3 เหตุผลที่การควบรวมทรู-ดีแทค อาจไม่ใช่ “ดีลแห่งปี” สำหรับผู้บริโภค

true

ที่มาของภาพ, TRUE

คำบรรยายภาพ, สื่อธุรกิจหลายสำนักในไทย ระบุว่า การควบรวมของทรูและดีแทค เป็นการควบรวมกิจการโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อพิจารณาจากมูลค่าการควบรวม และเป็นการควบรวมกิจการที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ระหว่างบริษัทจดทะเบียนไทยสองบริษัทเมื่อพิจารณาจากมูลค่าตลาดรวม

หลังจาก ทรู และดีแทค ควบรวมกิจการค่ายมือถือ-โทรคมนาคม ผ่านไป 1 ปี 8 เดือน ดีลมูลค่า 2.5 แสนล้านบาทนี้ ได้รางวัลดีลแห่งปี (Deal of the Year Awards) ด้านการควบรวมกิจการ จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET Awards ประจำปี 2567

ทรู และดีแทค ได้ดำเนินการควบรวมเป็นบริษัทใหม่ร่วมกันเสร็จสมบูรณ์ โดยได้หนังสือรับรองบริษัทใหม่ตามที่ยื่นจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ อย่างเป็นทางการในชื่อ “บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)” เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2566

ตามรายละเอียดหลักเกณฑ์การพิจารณารางวัลที่อยู่บนเว็บไซต์ของ SET ระบุว่า รางวัลนี้พิจารณาข้อมูลของ “ธุรกรรมทางการเงิน (Deal) ที่โดดเด่น สร้างความเปลี่ยนแปลงหรือนวัตกรรมครั้งสำคัญให้กับตลาดทุน”

ทว่า ดีลใหญ่นี้กลับเผชิญกับกระแสการคัดค้านมากมายนับตั้งแต่มีมติควบรวมกิจการในปี 2564 จนถึงปัจจุบัน ถึงผลกระทบต่อผู้บริโภค และข้อกล่าวหาเรื่องการผูกขาด เพราะเหลือผู้เล่นรายใหญ่เพียงแค่สองราย

อีกทั้งยังถูกภาคประชาชนใช้สิทธิทางกฎหมาย ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเพื่อยับยั้งการควบรวมผ่านการขอเพิกถอนมติ “รับทราบ” การรวมธุรกิจระหว่างทรูกับดีแทค ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ในปี 2565 ซึ่งไม่เป็นผลเพราะศาลยกคำร้อง

จนถึง เดือน มี.ค. 2567 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ศาลปกครองชั้นต้นรับคำฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาในคดีที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยื่นฟ้องขอเพิกถอนมติของ กสทช. ที่เกี่ยวเนื่องกับการควบรวมธุรกิจระหว่างทรูและดีแทค ซึ่งยังไม่มีคำสั่งออกมา

รางวัลดีลแห่งปีมีหลักเกณฑ์ด้านความโปร่งใส แต่ผู้บริโภคตั้งคำถามว่า ผ่านได้อย่างไร

ข้อมูลบนเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุเกี่ยวกับรางวัลดีลแห่งปี (Deal of the Year Awards) ว่าแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการระดมทุน มูลค่าการเสนอขายสูงกว่า 3,000 ล้านบาท, ด้านการระดมทุน มูลค่าการเสนอขายไม่เกิน 3,000 ล้านบาท และด้านการควบรวมกิจการ

รางวัลดีลแห่งปี ด้านการควบรวมกิจการ มีหลักเกณฑ์พิจารณาการคัดเลือก 5 ข้อ ได้แก่ 1. การริเริ่ม สร้างสรรค์ต่ออุตสาหกรรม ธุรกิจ ตลาดทุน 2. ความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อองค์กรที่สร้างสรรค์ธุรกรรม 3. การสร้างผลกระทบต่อตลาดทุน ตลาดการเงิน และเศรษฐกิจในภาพรวม 4. การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสเพียงพอและเท่าเทียม และ 5. ความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัท

แต่ในทัศนะของ อิฐบูรณ์ อ้นวงษา รองเลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค องค์กรภาคประชาชนซึ่งติดตามการควบรวมกิจการทรูและดีแทคมองว่า เมื่อดูหลักเกณฑ์ 4 ใน 5 ข้อแล้ว เป็นเรื่องการสนองตอบความแข็งแรงของอุตสาหกรรม หรือภาคธุรกิจเสียเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นเกณฑ์ด้านความโปร่งใสเปิดเผยข้อมูลเพียงพอที่พอจะเป็นเกณฑ์ทางด้านผู้บริโภค ทว่าในความเห็นของเขา หลักเกณฑ์ด้านนี้ “น่าจะตก”

