คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ปิดช่อง "เฉอ จื้อเจียง" ผู้ก่อตั้งเมืองชเวโก๊กโก่ สู้คำสั่งศาลไทยส่งตัวกลับจีน

นายเฉอ จื้อเจียง ประธานกลุ่มทุนยาไท่ (คนกลางคล้องพวงมาลัย) และ พันเอกชิต ตุ ผู้นำกองกำลังกะเหรี่ยบีจีเอฟ (ชุดทหาร)

ที่มาของภาพ, Courtsey Yatai

คำบรรยายภาพ, นายเฉอ จื้อเจียง ประธานกลุ่มทุนยาไท่ (คนกลางคล้องพวงมาลัย) และ พ.อ.ซอ ชิต ตุ ผู้นำกองกำลังกะเหรี่ยบีจีเอฟ (ชุดทหาร)
    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

นายเฉอ จื้อเจียง ผู้ก่อตั้งอาณาจักรเมืองชเวโก๊กโก่ ซึ่งถูกทางการไทยดำเนินการตัดน้ำมัน ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ฐานเป็นอาชญากรรมสแกมเมอร์ข้ามชาติ เพิ่งได้รับข่าวที่น่าผิดหวังจากศาลรัฐธรรมนูญไทยวันนี้

นายเฉอ จื้อเจียง ปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม ฐานฉ้อโกงและหลอกลวงออนไลน์ชาวจีนมูลค่าหลายพันล้านบาท ตามหมายจับของตำรวจสากล โดยทางการจีนพยายามอย่างหนักเพื่อให้ไทยส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังจีน

ล่าสุด ศาลอุทธรณ์ส่งคำโต้แย้งของนายเฉอที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 มาตรา 19 ว่าด้วยเงื่อนไขที่ศาลจะมีคำสั่งควบคุมตัวบุคคลเพื่อส่งข้ามแดน และ มาตรา 21 ว่าด้วยการพิจารณาอุทธรณ์นั้น ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญไทยในบางมาตราหรือไม่

วันนี้ (22 ต.ค.) ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีและมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดนฯ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ นี่หมายความว่านายเฉอไม่อาจขัดคำสั่งส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปจีนของศาลไทยได้

ทีมทนายความของนายเฉอระบุ คำวินิจฉัยยังไม่ส่งผลต่อรูปคดีในชั้นอุทธรณ์ แต่มีผลในความรู้สึก

นายสัญญา เอียดจงดี ทีมกฎหมายของนายเฉอ จื้อเจียง ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า พวกเขาต้องการเห็นคำวินิจฉัยฉบับเต็มของศาล รวมถึงสัดส่วนเสียงของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีคำวินิฉัยดังกล่าวออกมา เพื่อดูว่าทีมกฎหมายจะทำอะไรต่อจากนี้

เขาบอกว่าตอนนี้ นายเฉออยู่ระหว่างอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปจีน และทีมกฎหมายเห็นว่ามาตรา 19 และ มาตรา 21 ของ พ.ร.บ. ส่งผู้ร้ายข้ามแดนฯ มีปัญหา จึงส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดกับรัฐธรรมนูญไทยหรือไม่ โดยเฉพาะในมาตราที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและเสรีภาพความเป็นมนุษย์ที่รัฐธรรมนูญไทยรับรอง

"ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยคดีได้เฉพาะในประเด็นที่ศาลชั้นต้นตั้งมา คือศาลอุทธรณ์ได้เพียงว่าศาลชั้นต้นที่สั่งให้ส่งคุณเฉอไปจีนนั้น สั่งไปโดยมีพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่" ซึ่งทีมทนายของนายเฉอมองว่าพิจารณาแค่กรอบนี้ไม่เพียงพอ

ในกระบวนการพิจารณาคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน มาตรา 21 ของ พ.ร.บ. ส่งผู้ร้ายข้ามแดนฯ ได้กำหนดให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาเฉพาะเหตุที่ศาลชั้นต้นใช้ในการมีคำสั่งตามมาตรา 19 โดยไม่เปิดโอกาสให้รับฟังพยานหลักฐานอื่น ๆ ที่อยู่ในสำนวนเพิ่มเติม ซึ่งข้อจำกัดนี้ได้สร้างความกังวลอย่างมากในทีมกฎหมายของนายเฉอ โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวบุคคลกลับไปยังประเทศจีน

ทีมกฎหมายเห็นว่า การจำกัดขอบเขตการพิจารณาเช่นนี้ อาจทำให้ศาลอุทธรณ์ไม่สามารถพิจารณาข้อเท็จจริงที่สำคัญและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนได้อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในกรณีที่มีข้อมูลจากต่างประเทศซึ่งชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการละเมิดสิทธิอย่างร้ายแรง

