มารู้จักชายผู้ขี่จักรยานเดินทางรอบโลกคนแรกในประวัติศาสตร์

ที่มาของภาพ, Corbis/Getty Images
สิบปีหลังจากที่ จูลส์ เวิร์นส์ ตีพิมพ์นวนิยายชื่อดังเรื่อง Around the World in 80 Days [เดินทางรอบโลกใน 80 วัน] นักเดินทางชาวอังกฤษคนหนึ่งได้ออกเดินทางโดยมีเป้าหมายที่จะเดินทางรอบโลก
ตัวละครในหนังสือของจูลส์ เวิร์นส์ ออกเดินทางด้วยรถไฟและเรือ แต่ชายที่ชื่อว่า โทมัส สตีเวนส์ ตัดสินใจเดินทางรอบโลกด้วยจักรยาน
การเดินทางของเขาเริ่มต้นในปี 1884 และกินเวลานานกว่าสองปี หลังจากกลับถึงบ้านเขาได้เขียนหนังสือชื่อ Around the World on a Bicycle [เดินทางรอบโลกด้วยจักรยาน]
ในหนังสือเล่มนี้ซึ่งได้รับความสนใจอย่างล้นหลามทั่วโลก เขาได้บรรยายรายละเอียดสิ่งที่เขาพบเห็นระหว่างเส้นทางข้ามทวีปอเมริกาเหนือ ผ่านยุโรปและเส้นทางทั่วทั้งเอเชีย
จุดหมายแรกคือทวีปอเมริกาเหนือ
สตีเวนส์เกิดในประเทศอังกฤษ แต่ย้ายไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกาตอนที่เขาอายุ 17 ปีเมื่อปี 1871
เขาไม่ได้เป็นนักกีฬา แต่สนใจในการปั่นจักรยานอย่างมาก ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นงานอดิเรกของชนชั้นสูงมากกว่า
โรเบิร์ต ไอเซนเบิร์ก นักเขียนและผู้ผลิตภาพยนตร์ชาวสหรัฐฯ เคยกล่าวไว้ว่าสิ่งที่ทำให้สตีเวนส์มีชื่อเสียงอย่างมาก เป็นเพราะ "เขาเป็นคนธรรมดาสามัญคนหนึ่งที่เพียงแค่มีความมุ่งมั่นและมีแรงบันดาลใจมากพอที่จะทำให้สำเร็จ"
แรกเริ่มเดิมที เป้าหมายของสตีเวนส์คือการขี่จักรยานข้ามทวีปอเมริกาเหนือ และเขาก็ทำเช่นนั้นได้จากการปั่นจักรยานสองล้อจากนครซานฟรานซิสโกไปยังเมืองบอสตันโดยใช้เวลาห้าเดือน
หลังจากการเดินทางครั้งนั้น นิตยสารจักรยานชื่อดังเล่มหนึ่งได้เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ให้กับสตีเวนส์ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจขยายเส้นทางเป็นการเดินทางรอบโลก
เขาออกเดินทางด้วยการล่องเรือจากนครชิคาโกไปยังอังกฤษในเดือน เม.ย. ปี 1884 ก่อนข้ามทวีปยุโรป เข้าสู่ตุรกี อิหร่าน อินเดีย จีน และญี่ปุ่น
ตัวจักรยานของสตีเวนส์นั้นมีลักษณะแตกต่างอย่างมากกับจักรยานที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน มันเป็นจักรยานรุ่นที่มีน้ำหนักมากที่ชื่อว่า เพนนี ฟาร์ธิง (penny farthing) หรือแปลว่าเศษสตางค์ ซึ่งตัวล้อหน้าจะมีขนาดใหญ่มาก ส่วนล้อหลังจะมีขนาดเล็กกว่า
มีข่าวว่าเขาบรรทุกเสบียงสิ่งของไปไม่มากเท่าใดนัก มีเพียงเสื้อผ้าใส่ชั้นใน ปืนกระบอกหนึ่ง เสื้อคลุมกันฝนตัวหนึ่งที่ใช้เป็นทั้งเต็นท์และยางอะไหล่ได้ในตัว

