"เบซอส" ไล่กวด "มัสก์" ในอุตสาหกรรมขนส่งอวกาศได้ทันหรือยัง

บริษัทบลูออริจินของเจฟฟ์ เบซอส (ซ้าย) เริ่มเข้าใกล้ความสำเร็จในระดับที่จะทันกันกับบริษัทสเปซเอ็กซ์ของอีลอน มัสก์ (ขวา) ได้แล้ว

ที่มาของภาพ, Blue Origin via EPA / Getty Images

คำบรรยายภาพ, บริษัทบลูออริจินของเจฟฟ์ เบซอส (ซ้าย) เริ่มเข้าใกล้ความสำเร็จในระดับที่จะทันกันกับบริษัทสเปซเอ็กซ์ของอีลอน มัสก์ (ขวา) ได้แล้ว
    • Author, ซาราห์ อิบราฮิม และ เฮเธอร์ ชาร์ป
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ "บลูออริจิน" (Blue Origin) ของมหาเศรษฐีอันดับต้นของโลก เจฟฟ์ เบซอส กำลังเตรียมจะปล่อยจรวด "นิวเกลนน์" (New Glenn) จากสถานีของกองทัพอวกาศสหรัฐฯ ที่แหลมคานาเวอรัลในรัฐฟลอริดา เพื่อส่งขึ้นสู่วงโคจรรอบโลก แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าการยิงปล่อยตามกำหนดเดิมในวันจันทร์ที่ 13 ม.ค. ต้องถูกเลื่อนออกไปด้วยข้อขัดข้องทางเทคนิค และน่าจะมีความพยายามปล่อยจรวดดังกล่าวอีกครั้งในไม่ช้า

การทดสอบจรวดนิวเกลนน์ของบลูออริจินมีขึ้น หลังจากที่บริษัทสเปซเอ็กซ์ของอีลอน มัสก์ ประสบความสำเร็จติดต่อกันมาแล้วหลายครั้งก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่แล้ว สเปซเอ็กซ์สามารถนำยานอวกาศสตาร์ชิป (Starship) และเครื่องยนต์ขับดันส่วนบน กลับมาลงจอดในแนวตั้งที่ฐานยิงปล่อยได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก

บริษัทขนส่งอวกาศของมหาเศรษฐีทั้งสองคน ถือเป็นคู่แข่งกันมายาวนานนับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าสเปซเอ็กซ์นั้นก้าวล้ำไปไกลเกินหน้าบลูออริจินมาก แต่หากการทดสอบส่งจรวดนิวเกลนน์ขึ้นสู่วงโคจรประสบความสำเร็จ บลูออริจินจะสามารถตีตื้นขึ้นมา และไล่กวดทันความสำเร็จในระดับเดียวกับสเปซเอ็กซ์ได้หรือไม่ ?

เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์แอมะซอน ยังเป็นเจ้าของบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ “บลูออริจิน” อีกด้วย

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์แอมะซอน ยังเป็นเจ้าของบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ "บลูออริจิน" อีกด้วย

เปิดปูมความสำเร็จในอดีตของสองบริษัทคู่แข่ง

สเปซเอ็กซ์ได้ส่งจรวด Falcon 1 ขึ้นสู่วงโคจรในปี 2008 และเริ่มขนส่งเสบียงรวมทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันสเปซเอ็กซ์ใช้จรวด Falcon 9 ส่งดาวเทียมขึ้นสู่ห้วงอวกาศ รวมทั้งขนส่งสิ่งของและผู้คนไปยังสถานีอวกาศนานาชาติแล้วกว่า 400 เที่ยว

ส่วนบลูออริจินนั้นมีผลงานจากการส่งจรวด "นิวเชเพิร์ด" (New Shepard) ขึ้นสู่ห้วงอวกาศแล้ว 28 ครั้ง ในจำนวนนี้ 9 ครั้ง เป็นการนำนักท่องเที่ยวขึ้นไปสัมผัสประสบการณ์ในอวกาศ แต่ยังไปไม่ถึงระดับวงโคจรรอบโลก และจนกระทั่งบัดนี้บลูออริจินก็ยังไม่เคยส่งยานอวกาศของตนเองไปถึงระดับวงโคจรเลย

