สว.67: ภาคประชาชนวอน กกต. ไม่อุทธรณ์คำสั่งถอนระเบียบแนะนำตัว-สรุป 5 ปัญหาเปิดสมัคร สว.

สมัคร สว.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ผ่านมา 1 วันหลังมีคำพิพากษาศาลปกครองให้เพิกถอนระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 รวม 5 ข้อ ยังไม่มีความชัดเจนจาก กกต. ว่าจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินของศาลชั้นต้นหรือไม่

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ทางสำนักงาน กกต. ได้ตรวจสอบคำพิพากษาและกฎหมายเบื้องต้นแล้ว เรื่องนี้ “ไม่ได้นิ่งนอนใจ” ในช่วงวันหยุดจะได้ประมวลเรื่องและความเห็นเสนอต่อ กกต. ในวันจันทร์และอังคารนี้ (27-28 พ.ค.) เพื่อให้เกิดความชัดเจน เป็นแนวทางกับผู้สมัครและสื่อมวลชนโดยเร็วต่อไป

เลขาธิการ กกต. เปิดเผยด้วยว่า ได้รับรายงานอย่างไม่เป็นทางการจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ว่า มีผู้สมัคร สว. ทั้งสิ้น 48,226 คน ในจำนวนนี้ขาดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามจากการตรวจสอบเบื้องต้น จึงไม่รับสมัคร 109 คน

ว่าที่ผู้สมัคร สว. บางส่วน และเครือข่ายภาคประชาชน คาดหวังว่า กกต. จะไม่ยื่นอุทธรณ์คดีซึ่งมีระยะเวลาตัดสินใจ 30 วันนับแต่มีคำพิพากษา และเร่งแก้ไขระเบียบการแนะนำตัว สว. ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลปกครองที่ “คืนสิทธิเสรีภาพให้กับผู้สมัคร สว. และประชาชนคนไทยในการมีส่วนร่วมในกระบวนการเลือก สว. ได้”

นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เนตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) แถลงเมื่อ 25 พ.ค. ว่า คำพิพากษาศาลปกครองทำให้เราแทบจะได้คืนสู่สถานะปกติ ทำให้ผู้สมัคร สว. พูดได้ว่ามาสมัครทำไม จะเข้าไปทำอะไร และพูดกับคนอื่น ๆ ได้ว่าเขาจะเลือกเราหรือไม่เลือกเราเพราะอะไร

“ศาลปกครองบอกว่าผู้สมัครสามารถโฆษณาแนวคิดตัวเองได้ หลักการนี้เป็นสิ่งที่เรายืนยันมาตลอด จึงขอวิงวอน กกต. ขอว่าจะไม่อุทธรณ์... ถ้า กกต. อุทธรณ์ หรือไม่พูดอะไร จะทำให้มีคำพิพากษาก็เหมือนไม่มี ดังนั้นพูดเถอะว่าไม่อุทธรณ์ เราจะได้เดินหน้าสู่สนาม สว. ตามปกติ ตามแนวคำวินิจฉัยศาลปกครองแบบที่ควรจะเป็น” นายยิ่งชีพกล่าว

วานนี้ (24 พ.ค.) ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือก สว. รวม 5 ข้อ ประกอบด้วย ข้อ 3 เฉพาะบทนิยาม “การแนะนำตัว” ที่จำกัดเฉพาะผู้สมัครเท่านั้น, ข้อ 7 ที่จำกัดการแนะนำตัวในกระดาษเอ 4 ไม่เกิน 2 หน้า และจำกัดการแนะนำเฉพาะประวัติที่ผ่านมาแล้ว, ข้อ 8 (เฉพาะฉบับแรก) ที่ให้แนะนำตัวทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ แต่จำกัดเนื้อหาตามข้อ 7 และให้แนะนำตัวในหมู่ผู้สมัครเท่านั้น, ข้อ 11 (2) ที่ห้ามผู้ประกอบอาชีพสื่อ-คนวงการบันเทิงใช้ความสามารถเอื้อประโยชน์ในการแนะนำตัว และข้อ 11 (3) ที่ห้ามแจกเอกสารแนะนำตัวโดยวิธีการวาง โปรย หรือติดประกาศในที่สาธารณะ ทั้งนี้ ให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ระเบียบดังกล่าวมีผลใช้บังคับ หรือย้อนหลังไปตั้งแต่ 27 เม.ย. (อ่านสรุปคำพิพากศาลปกครองได้ ที่นี่)