ที่มาของภาพ, Prisma/UIG/Getty Images
ท่องไปในนครอิสตันบูล
สตีเวนส์เดินทางถึงนครอิสตันบูลของตุรกีในช่วงฤดูร้อนของปี 1885 โดยเขาได้แวะพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในย่านกาลาตาในย่านประวัติศาสตร์ของเมือง ตลอดช่วงเดือนรอมฎอน
เขาบรรยายถึงนครอิสตันบูลว่าเป็น "หนึ่งในเมืองที่มีความหลากหลายมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก" ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายของผู้คนหลากวัฒนธรรมเชื้อชาติ ถนนหนทาง และแฟชั่น เขาบรรยายถึงชีวิตในยามค่ำคืนอันสว่างไสว ซึ่งตามข้างทางของถนนมีเพียงแสงไฟจากร้านกาแฟส่องสว่าง และมีผู้คนสัญจรไปมาพร้อมกับถือตะเกียงส่องทางในมือ
สตีเวนส์ยังเขียนถึงเรื่องที่ผู้หญิงถอดผ้าคลุมหน้าและสูบบุหรี่ในห้องโดยสารที่จัดไว้ให้บนรถรางและเรือข้ามฟากด้วย
สตีเวนส์ยังได้จัดทำคู่มือการเที่ยวชมเมือง ตามแผนการเดินทางของเขาเองด้วย อย่างเช่น
"การเดินเล่นยามบ่ายในนครอิสตันบูล เริ่มจากการไปเยือนพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงโบราณวัตถุ, มัสยิดฮาเกียโซเฟีย, พิพิธภัณฑ์เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย, เสา 1,001 ต้น, สุสานสุลต่านมาห์มุต, ตลาดแกรนด์บาซาร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก, มัสยิดนกพิราบ, หอคอยกาลาตา และสุสานสุลต่านสุไลมานที่ 1"
บันทึกในหนังสือของเขายังกล่าวถึงพิธีกรรมการรำบวงสรวงแบบซูฟีและที่อยู่อาศัยของครอบครัวผู้มั่งคั่งในเมือง การเดินทางในช่วงเดือนรอมฎอนของสตีเวนส์เปิดเผยให้เห็นถึงความชื่นชมในสถาปัตยกรรมของจักรวรรดิออตโตมัน และแสงไฟประดับที่แขวนอยู่ระหว่างหอคอยมัสยิด

ที่มาของภาพ, Abdullah Freres/Buyenlarge/Getty Images
ระหว่างการเดินทางบนท้องถนน สตีเวนส์ได้พบกับกองพันทหารของสุลต่านอับดุล ฮามิดที่ 2 ซึ่งปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในบุคคลที่สร้างความแตกแยกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ตุรกี
"เป้าหมายของผมคือ การได้เห็นพระพักต์ขององค์สุลต่าน แต่เป็นเพียงการเห็นชั่วครู่เดียวเท่านั้น"
ส่วนที่อ่าวอิซมิต หนึ่งในภูมิภาคอุตสาหกรรมชั้นนำของตุรกี สตีเวนส์เขียนว่าที่นั่นเป็น "หมู่บ้านที่ทาด้วยสีขาว เป็นภาพที่งดงามมากในยามใกล้ค่ำ"
บนถนนในภูมิภาคอนาโตเลียตอนกลาง เขาได้พบกับค่ายพักแรมของชาวเคิร์ดเร่ร่อน ชุมชนแห่งนั้นทำให้เขาประทับใจในความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่ชาวชุมชนมอบให้