ในคดีนี้ ทีมทนายความได้รวบรวมคำพิพากษาและข้อมูลจากกว่า 20 ประเทศในยุโรป ซึ่งล้วนแสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังของศาลต่างประเทศในการพิจารณาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังจีน โดยหลายกรณีมีคำพิพากษาปฏิเสธการส่งตัว เนื่องจากมีความเสี่ยงว่าผู้ที่ถูกส่งตัวไปจะถูกประหัตประหารชีวิต หรือสูญหายหลังจากถูกส่งกลับ แม้จะมีคำรับรองจากทางการจีนผ่านช่องทางการทูตก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ ทีมกฎหมายจึงเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ควรมีอำนาจในการรับฟังพยานหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อให้สามารถพิจารณาได้อย่างรอบด้านและเป็นธรรม โดยเฉพาะในกรณีที่มีข้อมูลจากต่างประเทศที่ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการละเมิดสิทธิอย่างร้ายแรงในจีน

พวกเขาเห็นว่าการเปิดโอกาสให้ศาลพิจารณาหลักฐานเหล่านี้จะช่วยให้การตัดสินใจมีความรอบคอบมากขึ้น และลดความเสี่ยงที่บุคคลจะถูกส่งตัวไปเผชิญกับอันตราย

"ไม่นับรวมความชอบของคำร้องของอัยการ (ไทย)" ที่ฝ่ายกฎหมายของเฉอเห็นว่า "รวบรวมพยานไม่ถูกต้องครบถ้วน" และไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย ที่ระบุว่ารัฐไทยหรือทางการไทยต้องไม่ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง หากเชื่อได้ว่าจะถูกทรมานหรือบังคับสูญหาย

"เราเห็นว่าหากศาลอุทธรณ์รับฟังประเด็นนี้ได้ ก็จะเป็นบทตัดไม่ให้รัฐบาลไทยส่งตัว [นายเฉอ]" นายสัญญา กล่าว

อีกประเด็นหนึ่งที่ทีมกฎหมายของนายเฉอร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ คือการอุทธรณ์คำสั่งส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนสิ้นสุดในชั้นอุทธรณ์เท่านั้น ไม่สามารถฎีกาได้ ซึ่งพวกเขาเห็นว่าไม่ยุติธรรม

นายสัญญายอมรับว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ส่งผลลบต่อคดีที่อยู่ในศาลอุทธรณ์ เพราะสุดท้ายศาลก็กลับไปสู่กรอบการวินิจฉัยเดิมตามที่กฎหมาย พ.ร.บ.ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนฯ ระบุไว้

แต่คำสั่งดังกล่าวส่งผลลบต่อ "ความรู้สึกของคุณเฉออย่างมาก" เพราะเห็นว่าอาจไม่ได้รับความเป็นธรรม เช่น อาจถูกเร่งรัดคดี หรือถูกตัดสินโดยไม่เป็นธรรม ท่ามกลางกระแสข่าวปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

"ล่าสุด คุณเฉอถูกเชื่อมโยงว่าเกี่ยวข้องกับแก๊ง 14K เขาก็ยังบ่นว่าตัวเองไปทำอะไรตอนไหน ในเมื่ออยู่คุกมากว่า 3 ปีแล้ว" นายสัญญาบอกกับบีบีซีไทย

ทีมกฎหมายของนายเฉอคาดว่าจะทราบผลตัดสินของศาลอุทธรณ์ภายในปีนี้ และนั่นอาจจะเป็นคำชี้ขาดสุดท้ายว่านายเฉอจะถูกส่งตัวให้กับทางการจีนหรือไม่

ประวัติของเฉอ จื้อเจียง

นายเฉอ จื้อเจียง เกิดในหมู่บ้านที่ยากจนของมณฑลหูหนานเมื่อปี 1982 ออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 14 ปี และหันไปเรียนการเขียนโค้ดคอมพิวเตอร์ ก่อนย้ายไปทำงานที่ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อมีอายุได้ 20 กว่าปี โดยเข้าร่วมทำธุรกิจการพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศจีน

จากนั้น เขาเริ่มร่ำรวยขึ้นจากธุรกิจการพนันออนไลน์ ทำให้ในปี 2014 นายเฉอถูกศาลจีนตัดสินว่ามีความผิดฐานออกหวยใต้ดิน แต่ไม่ได้รับโทษเพราะพำนักอยู่ในต่างประเทศ

ต่อมาเขาลงทุนในธุรกิจบ่อนกาสิโนที่กัมพูชาและเปลี่ยนสัญชาติเป็นชาวกัมพูชาได้สำเร็จ โดยใช้ชื่อในการทำธุรกิจที่ต่างกันออกไปอีกอย่างน้อย 3 ชื่อด้วยกัน ได้แก่ เฉอ ลุนไค (She Lunkai), ดีแลน เฉอ (Dylan She) และ ถัง เกรียง ไก (Tang Kriang Kai)

