ชาวจีน-ต่างชาติทะลักเข้าชายแดนไทย หลังทหารเมียนมาปราบแก๊งสแกมเมอร์ "เคเคปาร์ค"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ชาวจีนและชาวต่างชาติกว่า 1,500 คน ได้หลบหนีออกจากพื้นที่ "เคเคปาร์ค" ในเขตอำเภอเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา เมื่อ 22 ต.ค. หลังทหารเมียนมาเปิดปฏิบัติการกวาดล้างขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ (Scammer) ในหลายโซนของพื้นที่ ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ทหารไทย
เคเคปาร์ค (KK-Park) ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามบ้านแม่กุใหม่ท่าซุง ต.แม่กุ อ.แม่สอด จ.ตาก เป็นพื้นที่ที่มีชื่อเสียงระดับโลกในฐานะ "ศูนย์รวมขบวนการสแกมเมอร์"
ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซีไทยรายงานจาก จ.ตาก ว่า ผู้หลบหนีราว 300 คน ยอมเสี่ยงชีวิตว่ายน้ำข้ามแม่น้ำเมยเข้าสู่ฝั่งไทย โดยใช้กล่องโฟมและภาชนะต่าง ๆ เป็นอุปกรณ์ช่วยพยุงตัว
ทันทีที่พวกเขาขึ้นฝั่งได้ เจ้าหน้าที่ทหารจากกองกำลังนเรศวร ตำรวจตระเวนชายแดนจากกองร้อย ตชด.346 อ.แม่สอด และฝ่ายปกครอง ได้เข้าควบคุมตัวผู้หลบหนี ซึ่งมีทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติ เพื่อดำเนินการสอบสวนและคัดกรองว่าเป็นเหยื่อที่ถูกล่อลวงไป หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์
"นับเป็นครั้งแรกที่ทหารเมียนมาลงมือปฏิบัติการด้วยตนเองเพื่อปราบปรามชาวต่างชาติในเขตเมียวดี การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย คาดว่าเคเคปาร์คที่มีชื่อเสียงระดับโลกไปแล้ว จะกลายเป็นตำนาน" เจ้าหน้าที่ทหารไทยกล่าว
ปฏิบัติการของทหารเมียนมาเริ่มต้นตั้งแต่ 16 ต.ค. โดยมีการจับกุมชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง กระทั่ง 22 ต.ค. ได้มีการควบคุมพื้นที่เคเคปาร์คจนครบทุกโซน ส่งผลให้ชาวต่างชาติซึ่งส่วนใหญ่เป็นพนักงานชาวจีนและจากประเทศอื่น ๆ ต้องหนีเอาตัวรอด
สถานการณ์ดังกล่าวยังคงเป็นที่จับตาของฝ่ายความมั่นคงไทยและประชาชนตามแนวชายแดน จ.ตาก และเกิดข้อสงสัยว่าทหารเมียนมาจะสามารถปราบปรามขบวนการคอลเซ็นเตอร์ได้หมดทุกพื้นที่หรือไม่ โดยเฉพาะ 2 พื้นที่นี้
- พื้นที่ชเวโก๊กโก่ ตรงข้าม อ.แม่ระมาด และ อ.แม่สอด ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง หรือกะเหรี่ยงบีจีเอฟ (Karen Border Guard Force-Karen BGF) โดยมี พ.อ.ชิต ตุ ควบคุมดูแลอยู่
- บริเวณไท่ฉาง ตรงข้ามบ้านห้วยน้ำนัก อ.พบพระ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย หรือดีเคบี ( Democratic Karen Buddhist Army: DKB)
ทั้ง 2 กลุ่มนี้เป็นพันธมิตรกับทหารเมียนมา แตกต่างจากเคเคปาร์คที่อยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือเคเอ็นยู (Karen National Union) และเครือข่ายญาติของทหารกะเหรี่ยงบีจีเอฟ
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ไทยได้เสริมกำลังตามแนวชายแดนเพื่อรับมือกับชาวต่างชาติที่ยังคงหลบหนีข้ามแม่น้ำเมยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
บรรยากาศในเมืองเมียวดี
