วรรคทองของนายกฯ จาก ทรานซิสเตอร์ ถึง “ผมไม่ใช่คนดีที่สุดในโลก”

ที่มาของภาพ, สำนักนายกรัฐมนตรี
กว่า 8 ปีของการอยู่ในอำนาจบริหารประเทศของ พล.อ. ประยุทธฺ จันทร์โอชา ถ้อยคำจากอดีตผู้บัญชาการทหารบกที่เข้าสู่ตำแหน่งผู้นำรัฐบาลด้วยการทำรัฐประหารต่อรัฐบาลพลเรือน ได้สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมบ่อยครั้ง ทั้งฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม และฝ่ายสนับสนุน
ตั้งแต่การโยนกล้วย "หยอกนักข่าว” สู่ ขายยาง “บนดาวอังคาร” ไปถึง “เก่งนักหนา *** มาบริหารงานมา” หรือ “สวดมนต์ทุกวัน” ให้ลดความรุนแรงของพายุที่สร้างความเสียหายให้ประชาชน
เขาย้ำบ่อยครั้งว่า "ผมเป็นทหารไม่ใช่นักการเมือง” แต่คำกล่าวของเขา มักกลายเป็นวาทกรรมที่ฝ่ายค้านและฝ่ายตรงข้ามนำกลับมาใช้วิพากษ์วิจารณ์ และเสียดสี ถึงการขาดภาวะผู้นำประเทศ แม้จะดำรงตำแหน่งมานานหลายปี
ทว่า ผลงานของเขาในเรื่องการนำ "ความสงบ" กลับสู่ประเทศ การผ่านแผนปฏิรูประเทศระยะยาว รวมทั้งการจัดการกับปัญหา "ทุจริต" ในรัฐบาลของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ทำให้คะแนนนิยมในตัว พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในระดับไม่น้อยหน้ากว่าคู่แข่งคนอื่น และสูงสุดในภาคใต้
ล่าสุด เมื่อ 9 พ.ย. พล.อ. ประยุทธ์ ใช้โอกาสการปาฐกถาในพิธีเปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 65 ในหัวข้อ บทบาทของภาครัฐ เอกชน และการเมือง ในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ โยงเรื่องที่ดินของประเทศเข้ากับจำนวนคนไทยที่อยากย้ายประเทศ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารสาธารณะมองว่าเป็นการใช้อารมณ์ประชดประชันมากกว่าการปราศรัยเพื่อเรียกความสามัคคีของคนในชาติ
บีบีซีไทยขอย้อนเหตุการณ์ ยกวาทะสำคัญของนายกฯ ในรอบ 8 ปี และมุมมองของนักสื่อสารสาธารณะต่อเรื่องนี้ เราเลือกใช้สัญลักษณ์ * แทนคำหยาบคายที่ พล.อ.ประยุทธ์พูด

ที่มาของภาพ, handout
"ให้ของขวัญตัวเอง"
นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ผู้มีประวัติตีพิมพ์ในคอลัมน์ "เรียนดี" ของ นิตยสารเยาวชน "ชัยพฤกษ์" เมื่อปี 2512 สมัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก. ของโรงเรียนวัดนวลนรดิศ รู้ตัวดีว่า การควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ในที่สาธารณะ หรืออาการที่หลายคนเรียกว่า "ปากไว" ของเขา ล้วนส่งผลที่ไม่ดีต่อภาพลักษณ์ทางการเมือง และบ่อยครั้ง เขาก็สัญญาว่าจะปรับตัวและพูดให้น้อยลง
“ปีหน้าผมก็จะให้ของขวัญตัวเองเหมือนกัน ปีหน้าผมจะพูดให้น้อยลง หงุดหงิดน้อยลง ทะเลาะกับนักข่าวน้อยลง ต้องทำตัวเป็น good guy แล้ว ไม่ได้แล้ว 2 ปีแล้วที่ผมดุเดือดหน่อย 2 ปีเพราะว่าเป็นช่วงเริ่มต้น เฉพาะฉะนั้นช่วงปีต่อไปเป็นเรื่องการปฏิรูป ผมบอกแล้วทุกอย่างต้องเริ่มจากตัวเองก่อน ผมปฏิรูปตัวผมเองด้วย” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวในรายการ คืนความสุขให้กับคนในชาติ ที่ออกอากาศเมื่อ 1 ม.ค. 2559
ผ่านไปไม่ถึง 2 สัปดาห์ นายกฯ ที่ย้ำว่าตัวเอง “ไม่ใช่นักการเมือง” ได้แสดงท่าทีอารมณ์เสียต่อคำถามของผู้สื่อข่าวเรื่องการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำของรัฐบาล
“ท่านบอกให้ผมไปทำถนน ท่านบอกประโยชน์น้อย ใช้งบประมาณเปลือง แล้วจะให้ ***ทำยังไงวะ”

