดดีในลำไส้สามารถจะผลิตวิตามินบี 12 ได้เพียงพอต่อความต้องการของคนผู้นั้น แบคทีเรียบางชนิดยังสามารถผลิตกรดโฟลิกได้ด้วย จึงช่วยป้องกันภาวะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อในคนชราไปโดยปริยาย
ดร.นี ล็อกเลนน์ ยังให้คำแนะนำทิ้งท้ายว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดมีประโยชน์มากต่อคนชรา เช่นอาหารเลี้ยงจุลินทรีย์ตามธรรมชาติหรือพรีไบโอติกส์ (prebiotics) ซึ่งจะช่วยให้ระบบจุลชีวนิเวศในลำไส้เติบโตเพิ่มจำนวนประชากร การกินพรีไบโอติกส์เป็นเวลาอย่างน้อย 12 สัปดาห์ สามารถจะช่วยให้ความจำและการคิดวิเคราะห์ของผู้สูงวัยดีขึ้นได้ โดยพรีไบโอติกส์ที่ดร.นี ล็อกเลนน์แนะนำ ได้แก่อินูลิน (inulin) ซึ่งเป็นใยอาหารหรือไฟเบอร์ที่กินได้ชนิดหนึ่ง รวมทั้งฟรุกโต-โอลิโกแซกคาไรด์ (fructo - oligosaccharides) หรือน้ำตาลจากพืชที่มีประโยชน์
งานวิจัยบางชิ้นยังระบุว่า การกินวิตามินดีเสริมน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้สูงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่พำนักอาศัยในบ้านพักคนชรา ซึ่งอาจจะไม่ได้มีโอกาสออกไปรับแสงแดดกลางแจ้งบ่อยนัก
































