บทวิเคราะห์: เหตุใดทรัมป์เลือกรอง ปธน.ของมาดูโร รักษาการผู้นำเวเนซุเอลา แต่เมินเจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ ?
- Author, พอล อดัมส์
- Role, ผู้สื่อข่าวการทูต
หลังจากเกิดเหตุวุ่นวายในกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หนึ่งในคำถามมากมายที่ยังคงค้างคาใจผู้สังเกตการณ์ทั่วโลก นั่นคือเหตุใดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้โค่นล้มประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ได้แต่งตั้งให้สตรีผู้หนึ่งที่เป็นรองประธานาธิบดีของเขา ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำ "รัฐบาลรักษาการ" ชั่วคราว ก่อนจะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่
ช่างน่าสงสัยว่า เหตุใดสหรัฐฯ จึงเลือกเดลซี โรดริเกซ ลูกสาวของอดีตหัวหน้ากองโจรมาร์กซิสต์ ? เธอมีอะไรดีจนไปสะดุดตารัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และทำให้พวกเขาตัดสินใจเลือกเธอได้ ?
การแต่งตั้งรักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลาครั้งนี้ไม่ธรรมดา เพราะมันทำให้นักปฏิวัติสาย "ชาวิสตา" (Chavista) ตัวแม่ ที่ชื่นชมบูชาแนวคิดเผด็จการฝ่ายซ้ายผู้นี้ สามารถครองอำนาจอยู่ได้ต่อไป ในขณะที่ตัวเลือกซึ่งน่าจะดูเข้าตาฝ่ายประชาธิปไตยมากกว่า อย่างมาเรีย คอรินา มาคาโด ผู้นำฝ่ายค้านและพรรคการเมืองที่เชื่อกันว่าเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งปี 2024 ตัวจริง กลับถูกมองข้ามไปเสียอย่างนั้น
ชาร์ลส์ ชาปิโร อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเวเนซุเอลา ซึ่งเคยประจำการที่กรุงการากัสระหว่างช่วงปี 2002-2004 ในยุคของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ให้คำอธิบายง่าย ๆ ต่อเรื่องนี้ว่า "พวกเขาเลือกเสถียรภาพเหนือประชาธิปไตย"
"สหรัฐฯ เลือกที่จะรักษาระบอบเผด็จการเอาไว้ โดยไม่ต้องมีตัวผู้นำเผด็จการอยู่ อย่างไรก็ตาม คนสำคัญผู้กุมบังเหียนของระบอบนี้ยังคงอยู่กันพร้อมหน้า...ผมคิดว่าการตัดสินใจแบบนี้มันเสี่ยงอันตรายสุด ๆ เลย" ชาปิโรกล่าว
ทว่าในมุมมองของรัฐบาลสหรัฐฯ แล้ว การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของเวเนซุเอลาทั้งหมด โดยสนับสนุนให้ฝ่ายที่ต่อต้านอดีตประธานาธิบดีมาดูโรขึ้นครองอำนาจ ก็นับว่าเสี่ยงอันตรายยิ่งยวดไม่แพ้กัน เพราะอาจเกิดการต่อสู้แย่งชิงอำนาจภายในกลุ่มฝ่ายค้านด้วยกัน หรือทำให้ชาวเวเนซุเอลาจำนวนมากที่เลือกมาดูโรไม่พอใจได้ โดยคาดว่าคนกลุ่มนี้อาจมีอยู่ถึง 30% ของประชากรทั้งประเทศเลยทีเดียว
ระหว่างการแถลงข่าวในช่วงเช้าของวันเสาร์ที่ 3 ม.ค. ทรัมป์ได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับบรรดาผู้สังเกตการณ์อีกครั้ง โดยประกาศว่ามาคาโดซึ่งเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพนั้น "ไม่เป็นที่นิยมนับถือ" ในหมู่ชาวเวเนซุเอลา ในขณะที่โรดริเกซนั้น "มีสง่าราศีและน่าเคารพนับถือมากกว่า"