ศาลปกครอง

ที่มาของภาพ, STR/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ศาลปกครองกลางสั่งให้เพิกถอนระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือก สว. ตามที่ผู้ประสงค์ลงสมัคร สว. 2 กลุ่ม รวม 7 คนยื่นฟ้องไป

อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาศาลปกครอง พ.ศ. 2542 ของมาตรา 70 กำหนดเงื่อนไขว่า คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นยังไม่มีผล จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือพ้นระยะเวลาการอุทธรณ์ซึ่งมีกำหนด 30 วัน

นั่นหมายความว่า คำสั่งศาลปกครองกลางจะบังคับใช้ได้ในวันที่ 23 มิ.ย. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การเลือกระดับอำเภอ และระดับจังหวัดผ่านพ้นไปแล้ว และเป็นเวลาเพียง 3 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ

นายยิ่งชีพชี้ว่า ปัญหาใหญ่ที่จะเกิดขึ้นหาก กกต. ตัดสินใจอุทธรณ์คือ ทำให้คำพิพากษาศาลปกครองกลางยังบังคับใช้ไม่ได้ และเกิดความไม่ชัดเจนขึ้นตลอดระยะเวลาในการเลือก สว. ที่เหลือว่าผู้สมัครจะแนะนำตัวด้วยวิธีการอย่างไรได้หรือไม่ได้ หากใครพูดเต็มที่ในวันนี้ก็จะมีความเสี่ยง 10-15% พร้อมชี้ให้เห็นฉากทัศน์ที่จะตามมา ดังนี้

  • กรณีศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน เห็นด้วยกับศาลปกครองชั้นต้น ระเบียบแนะนำตัว สว. ก็จะถูกเพิกถอนย้อนหลังไปตั้งแต่แรก หรือตั้งแต่ 27 เม.ย.
  • กรณีศาลปกครองสูงสุดพิพากษากลับ ให้ระเบียบแนะนำตัวมีผลใช้บังคับต่อไปได้ ก็เท่ากับข้อจำกัดทั้งหลายบังคับใช้ตลอดมา ไม่เคยถูกเพิกถอนเลย

ผอ.ไอลอว์ระบุเพิ่มเติมผ่านเฟซบุ๊กว่า เพื่อให้คำพิพากษามีผลบังคับใช้ได้ทันที และให้ผู้สมัคร สว. สามารถแนะนำตัวต่อผู้สมัครคนอื่นและต่อประชาชนได้ทันทีตามแนวของคำพิพากษาศาลปกครอง กกต. จึงต้องตัดสินใจประกาศไม่ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครอง และชี้แจงต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการและเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อถึงวันที่ 23 มิ.ย. ระเบียบการแนะนำตัว สว. ข้อ 7, 8, 11 (2) (3) ก็จะไม่มีผลบังคับใช้มาย้อนหลังไปตั้งแต่เริ่มแรก

CG

ไม่เชื่อว่าจะมีการ “ล้มกระบวนการเลือก สว.”

เมื่อบีบีซีไทยขอให้ภาคประชาชนประเมินว่า หาก กกต. เดินหน้าจัดการเลือก สว. ภายใต้ระเบียบการแนะนำตัวที่ศาลชี้ว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” จะนำไปสู่การล้มกระบวนการเลือก สว. ตามที่นักกฎหมายฝายอนุรักษนิยมบางรายวิเคราะห์ไว้ได้หรือไม่ นายยิ่งชีพตอบว่า ยังมองไม่เห็นว่ากระบวนการเลือก สว. ครั้งนี้จะล้มไปได้อย่างไรในทางกฎหมาย มองไม่เห็นว่ามาตราไหนมันเดินไปถูกหรือไม่ถูกอย่างไร เชื่อมั่นว่าจะเดินไปอย่างนี้ “แต่ถ้ามีใครมีเจตนาการเมืองไม่บริสุทธิ์ ตัวเองไม่ได้เป็นแล้วพาล ก็ต้องไปศึกษาดูตอนนั้น แต่ตอนนี้ยังมองไม่เห็น”