เฉอ จื้อเจียง ถ่ายภาพที่จัตุรัสเทียนอันเหมินของกรุงปักกิ่ง

ที่มาของภาพ, Courtesy Yatai

คำบรรยายภาพ, เฉอ จื้อเจียง ถ่ายภาพที่จัตุรัสเทียนอันเหมินของกรุงปักกิ่ง

การอภิปรายของนายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชนในวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้ให้จิ๊กซอว์ประวัติของนายเฉอในภาพใหญ่กว่าเดิม

สส.จากพรรคประชาชนผู้นี้ อ้างอิงข้อมูลของนายทอม ไรท์ อดีตนักข่าวสืบสวนจากสำนักข่าวเดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลที่ระบุว่า นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ เบน สมิธ เป็นผู้แนะนำให้นายยิม เลียก นักธุรกิจชาวกัมพูชา สร้างรายได้ผ่านการพัฒนาที่ดินเป็นกาสิโนเพื่อใช้ฟอกเงินให้กับพวกทุนจีน โดยหนึ่งในนั้นคือโครงการเมืองใหม่ดาราสาครที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ชายฝั่งทะเลในจังหวัดเกาะกงของกัมพูชา

ทั้งนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ และ นายยิม เลียก อยู่ในรายชื่อผู้จะถูกคว่ำบาตรฐานพัวพันศูนย์สแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามร่างกฎหมายที่กำลังเข้าสู่รัฐสภาของสหรัฐอเมริกา

โครงการดาราสาครมีประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปถึงต้นปี 2008 เมื่อบริษัทยูเนียนเดเวลลอปเมนท์กรุ๊ป หรือ ยูดีจี (Union Development Group - UDG) บริษัทก่อสร้างเอกชนสัญชาติจีน ได้รับสัญญาเช่า 99 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาสูงสุดที่กฎหมายกัมพูชาอนุญาต

ต่อมาพื้นที่นี้ถูกพัฒนาเป็นเมืองใหม่ที่เต็มไปด้วยรีสอร์ตพักผ่อนชายทะเล กาสิโน และสถานบันเทิงครบวงจร โดยหนึ่งในผู้ลงทุนร่วมกับบริษัท UDG คือ นายเฉอ จื้อเจียง และในเวลาต่อมาเป็นที่ทราบดีว่าเมืองดาราสาครกลายเป็นอีกหนึ่งฐานสแกมเมอร์ทุนจีนในกัมพูชา

ในปี 2016 นายเฉอบรรลุข้อตกลงกับ พ.อ.ซอ ชิต ตุ ขุนศึกชาวกะเหรี่ยง เพื่อร่วมสร้างเมืองใหม่ชเวโก๊กโก่ด้วยกัน โดยนายเฉอเป็นผู้ออกเงินทุน รวมทั้งอุปกรณ์และวัสดุก่อสร้าง ในขณะที่กองกำลังติดอาวุธราว 8,000 นาย ของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง หรือ กะเหรี่ยงบีจีเอฟ (Karen BGF) ที่มี พ.อ.ซอ ชิต ตุ เป็นผู้นำ จะคอยทำหน้าที่คุ้มกันและรักษาความปลอดภัยให้กับเมืองดังกล่าว

เมืองใหม่ชเวโก๊กโก่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วบริเวณริมแม่น้ำเมย ติดชายแดนไทย-เมียนมา ช่วงรอยต่อ อ.แม่ระมาด และ อ.แม่สอด จ.ตาก

จากรายงานการสืบสวนของสื่อต่าง ๆ รวมถึงรายงานของสหประชาชาติ ระบุตรงกันว่าเมืองชเวโก๊กโก่เป็นศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

การลงทุนสร้างเมืองใหม่ชเวโก๊กโก่นั้น นายเฉอ ไม่ได้ทำโดยลำพัง เขาก่อตั้งบริษัทชื่อว่ายาไท่ อินเตอร์เนชันแนล โฮลดิ้ง กรุ๊ป หรือ YATAI IHG โดยมีผู้ถือหุ้นอย่าง นายหม่า ตงลี (Ma Dongli) และนายซ่ง เป่าเจีย (Zhong Baojia) รวมถึง พ.อ.ซอ ชิต ตุ ผู้นำกองกำลังกะเหรี่ยงบีจีเอฟ หรือปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นกองกำลังกะเหรี่ยงแห่งชาติหรือเคเอ็นเอ (Karen National Army-KNA)