เควิน วิเทเกอร์ อดีตอุปทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงการากัสของเวเนซุเอลา แสดงความเห็นต่อเหตุการณ์นี้ว่า "ผมประหลาดใจมากที่ได้ยินทรัมป์บอกว่า มาเรีย คอรินา มาคาโด มีคุณสมบัติไม่เพียงพอที่จะเป็นผู้นำประเทศ ทั้งที่ขบวนการต่อสู้ของเธอได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย การที่กล่าวถึงมาคาโดเช่นนั้น เท่ากับด้อยค่าและไม่ยอมรับขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทั้งหมด"
การที่สหรัฐฯ สามารถแต่งตั้งโรดริเกซให้เป็นรักษาการประธานาธิบดีได้อย่างรวดเร็วและราบรื่น หลังจากขับไล่มาดูโรให้พ้นตำแหน่งไปได้ไม่นานนั้น ส่อแววว่าเธออาจร่วมมือกับสหรัฐฯ ในแผนการนี้มาตั้งแต่ต้น "ผมว่ามันชัดเจนมาก เราขับไล่และจับกุมมาดูโร แต่รองประธานาธิบดีของเขายังคงอยู่รอดสุขสบายดี" ลินด์เซย์ มอแรน อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯหรือซีไอเอ (CIA) กล่าว "แน่นอนว่ามีแหล่งข่าวระดับสูงของเวเนซุเอลา ที่คอยให้ความช่วยเหลือสหรัฐฯ อยู่ ผมว่าหากไม่ใช่ตัวโรดริเกซเอง ก็น่าจะเป็นคนของเธอ"
ฟิล กันสัน นักวิเคราะห์อาวุโสประจำองค์กรวิจัยและให้คำปรึกษาด้านภาวะวิกฤตระหว่างประเทศ (International Crisis Group - ICG) ซึ่งประจำอยู่ที่กรุงการากัส บอกว่าทฤษฎีสมคบคิดข้างต้นนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะอำนาจการปกครองประเทศส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในมือของพลเอกวลาดีมีร์ ปาดรีโน โลเปซ รัฐมนตรีกลาโหม และนายดีออสดาโด กาเบโญ รัฐมนตรีมหาดไทยสายเหยี่ยว ซึ่งทั้งสองคือพันธมิตรผู้จงรักภักดีต่อมาดูโรอย่างยิ่ง
"เธอจะทรยศมาดูโร แล้วปล่อยให้ตัวเองไร้คนคุ้มครองป้องกันไปทำไม เธอทำแบบนั้นเท่ากับตั้งตนเป็นกับศัตรูกับคนถือปืนในประเทศเปล่า ๆ" กันสันกล่าว
อันที่จริงแล้ว การตัดสินใจเลือกโรดริเกซของสหรัฐฯ เกิดขึ้นเพราะเคยมีคำเตือนก่อนหน้านี้ว่า การแต่งตั้งมาคาโดเป็นผู้นำเวเนซุเอลา อาจส่งผลให้เกิดภาวะไร้เสถียรภาพที่อันตรายอย่างยิ่งได้
เมื่อเดือนต.ค. ของปีที่แล้ว รายงานฉบับหนึ่งของ ICG ระบุว่า "สหรัฐฯ พึงระวังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองภายในเวเนซุเอลาให้ดี ไม่ควรประมาทเรื่องความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุรุนแรง หลังระบอบมาดูโรถูกโค่นล้มลง" รายงานดังกล่าวยังเตือนต่อไปว่า กองกำลังบางส่วนภายในกองทัพเวเนซุเอลา อาจเปิดฉากทำสงครามกองโจรเพื่อต่อต้านรัฐบาลชุดใหม่ได้
กันสันซึ่งเป็นนักวิเคราะห์อาวุโสของ ICG บอกว่า "เราได้เตือนคนในรัฐบาลสหรัฐฯ ว่าแผนแต่งตั้งผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยขึ้นมาทันทีนั้นจะไปไม่รอด เนื่องจากจะเกิดความวุ่นวายทางการเมืองและความรุนแรงติดตามมา ซึ่งจะถูกมองว่าเป็นความผิดของสหรัฐฯ โดยตรง และไม่อาจจะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้"
เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์วอลสตรีตเจอร์นัลได้เปิดเผยรายละเอียดในเอกสารลับของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ที่ประเมินสถานการณ์ในเวเนซุเอลา ซึ่งก็ได้ข้อสรุปแบบเดียวกับรายงานของ ICG ทั้งยังฟันธงด้วยว่า บรรดาผู้นำที่เป็นสมาชิกของระบอบมาดูโร มีความเหมาะสมกว่าที่จะนั่งเก้าอี้ผู้บริหารรัฐบาลรักษาการในตอนนี้
ด้านทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือทำเนียบขาว ไม่ได้แสดงความเห็นต่อรายงานข่าวดังกล่าว แต่แถลงอย่างชัดเจนว่า พวกเขามีแผนจะทำงานร่วมกับโรดริเกซในอนาคตอันใกล้นี้
"มันค่อนข้างจะขัดต่อแนวคิดสัจนิยมแบบตายตัวของรัฐบาลทรัมป์" เฮนรี ซีเมอร์ นักวิจัยภูมิภาคอเมริกา ประจำศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศ (CSIS) ที่กรุงวอชิงตันของสหรัฐฯ กล่าว เขาบอกว่าอุปสรรคท้าทายและความยุ่งยากที่สหรัฐฯ ต้องเผชิญ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
"การจับกุมตัวมาดูโรนั่นง่าย แต่การบูรณะฟื้นฟูเวเนซุเอลาในวงกว้าง ทั้งเรื่องอุตสาหกรรมน้ำมัน, ปัญหายาเสพติด, และการพัฒนาไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ทั้งหมดนี้จะต้องใช้เวลาอย่างยาวนานกว่าจะสัมฤทธิ์ผลได้"
ในตอนนี้โรดริเกซเป็นเพียงคนเดียวที่รัฐบาลทรัมป์เชื่อมั่นว่า สามารถจะควบคุมและเจรจาตกลงกันได้ "เธอมีความเป็นนักปฏิรูปในด้านเศรษฐกิจอยู่บ้าง" กันสันกล่าว "เธอตระหนักดีถึงความจำเป็นที่จะต้องเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ และไม่ปฏิเสธแนวคิดที่จะเปิดประตูบ้าน เพื่อให้เงินทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาอีกครั้ง"
ซีเมอร์เห็นพ้องเช่นกันว่า การทำตามความต้องการของสหรัฐฯ เช่นปูพรมแดงต้อนรับบริษัทน้ำมันอเมริกัน, ให้ความร่วมมือในการปราบปรามยาเสพติด, หรือลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตที่มีกับคิวบา จีน และรัสเซียนั้น, สำหรับโรดริเกซแล้วถือเป็นเรื่องไม่ยากเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมันจะนำไปสู่การถอดถอนมาตรการคว่ำบาตรเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ในที่สุด
"ผมว่าเธอทำเรื่องพวกนี้ได้" ซีเมอร์กล่าว "แต่ถ้าสหรัฐฯ ต้องการให้เกิดความก้าวหน้าอย่างแท้จริง ในการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบประชาธิปไตย นั่นจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากกว่ามาก"
อย่างไรก็ตาม ประเด็นข้างต้นไม่ใช่เป้าหมายหลักที่มีความสำคัญมาเป็นอันดับแรกสำหรับสหรัฐฯ ในตอนนี้ ดังจะเห็นได้จากการแถลงข่าวของนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ,ฯ เมื่อวันพุธที่ 7 ม.ค. ซึ่งเอ่ยถึงแผนการสามขั้นตอนเพื่ออนาคตของเวเนซุเอลา โดยเริ่มจากการสร้างเสถียรภาพภายในประเทศ และการจำหน่ายน้ำมัน 30-50 ล้านบาร์เรล ภายใต้การดูแลจัดการของสหรัฐฯ