แม้ทั้งสองบริษัทจะเป็นผู้บุกเบิกนำร่อง ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีควบคุมการลงจอดของจรวด และการนำจรวดขับดันกลับมาใช้งานใหม่ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขนส่งอวกาศลดลงอย่างมาก แต่ปัจจุบันสเปซเอ็กซ์กลับแซงหน้าบลูออริจินไปไกล เพราะได้ประสบความสำเร็จในการสร้างนวัตกรรมสำคัญถึงสองชิ้น ซึ่งก็คือจรวดฟอลคอนเฮฟวี (Falcon Heavy) ที่สเปซเอ็กซ์ใช้งานอยู่เป็นประจำในปัจจุบัน กับยานสตาร์ชิป (Starship) ยานอวกาศที่ทรงพลังที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา โดยยานนี้ผ่านการทดสอบมาแล้ว 6 ครั้ง และตกเป็นข่าวว่าเกิดเหตุระเบิดระหว่างการทดสอบ 2 ครั้ง

เมื่อเดือนต.ค. ปี 2024 สเปซเอ็กซ์ประสบความสำเร็จเป็นรายแรกของโลก ในการนำยานสตาร์ชิปกลับมาลงจอดในแนวตั้งที่ฐานยิงปล่อยบนพื้นโลก โดยใช้แขนกลขนาดใหญ่ทำหน้าที่เหมือนตะเกียบ คีบและจับยึดตัวยานเอาไว้ได้ตั้งแต่ตอนที่ลอยอยู่กลางอากาศ

คำบรรยายวิดีโอ, แขนกลขนาดใหญ่ทำหน้าที่เหมือนตะเกียบ คีบและจับยึดตัวยานสตาร์ชิปเอาไว้ได้ตั้งแต่ตอนที่ลอยอยู่กลางอากาศ

จรวดนิวเกลนน์นั้นแม้จะใหญ่กว่าฟอลคอนเฮฟวี แต่ก็เล็กกว่าสตาร์ชิป โดยส่วนของเครื่องยนต์ขับดันถูกออกแบบมาเพื่อให้นำกลับมาใช้ใหม่ได้เช่นกัน แต่กลไกที่ว่านี้แตกต่างไปจากเทคนิคแขนตะเกียบของสเปซเอ็กซ์ เพราะเครื่องยนต์ขับดันของจรวดนิวเกลนน์ที่แยกตัวออกมาหลังการยิงปล่อย จะกลับไปลงจอดบนเรือที่ลอยลำอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติก โดยเรือลำดังกล่าวถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ ทั้งยังมีชื่อว่า "แจ็กคลิน" (Jacklyn) เหมือนกับมารดาของนายเบซอสด้วย

แผนภาพเปรียบเทียบน้ำหนักบรรทุกสูงสุดของจรวดขนส่งอวกาศรุ่นต่าง ๆ (กก.)

ดร.จิล สจวร์ต ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองและจริยธรรมในการสำรวจอวกาศ จากสำนักวิชาเศรษฐศาสตร์แห่งกรุงลอนดอน (LSE) บอกกับบีบีซีว่า "เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สเปซเอ็กซ์พัฒนาไปเร็วกว่ามาก ทั้งยังประสบความสำเร็จแบบเหนือชั้นกว่าบลูออริจินด้วย แต่ในท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ จะยังคงต้องการให้บรรดาบริษัทเอกชนต่าง ๆ แข่งขันกันต่อไป เพื่อผลักดันให้มีการสร้างนวัตกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาเทคโนโลยี"

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้บลูออริจินได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ได้ตั้งเป้าหมายของตนเอาไว้ในขอบเขตจำกัด โดยถือว่าหากนำจรวดนิวเกลนน์กลับมาลงจอดได้สำเร็จในการเดินทางเที่ยวแรก ก็ยังนับว่าเป็นเพียงความสำเร็จเล็ก ๆ ในระดับผิวเผินเท่านั้น

ที่ผ่านมาโครงการท่องเที่ยวอวกาศของบลูออริจิน ได้นำโอลิเวอร์ ดีเมน มนุษย์อวกาศที่อายุน้อยที่สุดเพียง 18 ปี และเอ็ด ดไวต์ มนุษย์อวกาศที่มีอาวุโสสูงสุดถึง 90 ปี ทะยานขึ้นสู่ขอบอวกาศ ตรงบริเวณรอยต่อที่ติดกับชั้นบรรยากาศโลกมาแล้ว นอกจากนี้ วิลเลียม แชตเนอร์ นักแสดงผู้รับบทกัปตันเคิร์กในภาพยนตร์และละครซีรีส์แนววิทยาศาสตร์ Star Trek รวมทั้งตัวนายเบซอสเอง ก็เคยเป็นหนึ่งในผู้โดยสารที่ไปท่องอวกาศกับบลูออริจินมาแล้ว