สื่อเมียวดี แอนด์ แม่สอด มีเดีย (Myawaddy & Mae Sot Media) รายงานบรรยากาศในพื้นที่เมืองเมียวดีว่า โรงแรม โมเตล และเกสต์เฮาส์ในเมืองเต็มไปด้วยผู้คนที่หลบหนีออกจากเคเคปาร์ค ที่พักหลายแห่งมีผู้เข้าพักเต็ม ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจากพื้นที่อื่นไม่สามารถหาห้องพักได้
รายงานข่าวที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก เมื่อ 22 ต.ค. ระบุว่า แรงงานหลายร้อยคน รวมถึงชาวเมียนมา จีน และไทย ที่ทำงานอยู่ในเคเคปาร์คบางส่วน ได้หลบหนีออกมาตั้งแต่ช่วงเช้า หลังมีข่าวว่ากองทัพเมียนมาจะเข้าบุกตรวจค้นพื้นที่ โดยแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับศูนย์หลอกลวงเปิดเผยกับสื่อดังกล่าวว่า "ในคืนก่อนหน้า มีการเริ่มจ่ายเงินเดือนให้แรงงานจีนหลังได้ยินว่ากองทัพจะจับกุมพวกเขา หลังได้เงินแล้ว หัวหน้าชาวจีนก็เก็บเงินใส่รถแล้วหลบหนีไป มีเพียงแรงงานเมียนมาที่ยังไม่ได้รับเงิน ตอนนี้พวกเขาไปพักอยู่ตามโรงแรมในเมียวดี"
เจ้าหน้าที่ทหารชายแดนไทยยืนยันกับสื่อ Myawaddy & Mae Sot Media ว่า ทางการไทยได้จับกุมชาวจีนจำนวน 178 คน ที่หลบหนีข้ามแม่น้ำทวงรินมายังหมู่บ้านแม่กุ อ.แม่สอด จ.ตาก แม้กองทัพเมียนมาและกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (BGF) จะทราบถึงการหลบหนีของแรงงานจากศูนย์หลอกลวง แต่พวกเขาไม่ได้จับกุม และปล่อยให้หลบหนีไปได้ จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมแรงงานเหล่านี้ถึงยังคงมีอิสระอยู่
เช้าวันนี้ (23 ต.ค.) สำนักข่าวนี้ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอที่มีความยาว 17 วินาทีทางเทเลแกรม แสดงให้เห็นภาพผู้คนจำนวนมากกำลังเดินอยู่บนถนนในตอนกลางวัน หลายคนลากกระเป๋าเดินทางแบบมีล้อหรือหิ้วกระเป๋าสัมภาระติดตัวมาด้วย
การดำเนินการของไทย
นายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ลงพื้นที่เมื่อ 22 ต.ค. ร่วมกับ พล.ต.ต.ไพศาล นันตา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตาก ปลัดจังหวัดตาก นายอำเภอแม่สอด ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแม่สอด หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 14 (ราชมนู) กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 346 ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมตัวบุคคลต่างชาติ 91 คน แบ่งเป็น ชาย 81 คน และหญิง 10 คน จากบริเวณช่องทาง/ท่าข้ามบ้านแม่กุใหม่ท่าซุง หมู่ 9 ต.แม่กุ อ.แม่สอด จ.ตาก
สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ. ตาก รายงานว่า ภายหลังการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ได้นำตัวบุคคลต่างชาติส่งมอบให้กับสถานีตำรวจภูธรแม่สอด ก่อนส่งต่อไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตาก และกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 346 เพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดกรองตามแนวทางการคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ (NRM) และดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