แผนการนี้จะนำไปสู่สิ่งที่นายรูบิโอเรียกว่า "กระบวนการปรองดองสมานฉันท์" ซึ่งรวมถึงการนิรโทษกรรมขบวนการฝ่ายที่ต่อต้านนายมาดูโร, การปล่อยตัวนักโทษการเมือง, และการฟื้นฟูภาคประชาสังคมของประเทศขึ้นมาใหม่ นายรูบิโอยังกล่าวสรุปห้วน ๆ โดยไม่ได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติมว่า "ความเปลี่ยนแปลงอย่างที่สามนั้น แน่นอนว่าคือการเปลี่ยนผ่าน"
มาตราที่ 233 ของรัฐธรรมนูญเวเนซุเอลา กำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 30 วัน หากประธานาธิบดี "ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถาวร" ซึ่งดูเหมือนจะสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มาดูโรถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำที่นครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ระหว่างรอการไต่สวนพิจารณาคดีในชั้นศาล
แต่ถึงกระนั้น ทรัมป์กลับให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี (NBC) เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ม.ค.ว่า การเลือกตั้งทั่วไปของเวเนซุเอลาจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ "เราจะต้องบูรณะซ่อมแซมประเทศนี้เสียก่อน...ตอนนี้ยังจัดการเลือกตั้งไม่ได้"
กันสันมองว่า แม้การตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เลือกจะไม่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของเวเนซุเอลาในทันที จะสมเหตุสมผลและเข้าใจได้ในระยะสั้น แต่หากปราศจากแผนการระยะกลางหรือระยะยาว ที่จะช่วยปูทางไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ก็นับว่าน่าผิดหวังอย่างยิ่ง "ทรัมป์อาจจะได้ผลประโยชน์บางอย่างจากแผนการนี้ แต่ชาวเวเนซุเอลาไม่ได้อะไรเลย พวกเขาจะยังคงถูกรังแกกดขี่ต่อไปเหมือนเดิม"
ส่วนเรื่องที่รัฐบาลทรัมป์เตรียมจะเปิดทางให้บริษัทน้ำมันจากต่างชาติ เข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมน้ำมันปิโตรเลียมของเวเนซุเอลา ซึ่งปัจจุบันเต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชันจนทั้งระบบร่อแร่ใกล้ตายเต็มทีนั้น กันสันบอกว่าในความจริงเรื่องนี้อาจซับซ้อนกว่าที่คิดมาก "ไม่มีใครจะกล้าหอบเงินหลักแสนล้านดอลลาร์เข้ามาฟื้นฟูบูรณะหรอก หากรัฐบาลของประเทศนั้นปราศจากความชอบธรรม และไม่มีการปกครองด้วยหลักนิติธรรมเลย"
ในตอนที่อดีตประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ผู้นำเผด็จการของเวเนซุเอลา ได้แต่งตั้งให้มาดูโรเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของเขา ก่อนจะถึงแก่อสัญกรรมไปในปี 2013 ไม่นานนัก เหตุการณ์ดังกล่าวถูกเรียกว่าเป็น "เดดาโซ" (Dedazo) ของชาเวซ ซึ่งเป็นศัพท์แสลงภาษาสเปนที่หมายถึง "การชี้นิ้ว" เพื่อแต่งตั้งคนใดคนหนึ่งตามอำเภอใจของตน โดยไม่ผ่านกระบวนการประชาธิปไตยตามปกติ
ชาปิโรบอกว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ต่างจากการก้าวขึ้นสู่อำนาจของเดลซี โรดริเกซ ในตอนนี้ "นี่คือเดดาโซ หรือการชี้นิ้วเอาตามใจชอบของทรัมป์นั่นเอง"