SET มอบรางวัลให้ทรู

ที่มาของภาพ, YOUTUBE/SET Thailand

คำบรรยายภาพ, อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 14 ของไทย (ซ้าย) มอบรางวัลให้กับมนัสส์ มานะวุฒิเวช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (กลาง) และชารัด เมห์โรทรา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (ขวา) อดีตซีอีโอของดีแทค เมื่อ 30 ต.ค. 2567

อิฐบูรณ์กล่าวว่า เรื่องการให้ข้อมูลกับประชาชน ไม่ควรจะเป็นเพียงแต่ผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่ควรจะหมายถึงสาธารณชนที่ได้รับผลกระทบด้วย

เขาเห็นว่า ในประเด็นการควบรวมกิจการของทรู-ดีแทค ในคำพิพากษาของศาลปกครองบอกไว้ชัดเจนแล้วว่า บริการสัญญาณเครือข่ายมือถือเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่มีความจำเป็นต่อประชาชน แต่ดีลการควบรวมครั้งดังกล่าว กลับเกิดขึ้นภายใต้สภาพการณ์ความอ่อนแอของหน่วยงานกำกับอย่าง กสทช.

“สภาองค์กรของผู้บริโภค พบร่องรอยของการตั้งธง ของ กสทช. ที่จะไม่ใช้อำนาจในการให้อนุญาตหรือไม่อนุญาต แต่จะพิจารณาเฉพาะเพียงเงื่อนไขมาตรการต่าง ๆ ว่าถ้าควบรวมไปแล้วจะกำกับอย่างไรเท่านั้น” อิฐบูรณ์ อ้างข้อมูลจากรายงานการประชุมของ กสทช. ในวาระต่าง ๆ พร้อมบอกว่า นี่คือประเด็นแรกที่เป็นคำถามเกี่ยวกับความไม่โปร่งใส จากการ “ตั้งธง” ไม่เสนอเรื่องพิจารณาอนุญาตการควบรวมของ กสทช. และไม่นำข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบของผู้บริโภคไปไว้บนโต๊ะการพิจารณา

“คำแถลงของเอกชนที่ควบรวมเป็นใบเสร็จที่ชี้ชัดว่าควบรวมกันแล้วดึงดูุดการลงทุนได้มากขึ้น การซื้อขายใหม่เกิดขึ้นในเดือน มี.ค. 2566 เพิ่มขึ้นกว่า 130% การปรับเครดิตเรตติ้งดีขึ้น ต้นทุนต่าง ๆ ลดลงจากการควบรวมทรัพยากร ประเด็นเหล่านี้ชัดเจนมาก แต่จะเห็นว่าผู้บริโภคไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรเลยจากการดีลครั้งนี้”

อิฐบูรณ์ กล่าวว่า จากการเก็บผลสำรวจผู้ใช้บริการมือถือ และงานวิจัยจาก 101 Public Policy Think Tank (101 PUB) ในงานวิจัยชื่อว่า "กสทช. กับการ (ไม่?) บังคับใช้ตามมาตรการควบรวม TRUE-DTAC" ที่เผยแพร่เมื่อเดือน ก.ย. 2566 ชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคต่างสะท้อนเสียงจากการไม่ได้รับผลประโยชน์จากเงื่อนไขการควบรวมที่ กสทช. ตั้งไว้ตอนมีมติรับทราบการควบรวม ไม่ว่าจะเป็นความไม่ชัดเจนเรื่องค่าบริการที่จะต้องลดลง 12% โดยเฉลี่ย ขณะที่ไม่มีการติดตามว่ามาตรการต่าง ๆ เอกชนได้ดำเนินหรือไม่ ยังไม่เคยมีผลเป็นที่ประจักษ์ออกมา

ผลกระทบของการควบรวมทรู-ดีแทค มีอะไรบ้าง

1. งานวิจัยชี้สิ้นสุดสงครามราคา ค่าโทร-เน็ต

รายงานวิจัยนโยบายของ 101 Public Policy Think Tank (101 PUB) ในงานวิจัยชื่อว่า "กสทช. กับการ (ไม่?) บังคับใช้ตามมาตรการควบรวม TRUE-DTAC" ที่เผยแพร่เมื่อเดือน ก.ย. 2566 ซึ่งสภาผู้บริโภคมอบหมายให้ดำเนินการศึกษาวิจัยติดตามผลกระทบการควบรวมธุรกิจระหว่างทรูและดีแทค พบว่า หลังจากมีการรวมธุรกิจ กลุ่มเครือข่ายของผู้ควบรวมมีการปรับเพิ่มราคาค่าบริการ พร้อมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตมือถือให้เทียบเท่ากัน