ในวิดีโอส่งเสริมการท่องเที่ยวและการลงทุนที่บริษัทยาไท่จัดทำขึ้น ระบุว่าเงินลงทุนก้อนโตที่ใช้สร้างเมืองชเวโก๊กโก่ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าถึง 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 480,000 ล้านบาท) จะเนรมิตเมืองมหัศจรรย์ที่เต็มไปด้วยโรงแรมหรู บ่อนกาสิโน และอุทยานธุรกิจไซเบอร์ โดยเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาในโครงการสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative - BRI) ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นผู้ริเริ่ม เพื่อขยายการลงทุนและระบบโครงสร้างพื้นฐานของจีนไปทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ทางการจีนออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับนายเฉอในปี 2020 และรัฐบาลเมียนมาก็เริ่มทำการสอบสวนบริษัทยาไท่ในปีเดียวกัน หลังจากบริษัทฯ สร้างคฤหาสน์หรือวิลล่าหรูเกิน 59 หลัง ตามข้อกำหนดของรัฐบาลเมียนมา ทั้งยังเปิดบ่อนกาสิโนก่อนที่รัฐบาลจะไฟเขียวให้ดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ในเวลาต่อมา ทางการจีนตั้งข้อนายเฉอว่ามีความผิดฐานหลอกประชาชนในหลายประเทศผ่านการพนันออนไลน์มูลค่าความเสียหายกว่า 5,000 ล้านบาท และประสานขอให้ตำรวจสากลออกหมายจับในวันที่ 21 พ.ค. 2021

วันที่ 28 เม.ย. 2022 กลุ่มทุนยาไท่ นำโดย นายหม่า ตงลี และ นายซ่ง เป่าเจีย แต่ปราศจากเงาของนายเฉอ ได้เข้าให้ข้อมูลผ่านการประชุมออนไลน์ต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร และกาสิโนถูกกฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร และบอกว่ามีความต้องการสร้างเมืองฝาแฝดในฝั่ง อ.แม่สอด จ.ตาก รวมถึงบริษัทกำลังเข้าครอบครอง หรือ take over โครงการ Bangkok Smile Square ตึก 32 ชั้น ในย่านใจกลางกรุงเทพ บนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ซึ่งมีแผนทำเป็นสถานบันเทิงครบวงจร

โครงการดังกล่าวมีผู้พัฒนาชื่อว่า บจก.เอเซีย ไทยหยวน คอนสตรั๊คชั่น แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ ซึ่งแต่เดิมตั้งใจว่าโครงการหรูบนที่ตั้งเดิมของสถานทูตจีน จะเปิดดำเนินการได้ในปี 2016 แต่ปัจจุบันโครงการดังกล่าวยังคงสร้างไม่แล้วเสร็จ

จากนั้น ตำรวจไทยควบคุมตัวนายเฉอได้ในเดือน ส.ค. 2022 ขณะกำลังรับประทานอาหารกับบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงชนชั้นสูงของไทย และนั่นกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของชายผู้นี้ที่ต้องถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

เมืองชเวโก๊กโก่จากมุมสูง

ที่มาของภาพ, Natalie Thomas/BBC

คำบรรยายภาพ, เมืองชเวโก๊กโก่จากมุมสูง

ในปี 2023 นายเฉอถูกกรมราชทัณฑ์ตัดสิทธิการเยี่ยมญาติผ่านช่องทางระบบไลน์ (Line) และตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง หลังพบคลิปวิดีโอที่ถูกบันทึกจากระบบเยี่ยมญาติความยาวกว่า 1 นาทีบนแพลตฟอร์มติ๊กตอก (TikTok) โดยเนื้อหาดังกล่าวโจมตีรัฐบาลจีนและเจ้าหน้าที่ไทยว่าดำเนินการจับกุมเขาโดยไม่ชอบ พร้อมกับระบุว่าการส่งตัวกลับไปจีนนั้น "ไม่ต่างจากการส่งเขากลับไปตาย"

ในปี 2024 นายเฉอให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอัลจาซีราว่า ตนเองทำงานเป็นสายลับให้กับกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติของจีน โดยหน่วยงานนี้เองที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้เขาดำเนินกิจการสีเทาในหลายประเทศ รวมถึงฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศแรกที่เขาเข้าไปทำงาน และหลักฐานที่คนสนิทของเขาเปิดเผยให้สำนักข่าวอัลจาซีราเห็นก็เปิดเผยด้วยว่า อลิซ กัว นายกเทศมนตรีเมืองบัมบันในฟิลิปปินส์ คือสายลับจีน

นายเฉอและทีมกฎหมายของเขาพยายามต่อสู้ว่าทางการจีนตั้งข้อหาโดยไม่ชอบ เพื่อนำตัวนายเฉอผู้กุมความลับของฝ่ายความมั่นคงไว้กลับไปยังจีน พร้อมกับร้องเรียนว่าถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนระหว่างถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำของไทยด้วย ซึ่งในเวลาต่อมา พ.ต.อ.ทวี​ สอดส่อง อดีต รมว.ยุติธรรม​ ต้องออกมาให้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว