กัมพูชาปิดด่านชายแดนติดกับไทย หลังการสู้รบยังคงดำเนินต่อไป

Soldiers stop for a rest during clashes along the Cambodia-Thailand border in Cambodia's Siem Reap province on December 10, 2025

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อ้างว่าไทย-กัมพูชาจะยุติการสู้รบ
    • Author, โจนาธาน เฮด
    • Role, ผู้สื่อข่าวประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • Author, แมตต์ สไปวีย์

กัมพูชาได้ทำการปิดด่านชายแดนที่ติดกับไทยแล้ว ขณะที่การสู้รบกับไทยยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าทั้งไทยและกัมพูชาได้ตกลงหยุดยิงกันแล้วก็ตาม

กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาระบุว่า ด่านชายแดนจะปิดจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย กล่าวว่า ได้บอกกับทรัมป์ว่าการหยุดยิงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกัมพูชาถอนกำลังทหารและเก็บกู้ทุ่นระเบิดทั้งหมดแล้วเท่านั้น

เจ้าหน้าที่ไทยกล่าวว่ามีทหารไทยเสียชีวิต 4 นายเมื่อวานนี้ ขณะที่ทั้ง 2 ประเทศคู่ขัดแย้งรายงานว่ามีการทิ้งระเบิดและยิงปืนใหญ่ตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง กัมพูชายังไม่ได้มีการอัปเดตตัวเลขผู้เสียชีวิตทางทหาร

กระทรวงกลาโหมของกัมพูชากล่าวว่า เครื่องบินรบของไทยทิ้งระเบิดใส่ตึกอาคารโรงแรมและสะพาน ขณะที่ไทยรายงานว่าพลเรือนหลายคนได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีด้วยจรวดของกัมพูชา

การเสียชีวิตเพิ่ม 4 รายเมื่อวานนี้ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตของทหารไทยนับตั้งแต่วันจันทร์เพิ่มขึ้นเป็น 15 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีก 270 ราย นอกจากนี้ไทยยังระบุด้วยว่ามีพลเรือนอีก 6 รายได้รับบาดเจ็บ

ขณะที่เมื่อวันศุกร์ (12 ธ.ค.) กัมพูชากล่าวว่ามีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย และบาดเจ็บอีก 59 ราย

มีประชาชนทั้ง 2 ประเทศอย่างน้อย 700,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนของตนที่อยู่ตามแนวชายแดน

เมื่อสัปดาห์ก่อน ทรัมป์อ้างว่าเขาสามารถหยุดการสู้รบระหว่างกองกำลังไทยและกัมพูชาที่ปะทุขึ้นเมื่อวันจันทร์ได้ ด้วยเพียงการพูดคุยผ่านทางโทรศัพท์

หลังจากพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีทั้งสองในคืนวันศุกร์ (12 ธ.ค.) ทรัมป์เขียนบนโซเชียลมีเดียว่า ทั้ง 2 ประเทศตกลงที่จะ "ยุติการยิงตั้งแต่เย็นนี้เป็นต้นไป" และกลับไปยึดมั่นข้อตกลงก่อนหน้า ซึ่งลงนามต่อหน้าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือน ต.ค.

"ทั้ง 2 ประเทศพร้อมสำหรับสันติภาพ" เขากล่าว

แต่ในการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับบทสนทนากับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ได้มีการกล่าวถึงการหยุดยิงที่จะเกิดขึ้น

อนุทินกล่าวว่า เขาได้บอกกับทรัมป์ว่า ไทยไม่ใช่ฝ่ายรุกราน และกัมพูชาต้องแสดงให้เห็นว่าได้ถอนกำลังทหารและเก็บกู้ทุ่นระเบิดออกจากชายแดนแล้ว จึงจะเกิดการหยุดยิง "พวกเขาต้องทำให้เราเห็นก่อน" นายอนุทินกล่าว

ด้านผู้นำกัมพูชากล่าวว่า พวกเขาต้องต่อสู้ต่อไปเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ

ทั้งนี้ ไม่มีการกล่าวถึงการใช้ภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือบีบให้ทั้งสองฝ่ายถอนกำลังทหาร เหมือนที่เกิดขึ้นในเดือน ก.ค.

นอกจากนี้ไทยได้เตือนสหรัฐฯ ไม่ให้เชื่อมโยงความขัดแย้งเข้ากับการค้า

เมื่อวานนี้ ฝ่ายกัมพูชารายงานว่าประเทศถูกโจมตีทางอากาศจากไทยเพิ่มเติม

โดยกระทรวงกลาโหมกัมพูชากล่าวในโพสต์บนเอ็กซ์ (X) ว่า "เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. กองทัพไทยใช้เครื่องบินรบ F-16 จำนวน 2 ลำทิ้งระเบิดเจ็ดลูก" ไปยังเป้าหมายหลายแห่ง

และกล่าวเพิ่มเติมว่า "เครื่องบินรบของไทยยังคงทิ้งระเบิดต่อไป"

ด้านกองทัพไทยยืนยันว่าการสู้รบยังคงดำเนินต่อไป

ข้อพิพาทชายแดนที่ยืดเยื้อมานานได้ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 24 ก.ค. เมื่อกัมพูชายิงจรวดโจมตีประเทศไทย ซึ่งไทยตอบโต้ด้วยการโจมตีทางอากาศ

ทั้ง 2 ประเทศต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเป็นฝ่ายเริ่มการโจมตี

หลังจากการสู้รบอย่างดุเดือดหลายวันซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน 2 ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตกลงที่จะ "หยุดยิงโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข" โดยมีทรัมป์และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย เป็นผู้ไกล่เกลี่ย ข้อตกลงนี้ได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการในพิธีที่มาเลเซียในเดือน ต.ค. โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นประธาน

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ฝ่ายยังคงกล่าวหาซึ่งกันและกันเรื่องการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยไทยได้เผยแพร่หลักฐานว่าทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิด ซึ่งทำให้ทหารไทย 7 นายสูญเสียแขนขา กัมพูชากล่าวว่าทุ่นระเบิดเหล่านั้นเป็นของเหลือจากสงครามกลางเมืองในทศวรรษ 1980

นับตั้งแต่นั้นมา ความตึงเครียดก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ไทยได้โจมตีทางอากาศภายต่อกัมพูชาหลังจากทหารไทย 2 นายได้รับบาดเจ็บจากการปะทะเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

กัมพูชาตอบโต้ด้วยการยิงจรวดโจมตี การสู้รบส่งผลกระทบต่อ 6 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และ 6 จังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา

ทั้ง 2 ประเทศพิพาทกันเรื่องพรมแดนทางบกยาว 800 กิโลเมตรมานานกว่าศตวรรษแล้ว โดยพรมแดนดังกล่าวถูกกำหนดโดยนักทำแผนที่ชาวฝรั่งเศสในปี 1907 เมื่อฝรั่งเศสเป็นผู้ปกครองอาณานิคมในกัมพูชา