วิลเลียม แชตเนอร์ นักแสดงผู้รับบทกัปตันเคิร์กในภาพยนตร์และละครซีรีส์แนววิทยาศาสตร์ Star Trek ระหว่างปี 1966-1994 เคยเป็นหนึ่งในผู้โดยสารที่ไปท่องอวกาศกับบลูออริจิน

ที่มาของภาพ, Anadolu via Getty Images

คำบรรยายภาพ, วิลเลียม แชตเนอร์ นักแสดงผู้รับบทกัปตันเคิร์กในภาพยนตร์และละครซีรีส์แนววิทยาศาสตร์ Star Trek ระหว่างปี 1966-1994 เคยเป็นหนึ่งในผู้โดยสารที่ไปท่องอวกาศกับบลูออริจิน

เหตุใดเหล่ามหาเศรษฐีพากันลงทุนในธุรกิจอวกาศ

อีลอน มัสก์ นั้นเป็นเจ้าของสื่อสังคมออนไลน์ "เอ็กซ์" (X) หรือทวิตเตอร์ในอดีต ทั้งยังเป็นประธานผู้บริหารบริษัทเทสลาและสเปซเอ็กซ์ด้วย ทำให้ปัจจุบันเขาเป็นบุคคลผู้ร่ำรวยที่สุดของโลก

มัสก์เคยกล่าวแสดงวิสัยทัศน์เอาไว้ว่า มนุษยชาติจะต้องพัฒนาตนเองไปสู่การเป็นผู้อยู่อาศัยบนดาวหลายดวง (multi-planetary) เพื่อความอยู่รอด ทั้งยังพูดถึงแผนการสร้างอาณานิคมบนดาวอังคารมานานหลายปีก่อนหน้านี้ โดยเมื่อปี 2016 มัสก์ได้กล่าวไว้ว่า "หากปราศจากผู้ที่อุทิศตนเพื่อพันธกิจเชิงอุดมการณ์อย่างแท้จริง ก็เท่ากับว่าเราไม่ได้อยู่บนเส้นทางที่ยกระดับอารยธรรมมนุษย์ สู่การเป็นอารยธรรมท่องอวกาศ"

บริษัทสเปซเอ็กซ์ของอีลอน มัสก์ ได้รับสัมปทานหลายโครงการจากองค์การนาซา

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บริษัทสเปซเอ็กซ์ของอีลอน มัสก์ ได้รับสัมปทานหลายโครงการจากองค์การนาซา

ข้อมูลล่าสุดของนิตยสารฟอร์บส์เมื่อวันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่าเจฟฟ์ เบซอส คือบุคคลที่มีความมั่งคั่งร่ำรวยเป็นอันดับสองของโลก โดยก่อนหน้านี้ในปี 2021 เขาลาออกจากตำแหน่งประธานผู้บริหารหรือซีอีโอของบริษัทอีคอมเมิร์ซ "แอมะซอน" (Amazon) ที่เขาก่อตั้งขึ้น เพื่อมุ่งให้ความสนใจกับการพัฒนาบริษัทบลูออริจินให้มากกว่าเดิม

เบซอสเคยกล่าวเอาไว้ว่า เขามีความมุ่งหมายที่จะ "ปูทางสู่อวกาศ เพื่อที่ลูกและหลานของเราจะสามารถสร้างอนาคตได้ เราต้องทำเช่นนั้นเพื่อแก้ปัญหาสารพัดบนโลกใบนี้"

ด้านบริษัทบลูออริจินแถลงว่า "เราถูกก่อตั้งขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ที่เล็งเห็นว่า คนนับล้านจะออกไปอาศัยและทำงานในห้วงอวกาศ เพื่ออำนวยประโยชน์ให้กับโลก"