นอกจากนี้ เครือข่ายที่ไม่ใช่ผู้ควบรวม (เอไอเอส) ก็ยังมีการปรับเปลี่ยนราคาและปริมาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตมือถือเพื่อให้เทียบเท่ากับกลุ่มของผู้ควบรวม ซึ่งชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของการรวมธุรกิจที่บั่นทอนการแข่งขันของตลาดโทรคมนาคมของไทยลง

“ทั้ง 3 เจ้า แพ็กเกจแทบจะก๊อป (copy) วางกันหมด มันเห็นหลักฐานอยู่ว่า การแข่งขันที่ลดลงทำให้ผู้บริโภคไม่ได้ประโยชน์จากการควบรวมครั้งนี้ตามที่โฆษณา” ฉัตร คำแสง หนึ่งในคณะวิจัย กล่าวกับบีบีซีไทย เมื่อ ต.ค. 2566

ฉัตร ให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า หากลองดูงบการเงินของกลุ่มบริษัททรู-ดีแทค และรายงานวิเคราะห์การเงิน พูดสอดคล้องกันว่านี่เป็น “การสิ้นสุดสงครามราคาค่าโทรศัพท์”

“ที่ผ่านมา ถ้าดูราคาเฉลี่ย เทรนด์แต่ละปีมันลงมาหลายเปอร์เซ็นต์มาก แต่เมื่อสิ้นสุดเดือน มิ.ย. หรือเข้าไตรมาสที่ 2 เป็นต้นมา นับว่าเป็นครั้งแรกที่ราคาไม่ลง และค่าเฉลี่ยรายได้ที่ได้ต่อ (ผู้ใช้บริการ) หนึ่งคนเพิ่มขึ้นมา 1 บาท คล้าย ๆ เป็นจุดที่สัญญาณเปลี่ยนจริง ๆ” ฉัตรกล่าวกับบีบีซีไทยในเดือน ต.ค. 2566

อิฐบูรณ์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า นี่สะท้อนถึงอิสระของการเลือกและอำนาจการต่อรองของผู้บริโภคน้อยลง แต่เดิมธุรกิจโทรศัพท์มือถืออาจจะมีพื้นที่ที่ผู้ใช้บริการมีอำนาจต่อรอง เมื่อผู้บริโภคไม่พึงพอใจในการให้บริการหรือคุณภาพก็ตาม ผู้บริโภคจะมีพื้นที่ที่จะหาผู้ประกอบการรายใหม่มาทดแทนได้ เปลี่ยนค่ายได้ แต่พอมาควบรวมก็เหลืออยู่สองราย ผู้บริโภคจึงมีทางเลือกน้อยลง

“แบบนี้เรียกว่าไม่มีอิสระในการเลือกซื้อเลือกใช้บริการ ชี้ชัดว่า ได้เกิดการละเมิดสิทธิผู้บริโภคโดยระบบ โดยนโยบายของ กสทช. ที่มีการตั้งธงให้เกิดการควบรวม”

นอกจากนี้ เมื่อเหลือผู้ให้บริการสองรายก็ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันอีกต่อไป ซึ่งอิฐบูรณ์กล่าวกับบีบีซีไทยว่า “สิ่งที่เราเห็นตอนนี้ไม่ต่างจากสภาพของธุรกิจน้ำมัน ที่ไม่มีการแข่งขันทางด้านราคา โปรโมชั่น คุณภาพการบริการ”

เขาอธิบายว่า ธุรกิจโทรคมนาคม เป็นธุรกิจผูกขาดโดยธรรมชาติที่เดิมอยู่ในภาครัฐ และต่อมาถูกยักย้ายอำนาจผูกขาดโดยธรรมชาติมาอยู่ในมือของเอกชน แต่การยักย้ายถ่ายเทอำนาจผูกขาดมายังเอกชน ได้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงในภาพรวมของประเทศ

“แต่เดิมแม้จะมีการผูกขาดโดยธรรมชาติ เงินที่รัฐได้มาก็เข้าคลัง 100% แต่ตอนนี้การยักย้ายอำนาจของการผูกขาดโดยธรรมชาติมาอยู่ในมืของเอกชน แล้วรัฐได้อะไร" เขาตั้งคำถาม พร้อมยกตัวอย่าง บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นทีที่เขามองว่า “ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ” กลายเป็นรัฐวิสาหกิจที่อำนาจในการแข่งขันน้อยลงตามลำดับเช่นเดียวกับรัฐวิสาหกิจผลิตไฟฟ้า

2. คุณภาพการบริการลดลง- ผู้บริโภคไร้เครื่องมือตรวจสอบ

รายงานวิจัยนโยบายของ 101 Public Policy Think Tank ชิ้นเดียวกัน ยังพบว่า หลังการรวมธุรกิจในครั้งนั้น ผู้บริโภคพบปัญหาจากการใช้งานสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใช้บริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตมือถือกับกลุ่มเครือข่ายของผู้ควบรวมที่มีการพบเจอปัญหาจากการใช้งานเพิ่มมากขึ้นกว่ากลุ่มอื่น ได้แก่ ปัญหาด้านความครอบคลุมของสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตมือถือ และปัญหาการบริการและศูนย์บริการของผู้ควบรวมไม่มีประสิทธิภาพในการช่วยเหลือผู้บริโภคได้

เมื่อเดือน ธ.ค. 2566 ผลสำรวจของผู้ใช้บริการมือถือ 2,924 คน ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และหน่วยงานประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร สภาองค์กรของผู้บริโภค ร่วมกันสำรวจผลกระทบของผู้บริโภคหลังการควบรวมธุรกิจโทรคมนาคม ระหว่างวันที่ 9-23 พ.ย. 2566 พบว่า 81% ของผู้ตอบแบบสอบถามบอกว่าพบปัญหาการใช้งานในช่วง 6 เดือนหลังการควบรวม โดยอันดับ 1-3 ได้แก่ เครือข่าย ทรู 47% ตามด้วยดีแทค 34% และเอไอเอส 18%

ปัญหาที่พบมากที่สุดเรียงตามลำดับ ได้แก่ สัญญาณอินเทอร์เน็ตช้า 29%, สัญญาณหลุดบ่อย 19%, โปรโมชันเดิมหมด ต้องใช้โปรโมชันที่แพงขึ้น 14%, ค่าแพ็กเกจราคาเท่ากันหมด ไม่มีทางเลือก 12%, คอลเซ็นเตอร์โทรติดยาก 10%

นอกจากนี้ ยังมีผู้ตอบแบบสอบถามที่เจอปัญหา ถูกเปลี่ยนโปรโมชันโดยไม่แจ้งล่วงหน้า 7% และเน็ตไม่พอต้องซื้อแพ็กเกจเสริมเพิ่มเติม 7%

รองเลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวกับบีบีซีไทยด้วยว่า ผู้บริโภคยังสูญเสียสิทธิของตัวเองจากการไม่มีเครื่องมือกลางเพื่อตรวจสอบปริมาณข้อมูลมือถือที่ผู้ให้บริการแจ้งต่อผู้บริโภค ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นภารกิจที่ กสทช. ควรดำเนินการเพื่อปกป้องผู้บริโภคด้วยการมีเครื่องมือที่ประชาชนเข้าถึงง่ายและสะดวกในการตรวจสอบคุณภาพการบริการ

“นี่เป็นเรื่องอำนาจของข้อมูล แต่ก่อนรัฐให้มาถือว่าเชื่อ แต่ตอนนี้เอกชนให้ข้อมูลมา เช่น เขาบอกว่าลดความเร็วอินเทอร์เน็ตของเราลง เราจะทราบได้อย่างไร”

“ผลสำรวจของภาคประชาชนมักจะถูกดิสเครดิตจากฝั่งผู้ให้บริการอยู่แล้วว่า ไม่น่าเชื่อถือ แต่คำถามคือ ทำไมต้องเป็นหน้าที่ของผู้บริโภค หรือสภาองค์กรผู้บริโภค ในขณะที่ประเทศนี้มีองค์กรตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่ในการกำกับดูแลและคุ้มครองผู้บริโภคอย่างชัดเจน แต่กลายเป็นว่าเราไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ หรือข้อมูลที่เป็นกลางจากองค์กรกำกับดูแลในการตรวจสอบ” อิฐบูรณ์กล่าว