เช่นเดียวกับนายณัชปกร นามเมือง จากเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) ที่กล่าวว่า คงล้มกระบวนการไม่ได้ แต่สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือประวิงเวลาให้ช้าที่สุด สอดคล้องกับที่ สว. ชุดเฉพาะกาลบางคนออกมาพูดว่าจะไม่ยุติบทบาทตัวเองแม้หมดวาระไปแล้วตั้งแต่ 10 พ.ค. โดยที่กรรมการองค์กรอิสระหลายองค์กรจะหมดวาระในปีหน้า หากประวิงเวลาได้ สว. ชุดเดิมก็จะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบกรรมการองค์กรอิสระอีก จึงขอให้จับตาดูในส่วนนี้

พร้อมฟื้นเว็บ Senate67 เต็มรูปแบบทันทีที่ กกต. ไม่อุทธรณ์

ส่วนแนวทางการดำเนินงานของเว็บไซต์ Senate67.com ซึ่งไอลอว์และเครือข่ายสร้างขี้นมา เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการเลือก สว. รอบนี้ และเป็นพื้นที่ให้ผู้สมัคร/ผู้ประสงค์ลงสมัคร ได้มาประกาศตัว แนะนำประวัติส่วนตัว ประกาศแนวคิดและความตั้งใจที่จะลงสมัคร สว. แต่จำต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไปหลังมีระเบียบ กกต. แนะนำตัวในการเลือก สว.

ทางผู้จัดทำเว็บระบุว่า คำพิพากษาศาลปกครองเป็นเครื่องยืนยันว่าการจัดทำเว็บไซต์นี้ “เป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมาย” และ “เป็นสิทธิเสรีภาพที่ทำได้” ทันทีที่ กกต. ยืนยันว่าจะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครอง หรือแก้ไขระเบียบของตัวเองให้สอดคล้องกับคำพิพากษาของศาลปกครอง เว็บไซต์ Senate67.com พร้อมกลับมาเปิดเผยข้อมูลผู้สมัคร สว. อย่างเต็มรูปแบบ โดยแสดงข้อมูลทั้ง ชื่อ นามสกุล ภาพถ่าย กลุ่มที่สมัคร อำเภอที่สมัคร ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน สาเหตุที่ตั้งใจลงสมัคร รวมถึงจุดยืนและวิสัยทัศน์ เพื่อไม่ให้เกิดการ “กลับคำสัญญา” หากได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาสูง โดยล่าสุด ณ 25 พ.ค. มีผู้แสดงตัวเป็นผู้สมัครแล้ว 1,639 คน

กกต. เผย 2 อำเภอไร้ผู้สมัคร แต่ยืนยันไม่กระทบไทม์ไลน์เลือก

สำนักงาน กกต. ได้เปิดรับสมัคร สว. ระหว่างวันที่ 20-24 พ.ค. โดยมีผู้ยื่นใบสมัครทั้งสิ้น 48,226 คน

ในเวลา 22.00 น. ของวันนี้ (25 พ.ค.) กกต. แจ้งว่าจะเผยแพร่บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกเป็น สว. เบื้องต้น ของทุกกลุ่มอาชีพ ทุกอำเภอ ทางเว็บไซต์ www.ect.go.th และแอปพลิเคชันสมาร์ตโหวต (Smart Vote) ของสำนักงาน กกต.