แต่ถึงกระนั้น การแข่งขันในอุตสาหกรรมอวกาศระหว่างมหาเศรษฐีทั้งสอง ก็ยังถูกตำหนิว่าเป็นการใช้จ่ายเงินสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เพราะควรจะนำเงินก้อนโตมหาศาลเหล่านั้นไปแก้ปัญหาภูมิอากาศและสุขอนามัยของชาวโลกจะดีกว่า โดยนายบิล เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ และเจ้าของตำแหน่งบุคคลผู้ร่ำรวยที่สุดในโลกหลายสมัย กล่าวให้สัมภาษณ์กับบีบีซีเมื่อปี 2023 ว่า

"อันที่จริงมันแพงมากหากเราจะไปดาวอังคาร แต่เราสามารถใช้เงินนั้นซื้อวัคซีนโรคหัดเพื่อมาช่วยชีวิตคนได้ เงินเพียง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ก็ช่วยได้หนึ่งชีวิตแล้ว" เกตส์กล่าว "นี่เป็นเรื่องพื้นฐานมาก ไม่จำเป็นต้องไปดาวอังคารเลย"

กำหนดการยิงปล่อยจรวดนิวเกลนน์ในวันจันทร์ที่ 13 ม.ค. ต้องถูกเลื่อนออกไปด้วยข้อขัดข้องทางเทคนิค

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กำหนดการยิงปล่อยจรวดนิวเกลนน์ในวันจันทร์ที่ 13 ม.ค. ต้องถูกเลื่อนออกไปด้วยข้อขัดข้องทางเทคนิค

จะเกิดอะไรขึ้นหากปล่อยจรวดนิวเกลนน์สำเร็จ

ดร.ดิมิทริออส สตรอยคอส หัวหน้าโครงการศึกษานโยบายอวกาศของ IDEAS ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาในสังกัดของ LSE บอกว่า "หากบลูออริจินสามารถส่งจรวดนิวเกลนน์ขึ้นสู่วงโคจรได้สำเร็จ นี่จะนับเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ ที่อาจมีศักยภาพเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การแข่งขันภายในภาคอุตสาหกรรมอวกาศได้"

"ในระยะยาวแล้ว การที่จรวดนิวเกลนน์สามารถบรรทุกสัมภาระได้ราว 2 เท่า ของน้ำหนักบรรทุกที่จรวดฟอลคอน 9 ทำได้ในปัจจุบัน โดยเสียต้นทุนค่าใช้จ่ายเท่ากัน สิ่งนี้สามารถจะท้าทายและสั่นคลอนตำแหน่งเจ้าผู้ครองวงการของสเปซเอ็กซ์ได้เลยทีเดียว" ดร.สตรอยคอสกล่าว

แต่ถึงกระนั้น ผู้เชี่ยวชาญอย่างดร.สตรอยคอส ได้กล่าวเตือนเอาไว้ด้วยว่า ความเป็นเจ้าวงการของมัสก์และสเปซเอ็กซ์นั้น ได้ก้าวไปไกลเกินกว่าการปล่อยจรวดหรือยานอวกาศแล้ว เนื่องจากเครือข่ายของฝูงดาวเทียม "สตาร์ลิงก์" (Starlink) ได้เข้ามาให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแก่ทั่วโลก ทำให้สเปซเอ็กซ์มีข้อได้เปรียบอย่างมหาศาลทางเทคโนโลยีและการเชื่อมต่ออย่างทั่วถึงทุกภูมิภาค

จรวดนิวเกลนน์ใช้เวลาสร้างและพัฒนามานานถึง 10 ปี

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, จรวดนิวเกลนน์ใช้เวลาสร้างและพัฒนามานานถึง 10 ปี

ส่วนการแข่งขันรายการสำคัญที่สุดระหว่างสองบริษัทขนส่งอวกาศ ไม่ใช่การประชันฝีมือว่าใครจะสร้างจรวดให้มีขนาดใหญ่ยักษ์ได้มากที่สุด แต่เป็นการช่วงชิงสัมปทานเพื่อดำเนินโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลต่างหาก "กิจกรรมการเดินทางและการสำรวจอวกาศส่วนใหญ่ ยังคงพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐเป็นหลัก ดังนั้นผลกำไรของบริษัทเอกชนจึงมาจากการแข่งขันเพื่อให้ได้สัมปทานจากภาครัฐเป็นสำคัญ" รศ.ดร.เบลดดีน โบเวน ผู้เชี่ยวชาญการเมืองของกิจการอวกาศ จากมหาวิทยาลัยเดอแรมในสหราชอาณาจักร กล่าวแสดงความคิดเห็น