เจ้าหน้าที่คาดว่า ยังมีบุคคลต่างชาติและชาวไทยที่ทำงานหรือใช้บริการในพื้นที่เคเคปาร์คอีกจำนวนมากที่อาจหลบหนีข้ามมายังฝั่งไทย หรือหลบหนีไปยังพื้นที่ใกล้เคียงในฝั่งเมียนมา จึงจัดเตรียมพื้นที่ควบคุมตัวสำรองไว้ที่กองร้อยอาสารักษาดินแดน อ.แม่สอด และวิทยาลัยโพธิวิชชาลัย ต.แม่ปะ อ.แม่สอด ในกรณีที่สถานที่ควบคุมตัวหลักคือ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จ.ตาก และกองร้อย ตชด.346 มีผู้หลบหนีจำนวนมากจนเกินความจุของพื้นที่
สเปซเอ็กซ์ตัดสัญญาณสตาร์ลิงค์ในเคเคปาร์ค
กองทัพเมียนมายังได้เปิดเผยตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา (20 ต.ค.) ว่าได้ "เคลียร์พื้นที่" บริเวณดังกล่าว โดยได้ยึดชุดอุปกรณ์สตาร์ลิงค์ (Starlink) จำนวน 30 ชุด
นอกจากคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นแรงงานหลายพันคนเดินเท้าออกจากเคเคปาร์คแล้ว ในขณะนั้น บีบีซี ได้รับภาพถ่ายแสดงให้เห็นจานดาวเทียมบนหลังคาอาคารในพื้นที่ดังกล่าวอีกด้วย
บริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของ อีลอน มัสก์ เปิดเผยว่า ได้ตัดการเชื่อมต่อระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมสตาร์ลิงค์กับอุปกรณ์มากกว่า 2,500 เครื่อง ซึ่งถูกใช้ในขบวนการหลอกลวงตามแหล่งปฏิบัติการในเมียนมา
มีการคาดการณ์ว่า มีแหล่งปฏิบัติการมากกว่า 30 แห่งตั้งอยู่ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งมีการลักลอบนำคนจากทั่วโลกเข้ามา และบังคับให้ทำงานในขบวนสแกมที่สร้างรายได้มหาศาลถึงหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
ลอเรน ดรายเออร์ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจของสตาร์ลิงค์ ระบุว่า บริษัทจะดำเนินการเมื่อพบการละเมิด ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

ที่มาของภาพ, Getty Images
นักเคลื่อนไหวเตือนมาโดยตลอดว่า เทคโนโลยีสตาร์ลิงค์ได้เปิดทางให้ขบวนการอาชญากรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาวจีน สามารถดำเนินการจากพื้นที่ห่างไกลตามแนวชายแดนได้
"ในเมียนมา... สเปซเอ็กซ์ได้ดำเนินการตรวจสอบและตัดการใช้งานชุดอุปกรณ์สตาร์ลิงค์กว่า 2,500 ชุดในพื้นที่ใกล้ศูนย์หลอกลวงที่ต้องสงสัย" ลอเรน ดรายเออร์ กล่าวผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X)
"เรามุ่งมั่นที่จะทำให้บริการนี้เป็นพลังแห่งความดี และรักษาความไว้วางใจจากทั่วโลก ทั้งในด้านการเชื่อมต่อผู้ที่ยังไม่สามารถเข้าถึง และการตรวจจับพร้อมป้องกันการใช้งานในทางที่ผิดโดยผู้ไม่หวังดี" เธอกล่าวเสริม
อย่างไรก็ตาม ยังมีศูนย์หลอกลวงอีกอย่างน้อย 30 แห่งที่ยังคงดำเนินการอยู่ตามแนวชายแดน โดยมีแรงงานจากทั่วโลกหลายหมื่นคนทำงานอยู่ในนั้น หลายแห่งได้รับการคุ้มครองโดยกลุ่มติดอาวุธที่ภักดีต่อกองทัพเมียนมา และยังไม่ชัดเจนว่าศูนย์เหล่านี้สูญเสียการเข้าถึงบริการสตาร์ลิงค์ที่เคยพึ่งพาหรือไม่
ศูนย์เหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจในช่วงสงครามของเมียนมา ขณะที่รัฐบาลทหารต้องต่อสู้กับกลุ่มกบฏต่าง ๆ และพึ่งพาการสนับสนุนจากจีนเพื่อรักษาอำนาจ