ภายใน 5 วันนับแต่วันสิ้นสุดวันรับสมัคร หรือภายใน 29 พ.ค. ผู้อำนวยการ (ผอ.) การเลือกระดับอำเภอ จะตรวจสอบเอกสาร หลักฐาน คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ก่อนประกาศบัญชีรายชื่อผู้สมัครทุกกลุ่ม (แบบ สว.อ. 13) ต่อไป โดยผู้สมัครแต่ละคนก็จะทราบหมายเลขประจำตัวของตนและเพื่อนผู้สมัครที่ต้องไป “เลือกกันเอง” ในกลุ่มอาชีพ และ “เลือกไขว้กลุ่ม” ในการเลือกระดับแรก

สำหรับผู้สมัครที่ไม่ถูกประกาศรายชื่อในประกาศ กกต. สามารถยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น (ศาลชั้นต้นในเขต/อำเภอ/จังหวัดที่ลงสมัคร) เพื่อพิทักษ์สิทธิตัวเองได้

กกต. จัดประชุมชี้แจงเรื่องการได้มาซึ่ง สว. ให้ทูต กงสุล ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ เมื่อ 24 พ.ค.

ที่มาของภาพ, EC

คำบรรยายภาพ, กกต. จัดประชุมชี้แจงเรื่องการได้มาซึ่ง สว. ให้ทูต กงสุล ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ เมื่อ 24 พ.ค.

นายแสวงกล่าวว่า ตรวจเบื้องต้นในวันที่สมัครแล้ว มีเอกสารครบถ้วน จึงรับสมัครไว้ก่อนจำนวน 48,117 คน ส่วนอีก 109 คน ตรวจเบื้องต้นในสถานที่รับสมัคร พบว่า ไม่มีคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม จึงไม่รับสมัครไว้

นอกจากนี้ยังมีหลายอำเภอที่ไม่มีผู้สมัครครบทุกกลุ่ม เบื้องต้นมี 2 อำเภอที่ไม่มีผู้มาสมัครเลย และมี 7 อำเภอที่มีสมัครเพียงกลุ่มเดียว

อย่างไรก็ตาม นายแสวงยืนยันว่าจะไม่ส่งกระทบต่อการเลือกตามไทม์ไลน์แต่อย่างใด เพราะ พ.ร.ป.สว. มาตรา 19 และมาตรา 40 ระบุว่า การเลือกระดับอำเภอให้กระทำได้ แม้จะไม่มีผู้สมัครครบทุกกลุ่ม กลุ่มใดไม่มีผู้สมัคร ให้งดการดำเนินการให้มีการเลือกในกลุ่มนั้น และไม่มีผลกระทบต่อการเลือกในกลุ่มอื่น และในเขต/อำเภอใดมีผู้สมัครไม่เกิน 5 กลุ่ม ไม่ต้องจัดให้มีการแบ่งสาย

เลขาธิการ กกต. ยอมรับว่า “จำนวนผู้สมัครอาจจะน้อยกว่าที่ประมาณการไว้” พร้อมวิเคราะห์สาเหตุไว้อย่างน้อย 4 ปัจจัยคือ อาจเป็นเพราะกำหนดคุณสมบัติไว้สูง, หาคนรับรองไม่ได้, การจัดตั้งเป็นหมู่คณะบริหารจัดการได้ยาก เพราะระบบออกแบบป้องกันไว้, ขาดแรงจูงใจในการสมัครเนื่องจากระบบการเลือกมีความซับซ้อนหลายชั้น

สอดคล้องกับความเห็นของภาคประชาชน โดยนายณัชปกร จากเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ ชี้ว่า ระบบไม่เอื้อ ทำให้ยอดผู้สมัครน้อยกว่าที่ กกต. ตั้งเป้าหมายเอาไว้เกินกว่าครึ่ง ซึ่งเป็นผลจากการขาดการประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง, กระบวนการสลับซับซ้อน, ประกาศวันรับสมัครอย่างกระชั้นชิด, การตีความคุณสมบัติของผู้สมัครที่ขาดความชัดเจน ทำให้ระบบเลือก สว. ของไทยกลายเป็น “ระบบที่กีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง”

5 วันเปิดสมัคร สว. สารพัดปัญหาจากสายตาภาคประชาชน

สมัคร สว.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

จากการสังเกตการณ์และการรับเรื่องร้องเรียนในช่วง 5 วันของการเปิดรับสมัคร สว. เครือข่ายภาคประชาชนพบข้อมูลน่าสนใจหลายประเด็น โดยนายกฤต แสงสุรินทร์ จากวีวอตช์ (We Watch) สรุปประเด็นหลักเอาไว้ ดังนี้