เจฟฟ์ เบซอส (ขวา) มีเป้าหมายที่จะแข่งขันกับอีลอน มัสก์ (ซ้าย) ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีระดับโลกเหมือนกัน

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เจฟฟ์ เบซอส (ขวา) มีเป้าหมายที่จะแข่งขันกับอีลอน มัสก์ (ซ้าย) ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีระดับโลกเหมือนกัน

คู่กัด "มัสก์-เบซอส" เคยปะทะกันในเรื่องไหนบ้าง

มหาเศรษฐีทั้งสองคนเคยมีความขัดแย้ง รวมทั้งพูดจาท้าทายกันไปมาต่อหน้าสาธารณชนหลายต่อหลายครั้งในอดีต ตัวอย่างเช่นเมื่อปี 2021 บลูออริจินยื่นฟ้องต่อศาลว่ารัฐบาลกลางสหรัฐฯ ได้ทำสัญญาเพื่อสร้างยานลงจอดบนดวงจันทร์ของนาซามูลค่า 2,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมอบสัมปทานดังกล่าวให้แก่สเปซเอ็กซ์โดยไม่เป็นธรรม ซึ่งในท้ายที่สุดบลูออริจินแพ้คดี แต่ก็ได้รับสัมปทานให้สร้างยานลงจอดบนดวงจันทร์อีกลำหนึ่งด้วย

หลังศาลประกาศคำพิพากษา มัสก์ได้ลงข้อความพร้อมทั้งมีมล้อเลียนจากภาพยนตร์ Judge Dredd ในบัญชีของเขาบนสื่อสังคมออนไลน์ "เอ็กซ์" โดยข้อความนั้นระบุว่า "คุณถูกตัดสินแล้ว" ทั้งยังเรียกชื่อบริษัทบลูออริจินเป็น "ซูออริจิน" (Sue Origin) ซึ่งหมายถึง "ต้นกำเนิดของการฟ้องร้อง"

ดร.สจวร์ตมองว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ทั้งสองฝ่ายจะฟ้องร้องหรือดำเนินการทางกฎหมายต่อกันอีกในอนาคต "คนอย่างอีลอน มัสก์ ชอบทำเหมือนกับว่า ห้วงอวกาศนั้นเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนที่ใครอยากจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีประเด็นด้านความปลอดภัยที่น่าห่วงกังวล รวมทั้งขั้นตอนเพื่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่พวกเขาต้องทำ ก่อนจะส่งอะไรก็ตามขึ้นสู่ห้วงอวกาศภายนอก ดังนั้นจึงมีสาเหตุอยู่หลายประการที่จะทำให้เกิดการฟ้องร้องกันขึ้นได้"

ล่าสุดหลายฝ่ายยังคาดการณ์กันว่า ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างมัสก์กับโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ อาจส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของบริษัทเอกชนในโครงการอวกาศของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้

เบซอสเคยกล่าวว่าตนเองไม่มีความกังวลต่อประเด็นนี้ โดยเขาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า "อีลอนแสดงออกอย่างชัดเจนมาโดยตลอดว่า เขาทำสิ่งนี้เพื่อประโยชน์ของสาธารณชนและไม่ได้ทำไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ผมเชื่อว่าเขามีความจริงใจตามที่ได้แสดงออกมา"

แผนผังของยานสตาร์ชิป
คำบรรยายภาพ, แผนผังของยานสตาร์ชิป

ก่อนการยิงปล่อยจรวดนิวเกลนน์เมื่อวันจันทร์ที่ 13 ม.ค. ซึ่งสุดท้ายต้องเลื่อนออกไปด้วยเหตุผลทางเทคนิค มัสก์กล่าวอวยพรสั้น ๆ ให้กับบลูออริจิน ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ "เอ็กซ์" ว่า "โชคดี"

แต่ตราบใดที่ทั้งสองบริษัทยังคงเป็นคู่แข่งกันต่อไป โดยบลูออริจินพยายามจะไล่กวดสเปซเอ็กซ์อย่างไม่ลดละ เชื่อได้ว่าท่าทีแบบประนีประนอมกันฉันมิตรเช่นนี้ คงไม่ได้พบเห็นอีกบ่อยนักในอนาคต

Amazon founder Jeff Bezos, dressed in a black jacket with the Blue Origin logo, stands against the backdrop of Blue Origin's launch pad

ที่มาของภาพ, Blue Origin via EPA