ดีเอ็นเอไขปริศนาซากศพสองพันปี ชี้เป็น “ผู้อพยพ” ในยุคโรมัน

โครงกระดูก Offord Cluny 203645 คือชายหนุ่มที่เดินทางมาจากดินแดนตอนใต้ของรัสเซียเมื่อ 2,000 ปีก่อน

ที่มาของภาพ, ©MOLA HEADLAND INFRASTRUCTURE

คำบรรยายภาพ, โครงกระดูก Offord Cluny 203645 คือชายหนุ่มที่เดินทางมาจากดินแดนตอนใต้ของรัสเซียเมื่อ 2,000 ปีก่อน

ชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งถือกำเนิดที่ดินแดนทางตอนใต้ของรัสเซียเมื่อ 2,000 ปีก่อน เหตุใดจึงมาจบชีวิตในชนบทของอังกฤษและฝังร่างของตนเองไว้ที่นั่น ? นี่คือปริศนาที่ทีมนักวิทยาศาสตร์และนักโบราณคดีของสหราชอาณาจักรเพิ่งไขกระจ่าง ด้วยวิธี “สืบจากดีเอ็นเอ” หรือสารพันธุกรรมที่หลงเหลืออยู่กับโครงกระดูกของเขา

รายงานวิจัยนี้เพิ่งลงตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology หลังจากมีการค้นพบซากโครงกระดูกอายุเก่าแก่ ที่ได้กลายสภาพเป็นหินแข็งหรือฟอสซิลไปแล้ว ขณะมีการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข A14 บริเวณหมู่บ้านออฟฟอร์ด คลูนีย์ ในมณฑลเคมบริดจ์เชียร์

ซากโครงกระดูกที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์อย่างเหลือเชื่อ มีชื่อเป็นรหัสว่า Offord Cluny 203645 มีสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของชาวซาร์เมเชียน (Sarmatian) ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อนในทางตอนใต้ของรัสเซีย อันเป็นพื้นที่ห่างไกลที่สุดใต้การปกครองของจักรวรรดิโรมันโบราณ ทำให้เป็นไปได้ว่าชายผู้นี้อาจถูกนำตัวมายังหมู่เกาะอังกฤษ ในยุคที่ชาวโรมันเข้ายึดครองก็เป็นได้

ดร.มารีนา ซิลวา กำลังสกัดสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอโบราณ

ที่มาของภาพ, STEPHEN POTVIN

คำบรรยายภาพ, ดร.มารีนา ซิลวา กำลังสกัดสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอโบราณ

ด้วยเหตุที่ไม่พบโบราณวัตถุฝังรวมอยู่กับซากโครงกระดูกดังกล่าว ทำให้ทีมผู้ขุดค้นต้องสืบหาประวัติความเป็นมาและระบุตัวตนของร่างนี้ โดยใช้วิธีวิเคราะห์สารพันธุกรรมแทน

ดร.มารีนา ซิลวา นักพันธุศาสตร์ยุคโบราณ จากสถาบันฟรานซิสคริกในกรุงลอนดอน บอกว่ามีการวิเคราะห์และถอดรหัสดีเอ็นเอของชายผู้นี้จากกระดูกหูชั้นใน ซึ่งเป็นส่วนที่สารพันธุกรรมได้รับความเสียหายน้อยที่สุด

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ทีมของเธอก็ยังต้องพยายามประกอบสร้างดีเอ็นเอที่แตกหักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยขึ้นมาใหม่ จนได้เห็นว่าชายผู้นี้มีโครงสร้างของพันธุกรรมแตกต่างไปจากชาวอังกฤษเชื้อสายโรมัน ซึ่งเป็นประชากรท้องถิ่นส่วนใหญ่ของหมู่เกาะอังกฤษในยุคสองพันปีก่อน

การศึกษาวิชาโบราณคดีและประวัติศาสตร์ด้วยการสืบหาข้อมูลความรู้จากดีเอ็นเอนั้น ถือเป็นแนวทางใหม่ที่ช่วยให้เราเรียนรู้ถึงชีวิตของสามัญชนคนธรรมดาในยุคโบราณได้มากขึ้น เนื่องจากการศึกษาประวัติศาสตร์แบบดั้งเดิมจากบันทึกเอกสารหรือจารึกต่าง ๆ จะบอกเล่าเพียงเรื่องราวที่เกี่ยวกับผู้มีอำนาจหรือคนชั้นสูงเท่านั้น

ผลวิเคราะห์เนื้อฟันชี้ว่า ชายผู้นี้เปลี่ยนชนิดอาหารที่กิน เพราะการอพยพย้ายถิ่นตั้งแต่มีอายุได้ 5-6 ขวบ

ที่มาของภาพ, MOLA HEADLAND INFRASTRUCTURE

คำบรรยายภาพ, ผลวิเคราะห์เนื้อฟันชี้ว่า ชายผู้นี้เปลี่ยนชนิดอาหารที่กิน เพราะการอพยพย้ายถิ่นตั้งแต่มีอายุได้ 5-6 ขวบ