เขาบรรยายถึงหัวหน้าชุมชนชาวเคิร์ดที่ต้อนรับเขาว่าเป็น "ชีคห์ผู้มีทางภูมิฐานที่สูบฮูกาห์" เขายังเขียนถึงอาหารที่จัดเตรียมไว้ให้เขา และเตียงที่จัดเตรียมไว้ให้โดยที่เขาไม่ได้ร้องขอ
และยังมีเหตุการณ์ที่สอดคล้องกับความคิดของสตีเวนส์เกี่ยวกับความหลากหลายของตุรกี บันทึกของเขายังกล่าวถึงเรื่องที่บาทหลวงชาวอาร์เมเนียคนหนึ่งมอบพระคัมภีร์ให้เขาเพื่อใช้ในการเดินทางด้วย

ที่มาของภาพ, ullstein bild via Getty Images
เดินทางไกลออกไปทางตะวันออก
ในอิหร่าน สตีเวนส์ได้ใช้เวลาช่วงหนึ่งในกรุงเตะหรานในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระเจ้าชาห์ นาเซอร์ อัล-ดิน
ในย่านชานกรุงเตหะราน เขาหยุดพักเพื่อชื่นชมความงดงามของหอคอยแห่งความเงียบ (Towers of Silence) ในศาสนาโซโรอัสเตอร์ โบราณสถานแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่ที่ทิ้งศพไว้ให้แร้งกิน เพราะเชื่อกันว่าการฝังศพจะทำให้ดินเสื่อมโทรม
เขาตั้งข้อสังเกตว่าเปลวไฟของโซโรอัสเตอร์ได้ดับลงไปนานแล้ว และหอคอยเหล่านั้นก็เป็นเพียงซากปรักหักพังของศาสนายุคโบราณ ซึ่งดูเหมือนว่าเปลวไฟที่เคยลุกโชนอยู่อย่างนิรันดร์นั้นครั้งหนึ่งเคย "ถูกเติมเชื้อเพลิงทั้งกลางวันและกลางคืน"

ที่มาของภาพ, EDUCATION IMAGES/ GETTY IMAGES
หลังจากเยือนอิหร่าน สตีเวนส์เดินทางต่อไปยังอัฟกานิสถาน อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถเข้าประเทศได้จึงได้ข้ามทะเลแคสเปียนไปยังเมืองบากู ซึ่งปัจจุบันคือเมืองหลวงของอาเซอร์ไบจาน และจากที่นั่นเขาได้ขึ้นรถไฟไปยังเมืองบาตูมิ ซึ่งปัจจุบันคือประเทศจอร์เจีย
หลังจากนั้นเขาได้เดินทางไปยังเมืองกัลกาตาของอินเดียด้วยการเดินทางทางเรือ
ในอินเดีย งานเขียนของเขาได้ชื่นชมทัชมาฮาลอย่างมาก และแม้ว่าเขาจะบ่นเกี่ยวกับความร้อนของอากาศ เขาบอกว่าวิวทิวทัศน์และสีสันเป็นสิ่งที่เขาชื่นชอบมากที่สุดของอินเดียในตอนนั้น หลังจากนั้นเขาได้ออกเดินทางไปยังฮ่องกงและจีน ขณะที่จุดหมายปลายทางสุดทายของการเดินทางของเขาคือเมืองโยโกฮามาของญี่ปุ่น
ที่ญี่ปุ่นสตีเวนส์ได้พบกับชาวบ้านที่เขาบรรยายว่า "มีกิริยามารยาทสุภาพ" และ "ร่าเริง" เขาเขียนบันทึกไว้ด้วยว่า "พวกเขาเข้าใกล้การแก้ปัญหาการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากกว่าชาติใด ๆ " และยังแสดงความประหลาดใจกับความรักในการเรียนรู้ของเด็ก ๆ อีกด้วย
ณ ที่แห่งนั้นคือปลายทางสุดท้ายของการเดินทางท่องเที่ยวของเขาในปี 1886 ซึ่งกินระยะเวลาการเดินทางทั้งสิ้น 2 ปี 8 เดือน
