มาชูปิกชูเคยเป็นที่ตั้ง “ชุมชนอินเตอร์” มีคนต่างชาติพันธุ์อยู่หนาแน่น

ที่มาของภาพ, Getty Images
นักโบราณคดีเคยเชื่อกันว่า “มาชูปิกชู” (Machu Picchu) โบราณสถานอารยธรรมอินคาบนเขาสูงของเปรู ที่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลก คือพระราชวังที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวห่างไกลนครหลวง และสงวนไว้สำหรับการเสด็จแปรพระราชฐานของจักรพรรดิอินคาเป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ผลวิเคราะห์ดีเอ็นเอล่าสุดที่ได้จากศพของคนโบราณ 34 ร่าง ซึ่งถูกฝังอยู่ในบริเวณดังกล่าว ชี้ว่ามาชูปิกชูเคยเป็นเมืองที่อยู่อาศัยของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์และวัฒนธรรม เช่นเดียวกับมหานครสมัยใหม่ทั่วโลก โดยคนเหล่านี้ถูกนำตัวมาจากแทบทุกภูมิภาคของเทือกเขาแอนดีส, ชายฝั่งทะเลทั้งทางเหนือและใต้ของเปรู, รวมทั้งป่าแอมะซอน เพื่อให้เป็นข้ารับใช้ในพระราชวัง
มาชูปิกชูถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 ในยุคของจักรพรรดิปาชาคูติ (Pachacuti) ผู้ทรงอำนาจ โดยเป็นพระราชวังที่มีข้ารับใช้คอยดูแลและอาศัยอยู่ตลอดเวลาเป็นจำนวนมาก ซึ่งข้ารับใช้ชายจะเรียกว่า “ยานาโคนา” (Yanacona) ส่วนข้ารับใช้หญิงจะเรียกว่า “อักญา” (Aglla)
งานวิจัยทางโบราณคดีก่อนหน้านี้ชี้ว่า ข้ารับใช้ในพระราชวังมาชูปิกชูนั้นมีความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยิ่ง เนื่องจากโครงกระดูกไม่มีร่องรอยของการใช้แรงงานหนัก หรือบาดแผลจากการถูกส่งไปสู้รบในสงคราม ทั้งยังไม่มีร่องรอยของโรคภัยไข้เจ็บในวัยเด็กอีกด้วย แสดงว่าคนเหล่านี้ได้รับการดูแลจากเจ้านายเป็นอย่างดี
เมื่อนำดีเอ็นเอจากศพของข้ารับใช้ 34 ร่าง ที่ถูกฝังในสุสานของมาชูปิกชู มาเปรียบเทียบกับข้อมูลทางพันธุกรรมในปัจจุบันของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่โดยรอบเมืองกุสโก (Cusco) นครหลวงโบราณของจักรวรรดิอินคา ทีมผู้วิจัยพบว่าสังคมของข้ารับใช้ในพระราชวังมาชูปิกชู เป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่ผู้คนจากหลากหลายชาติพันธุ์และวัฒนธรรมดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน ทั้งยังมีการแต่งงานข้ามเผ่าและมีลูกหลานที่เป็นลูกผสมสืบต่อมาด้วย โดยพบร่างของผู้ตายบางส่วนถูกฝังไว้รวมกันทั้งครอบครัว
ดีเอ็นเอของข้ารับใช้ 6 ราย จากที่นำมาตรวจสอบทั้งหมด 34 ราย ชี้ว่าพวกเขามาจากดินแดนแถบป่าดงดิบแอมะซอน โดยบางคนมาไกลจากบริเวณที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงของเอกวาดอร์และโคลอมเบีย

ที่มาของภาพ, Getty Images
รศ.ดร.เจสัน เนสบิตต์ สมาชิกทีมนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยทูเลน (Tulane University) ของสหรัฐฯ กล่าวให้สัมภาษณ์หลังตีพิมพ์รายงานวิจัยข้างต้นลงในวารสาร Science Advances ว่า “แม้ความแตกต่างทางพันธุกรรมจะไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้อย่างชัดเจนว่า ข้ารับใช้แต่ละคนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่อย่างน้อยดีเอ็นเอก็ช่วยบอกได้ว่า พวกเขามาจากถิ่นกำเนิดที่หลากหลายและห่างไกลกันมาก จากทั่วทุกมุมของอาณาเขตจักรวรรดิอินคา”
“ร่างของข้ารับใช้ที่นำมาวิเคราะห์ ส่วนใหญ่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด แสดงว่าพวกเขาถูกนำตัวมาจากบ้านเกิดเพียงลำพัง โดยไม่ได้มีการเทครัวกวาดต้อนผู้คนกลุ่มใหญ่ที่เป็นเครือญาติกันมายังมาชูปิกชู” รศ.ดร.เนสบิตต์ กล่าวอธิบาย
ทีมผู้วิจัยยังได้กล่าวสรุปในรายงานว่า “ผลการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมของเรา เผยให้เห็นถึงสภาพสังคมของมาชูปิกชูในอดีต ซึ่งมีชุมชนขนาดใหญ่ของข้ารับใช้หลากหลายชาติพันธุ์ ที่ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันและมีปฏิสัมพันธ์กัน โดยไม่มีการแบ่งแยกตามเชื้อสายหรือถิ่นกำเนิด”
อย่างไรก็ตาม ทีมนักโบราณคดีผู้ทำการวิจัยในครั้งนี้ ไม่ได้พบร่องรอยดีเอ็นเอของบรรดาเจ้านายและเชื้อพระวงศ์เลย เนื่องจากคนเหล่านี้อาศัยอยู่ในพระราชวังที่เมืองกุสโก นครหลวงยุคโบราณเป็นหลัก ทำให้พลาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตของชนชั้นสูงแห่งจักรวรรดิอินคาไปอย่างน่าเสียดาย