ชายหนุ่มผู้นี้เสียชีวิตลงและถูกฝังที่มณฑลเคมบริดจ์เชียร์ ประมาณช่วงคริสต์ศักราช 126-228 ซึ่งเป็นยุคที่อังกฤษอยู่ใต้อาณัติของจักรวรรดิโรมัน แต่ทว่าเขามีเชื้อสายของชาวซาร์เมเชียน ซึ่งเป็นกลุ่มชนเร่ร่อนที่ชำนาญการขี่ม้าและพูดภาษาอิหร่าน อาศัยอยู่ในแถบรัสเซียตอนใต้บริเวณประเทศอาร์เมเนียและยูเครนในปัจจุบัน

เพื่อจะหาคำตอบว่าเหตุใดคนต่างด้าวจากภูมิภาคที่ห่างไกล จึงมาจบชีวิตลงในชนบทที่เต็มไปด้วยลำคลองของอังกฤษ นักวิทยาศาสตร์อีกทีมหนึ่งจากมหาวิทยาลัยเดอแรม ได้ตรวจสอบร่องรอยของสารเคมีในฟัน เพื่อให้ทราบถึงชนิดของอาหารที่ชายผู้นี้กินเป็นประจำ

ฟันนั้นเป็นอวัยวะที่ค่อย ๆ งอกและเติบโตขึ้นตามกาลเวลา จึงมีลักษณะเหมืองวงปีของต้นไม้ โดยชั้นต่าง ๆ ของเนื้อฟันสามารถกักเก็บร่องรอยของสารเคมีที่ได้รับในช่วงอายุหนึ่ง ๆ เอาไว้ได้ ทำให้ทราบว่าเมื่อตอนที่ชายผู้นี้ยังเด็กราว 6 ขวบ เขากินข้าวฟ่างเป็นอาหารหลัก ซึ่งข้าวฟ่างเป็นหนึ่งในธัญพืชที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า C4 crops พบได้มากในภูมิภาคที่ชาวซาร์เมเชียนเคยอาศัยอยู่

ประติมากรรมนูนต่ำ แสดงภาพเหตุการณ์ที่ชาวซาร์เมเชียนพ่ายแพ้ต่อกองทัพจักรวรรดิโรมัน ในปีค.ศ. 175

ที่มาของภาพ, CONRAD CICHORIUS

คำบรรยายภาพ, ประติมากรรมนูนต่ำ แสดงภาพเหตุการณ์ที่ชาวซาร์เมเชียนพ่ายแพ้ต่อกองทัพจักรวรรดิโรมัน ในปีค.ศ. 175

ศ.แจเน็ต มอนต์โกเมอรี ผู้นำทีมวิจัยคณะนี้บอกว่า เมื่อเวลาผ่านไป ชายผู้นี้ได้เติบโตขึ้นโดยลดปริมาณการบริโภคข้าวฟ่างลงเรื่อย ๆ และเริ่มหันมากินข้าวสาลีซึ่งพบได้มากในแถบยุโรปตะวันตกแทน แสดงว่าเขาต้องเป็นผู้อพยพรุ่นแรก ที่โยกย้ายถิ่นฐานจากบริเวณรอยต่อของยุโรปตะวันออกกับเอเชียกลาง มายังหมู่เกาะอังกฤษในยุโรปตะวันตก

ทีมผู้วิจัยสันนิษฐานว่า ชายหนุ่มผู้นี้น่าจะเป็นบุตรหรือทาสของทหารม้าชาวซาร์เมเชียน ซึ่งได้ถูกผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพจักรวรรดิโรมัน และถูกโยกย้ายมาประจำการที่อังกฤษ

มีการค้นพบซากโครงกระดูกโบราณ ขณะปรับปรุงทางหลวงหมายเลข A14 จากเมืองเคมบริดจ์ไปยังเมืองฮันทิงดอน

ที่มาของภาพ, MOLA HEADLAND INFRASTRUCTURE

คำบรรยายภาพ, มีการค้นพบซากโครงกระดูกโบราณ ขณะปรับปรุงทางหลวงหมายเลข A14 จากเมืองเคมบริดจ์ไปยังเมืองฮันทิงดอน

ดร.อเล็กซ์ สมิธ จากบริษัท MOLA Headland Infrastructure ผู้นำการขุดค้น กล่าวกับผู้สื่อข่าวบีบีซีด้วยความภาคภูมิใจว่า “นี่คือหลักฐานทางชีวภาพชิ้นแรก ที่จะช่วยให้เราสามารถตั้งคำถามทางโบราณคดีที่แตกต่างออกไปจากเดิม เช่นสังคมโบราณยุคโรมันก่อตัวขึ้นอย่างไร สังคมนั้นมีองค์ประกอบและพัฒนาการเป็นเช่นใดบ้าง ซึ่งการค้นพบครั้งนี้บ่งชี้ว่า มีความเคลื่อนไหวทางสังคมในแถบชนบทมากพอ ๆ กับในเมืองเลยทีเดียว”

ดร. พอนทัส สก็อกลุนด์ จากสถาบันฟรานซิสคริกในกรุงลอนดอน กล่าวเสริมว่า “ปัจจุบันนี้ดีเอ็นเอโบราณส่วนใหญ่ ช่วยให้เรามีความเข้าใจสังคมยุคหินและยุคสัมฤทธิ์อย่างลึกซึ้งขึ้น และด้วยการพัฒนาเทคนิควิเคราะห์ดีเอ็นเอที่ก้าวล้ำนำสมัย เราเริ่มจะมีความรู้ความเข้าใจใหม่ ๆ เกี่ยวกับยุคโรมันและช่วงเวลาหลังจากนั้นด้วย”