หนึ่ง กลไกการสมัครล่าช้า สร้างภาระให้ประชาชน โดยในวันแรกพบว่าระบบล่มหลายพื้นที่ ทำให้การรับสมัครล่าช้า และเมื่อระบบกลับมา กระบวนการรับสมัครต้องใช้เวลาประมาณ 40-60 นาที แต่บางกรณีใช้เวลาถึง 2-3 ชม. อีกทั้งไม่มีการประชาสัมพันธ์ว่าค่าธรรมเนียมการสมัคร 2,500 บาท ต้องใช้เงินสด หลายคนไม่ได้เตรียมไป ต้องกลับบ้านและมาเริ่มกระบวนการใหม่ในวันรุ่งขึ้น

สอง เจ้าหน้าที่สับสนในระเบียบ หลายกรณีมีการเรียกเอกสารเกินความจำเป็นหรือนอกเหนือรายการที่กำหนด เช่น สูติบัตร, วุฒิการศึกษา, หนังสือรับรองการทำงาน, บอกหาว่ารูปถ่ายที่ใส่เสื้อยืดไม่สุภาพ ทำให้ผู้สมัครต้องไปถ่ายรูปใหม่ ฯลฯ แสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมของ กกต. ที่มีปัญหา

สาม ขาดการอำนวยความสะดวกผู้สูงอายุและผู้พิการ สถานที่รับสมัครหลายแห่งจัดบนอาคารชั้น 2-3 อีกทั้งไม่มีเอกสารอักษาเบรลล์ให้ผู้พิการทางสายตา

สี่ เจ้าหน้าที่เสี่ยงเปิดเผยข้อมูลผู้สมัครก่อนพ้นเวลารับสมัคร พบว่าสื่อมวลชนเข้าไปทำข่าวในพื้นที่รับสมัครได้ โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้ปกปิดรายชื่อผู้สมัคร และบางพื้นที่ให้ผู้สมัครเข้ากลุ่มไลน์เดียวกันก่อนปิดสมัคร อาจทำให้ทราบล่วงหน้าว่าในอำเภอนั้นมีผู้สมัครกี่คนและประเมินจำนวนของแต่ละกลุ่มอาชีพได้

ห้า การรายงานความผิดปกติเกี่ยวกับการระดมคน ทั้งการจ่ายเงินจ้างให้คนลงสมัคร ขนคนไปสมัครพร้อมกันหลายพื้นที่ หลายกรณีมีการตั้งข้อสังเกตถึงความสัมพันธ์ของผู้ที่มาสมัครกันกันเป็นกลุ่มใหญ่กับข้าราชการและนักการเมืองท้องถิ่น รวมถึงเจ้าหน้าที่ดำเนินการเลือก สว. ระดับอำเภอเป็นข้าราชการในพื้นที่ ซี่งมักมีความสัมพันธ์กับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น

ภาคปชช.

ที่มาของภาพ, Hataikarn Treesuwan/BBC Thai

ในการเลือก สว. ชุดใหม่ แม้เป็นการเลือกกันเองในหมู่ผู้สมัครที่อายุครบ 40 ปีขึ้นไป และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด แต่เครือข่ายภาคประชาชนเห็นว่าประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ พร้อมเชิญชวนประชาชนให้ร่วมกัน “จับตา” ด้วยการส่งหนังสือขออนุญาตเข้าสังเกตการณ์ไปยัง กกต. หรือ ผอ.การเลือกระดับอำเภอ หรือติดตามการถ่ายทอดสดตามที่ กกต. บอกว่าจะมีการถ่ายทอดสดโดยต่อสัญญาณภาพออกมาผ่านโทรทัศน์ขนาด 42 นิ้ว

สำหรับเครือข่ายภาคประชาชนที่ร่วมเกาะติดกระบวนการเลือก สว. และร่วมแถลงข่าวในวันนี้มี 5 องค์กร ประกอบด้วย We Watch, iLaw, ActLab, CALL และคณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญประชาชน (ครช.)