สตีเวนส์ยังได้นับระยะทางที่เขาปั่นจักรยานว่าเขาปั่นไปทั้งสิ้น 22,000 กิโลเมตร ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่เดินทางรอบโลกด้วยจักรยานได้สำเร็จเป็นคนแรกของโลก หลังจากนั้นเขาได้ตีพิมพ์บันทึกการเดินทางเป็นตอน ๆ ในนิตยสาร ก่อนตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่มในปี 1887
'ปรากฏการณ์ตื่นดินแดนทางตะวันออก' และคำวิจารณ์
ในขณะที่สตีเวนส์บรรยายถึงชุมชนที่เขาพบเจอด้วยความชื่นชม แต่เขาก็ใช้วลีที่ซ้ำจากยุคนั้นอยู่มากเช่นกัน โดยสตีเวนส์มักจะเขียนบรรยายถึงผู้คนต่าง ๆ ที่เขาพบเจอว่าเป็นคน "กึ่งอารยะ" "สกปรก" และ "โง่เขลา"
ในความเป็นจริงแล้วตอนที่เขาอยู่ในเมืองซีวาสในประเทศตุรกี เขาเขียนบันทึกไว้ว่า "ลักษณะโดยเฉลี่ยทางความคิดของชาวบ้านอาร์เมเนีย มีทั้งความลึกซึ้ง โง่เขลา และมีความสิ้นหวังในทางศีลธรรม"
อายดัน เชลิก นักเขียนชาวตุรกีซึ่งศึกษาการเดินทางของสตีเวนส์ในตุรกี กล่าวว่า สตีเวนส์ก็เหมือนกับนักเดินทางท่องเที่ยวหลาย ๆ คนในเวลานั้นที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออก ซึ่งมักจะมองวัฒนธรรมและผู้คนในดินแดนตะวันออกผ่านมุมมองแบบเหมารวมเหมือน ๆ กันไปหมด
อย่างไรก็ตาม นักเขียนอีกคนอย่าง โรเบิร์ต ไอเซนเบิร์ก เชื่อว่ามุมมองของสตีเวนส์เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อเขาออกเดินทางมากขึ้น "แน่นอนว่าเขาพูดจากมุมมองทางวัฒนธรรมที่เคร่งครัด เขาเป็นคนที่มีมาตรวัดแบบยุควิกตอเรียน" ไอเซนเบิร์กกล่าว
"แต่เมื่อเขาเดินทางไปถึงทัชมาฮาล เขารู้สึกชื่นชมกับสถานที่แห่งนั้นจริง ๆ เขาประทับใจกับสถาปัตยกรรมและศิลปะ และเมื่อเขาไม่ได้เปรียบเทียบกับสิ่งใด เขาก็ถูกดึงดูดให้หลงใหลจากภาพที่อยู่ตรงนั้น"

ที่มาของภาพ, Around the World on a Bicycle
ในฐานะที่สตีเวนส์เป็นบุคคลแรกที่เดินทางรอบโลกด้วยจักรยาน เรื่องราวของเขาเป็นที่สนใจในการค้นหาอย่างมากทั้งในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา นักวิชาการหลายคนกล่าวว่า บันทึกการเดินทางรอบโลกของเขาได้กำหนดมุมมองของชาวอเมริกันจำนวนมากที่มีต่อโลกภายนอกในเวลานั้น
ชีวิตของสตีเวนส์ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักผจญภัยหนุ่มชาวอเมริกัน วิลเลียม แซคท์เลเบน และโทมัส อัลเลน ที่ออกปั่นจักรยานไปตุรกีตามรอยเขา
นอกเหนือจากทั้งหมดนี้ เชลิก นักเขียนชาวตุรกี เชื่อว่ามรดกที่สำคัญที่สุดของสตีเวนส์คือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความนิยมในการเดินทางด้วยจักรยาน ซึ่งสตีเวนส์อธิบายว่าเป็น "การปฏิวัติจักรยาน" อย่างหนึ่ง