3. เงื่อนไข กสทช. บอกให้ลดค่าบริการ 12% แต่ยังไม่เห็นความชัดเจน

หนึ่งในเงื่อนไขการควบรวมกิจการของทรู-ดีแทคที่ กสทช. กำหนด คือมาตรการกำหนดเพดานราคาของอัตราบริการเฉลี่ย โดยคิดอัตราค่าบริการเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักของทั้งสองค่ายที่จะต้องลดลง 12% ใน 90 วัน

จากรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และสำนักงาน กสทช. อันมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้บริโภค จากกรณีการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม” ซึ่งสภาองค์กรของผู้บริโภคจัดส่งไปให้หน่วยงานต่างๆ เช่น คณะรัฐมนตรี (ครม.) , กสทช. , สำนักงาน กสทช. และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวมทั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) คุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร เมื่อเดือน ก.พ. 2567 ที่ผ่านมา ระบุว่า

“ผู้บริโภคโดยทั่วไปยังไม่เคยรับทราบถึงโปรโมชันที่มีการลดอัตราค่าบริการตามเงื่อนไขนี้แต่อย่างใด เนื่องจากผู้ประกอบการรายงานข้อมูลให้แก่สำนักงาน กสทช. แล้ว แต่ชุดข้อมูลที่นำส่งมีความคลุมเครือ และไม่เชื่อมโยงกับชุดข้อมูลที่บริษัทเคยส่งให้และโปรโมชันที่ส่งให้สำนักงาน กสทช.” รายงานดังกล่าวระบุ

นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังชี้ด้วยว่า ผู้ให้บริการเครือข่ายไม่ได้มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์รายการส่งเสริมการขายในเว็บไซต์เป็นการทั่วไปในทุกรายการ จึงส่งผลยากต่อการตรวจสอบว่ารายการส่งเสริมการขายนั้นมีจริงหรือไม่ และมีผู้บริโภคได้รับประโยชน์มากน้อยเพียงใด

true

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, เมื่อเดือน ธ.ค. 2566 เพจเฟซบุ๊กของทรู เผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์เพื่อชี้แจงการควบรวมในหลายประเด็น โดยในประเด็นการขึ้นราคาแพ็กเกจ ได้ชี้แจงว่า “มีการเสนอแพ็กเกจจำนวนมากและหลากหลาย ซึ่งมีเงื่อนไขการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป เริ่มต้นที่ 100 บาทขึ้นไป” และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับเพิ่มขึ้น

สำนักข่าวอิศรา รายงานคำชี้แจงของ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. ซึ่งรักษาราชการแทน เลขาธิการ กสทช. เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2566 ว่า มีการลดอัตราค่าบริการลดลง 12% โดยวิธีเฉลี่ยราคาใหม่ถ่วงน้ำหนักใหม่ใน 90 วัน แต่รายละเอียดของตัวเลขเฉลี่ยไม่สามารถเปิดเผยได้ ต้องรอเข้าที่ประชุมบอร์ด กสทช. ให้รับทราบ แล้วมติที่ประชุมจะให้เผยแพร่หรือไม่แล้วแต่นโยบาย

อย่างไรก็ตาม อิฐบูรณ์กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ยังไม่มีความชัดเจนของเรื่องนี้แต่อย่างใด แม้ว่า กมธ. คุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร จะเชิญ กสทช. เข้ามาชี้แจงเมื่อ 1-2 เดือนที่แล้ว แต่มีเพียงระดับเจ้าหน้าที่ที่มาให้ข้อมูลเท่านั้น

“มีหลายจุดที่ทำให้ผู้บริโภคมีความเสียเปรียบเยอะมาก แต่การให้รางวัลที่พิสดารมากของตลาดหลักทรัพย์ฯ รางวัลดีลเก่งแห่งปี ไม่ได้เก่งอะไรเลย เพราะมีการเอื้อให้เอกชนอยู่ในหลายจุด” รองเลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าว

สำหรับผู้พิจารณาการมอบรางวัลและขั้นตอนในการพิจารณา เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระบุไว้ดังนี้

1. การคัดเลือกขั้นต้น บริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน ตอบแบบสอบถามเพื่อให้ข้อมูลของธุรกรรมทางการเงิน

2. สำรวจความเห็นของกลุ่มนักลงทุนสถาบันและกลุ่มนักลงทุนรายย่อย ก่อนคัดเลือกธุรกรรมที่มีจำนวนโหวตสูงสุดในแต่ละประเภทรางวัล

3. คณะทำงานผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาประเด็นอื่น ๆ ประกอบผลการจัดอันดับคะแนนเพื่อคัดเลือกบริษัทที่เหมาะสมที่สุด