ที่มาของภาพ, handout
“นายกรัฐมนตรีไม่ใช่เทพเทวดา”
ในช่วง 4 ปี แรกของการดำรงตำแหน่งนายกฯ พล.อ. ประยุทธ์ รับรู้มาตลอดถึงเสียงวิจารณ์ที่มีต่อคำพูดของเขาในที่สาธารณะ โดยเฉพาะในการตอบคำถามผู้สื่อข่าวในโอกาสต่าง ๆ
6 มิ.ย. 2561 เขาใช้โอกาสอยู่ในอำนาจมา 4 ปี แถลงยอมรับความผิดพลาดในสิ่งที่ทำไปในฐานะ “มนุษย์”
“นายกรัฐมนตรีไม่ใช่เทพเทวดา มนุษย์จะเข้าใจความรู้สึกของมนุษย์ ถ้าเป็นเทวดามันไม่รู้หรอก”
เขาบอกด้วยว่า “การเป็นนายกรัฐมนตรีก็จะต้องมีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เป็นเรื่องสมมติออกมา ผมเป็นมนุษย์ ผมเป็นคน และผมทำงานพื่อประเทศไทย เพื่อคนไทย ผมก็ต้องเป็นของผมแบบนี้ แต่ผมทำหน้าที่ตรงนี้ มีเกียรติมีศักดิ์ศรีสำหรับประเทศและต่างประเทศ"
"แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่าหลายคนพยายามที่จะทำลายเกียรติยศของนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ใช่ผม เพราะนี่คือนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เทียบง่าย ๆ นี่คือผู้นำในการบริหารประเทศ แล้วพวกสื่อก็เขียนกันไปกันมาจนตำแหน่งนี้เฟล (ล้มเหลว) ไปทั้งหมด"
"พวกคุณทำกันไปเพื่ออะไร แล้ววันข้างหน้าคุณคิดกันว่า นายกรัฐมนตรีประเทศไทยต้องเป็นอย่างนี้หรือ ต้องถูกด่าถูกว่า ให้ร้าย ใช้คำผรุสวาทตามโซเชียลมีเดียอย่างนี้หรือ สื่อต้องแก้ไข ไม่เช่นนั้นพอคนเข้ามาก็เป็นแบบเดิม ก็ไม่รู้จะทำกันไปทำไม แล้วถ้ามันดี แต่ดีไม่ได้ดี พอทำไม่ดีก็ไม่ดี แล้วแต่พวกแล้วแต่ชอบ ผมคิดว่าเป็นแบบนี้ประเทศไทยไปไม่ได้”
“ แ*ง จะตาย *า กันให้หมดหรืออย่างไร”
ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลที่มีอำนาจเด็ดขาด พล.อ. ประยุทธ์ ถูกสื่อมวลชนถามอยู่บ่อยครั้ง เพื่อสอบถามในประเด็นที่ประชาชนต้องการคำตอบ แต่หลายครั้ง นายกฯ “ที่เป็นทหาร” ก็แสดงท่าทีโมโหออกมาหลายครั้ง
“สื่อข้างนอกก็ถามกันอย่างเดียว เรื่องการแบ่งเขต แ*ง จะตาย *า กันให้หมดหรืออย่างไรก็ไม่รู้กับไอ้เรื่องซังกะบ๊วยพวกนี้ ก็ว่ากันไปตามกติกา จะผิดหรือถูกผมไม่รู้ กติกาว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น ผมจะไปรู้อะไร นายกฯ จะรู้เรื่องการแบ่งเขตหรือ ไม่เกี่ยวหรอก ใครได้ใครเสียก็ว่าไป" ไทยโพสต์ รายงานคำพูดของเขาขณะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งที่ 5/2561 โดยมีการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ชื่อ "สภาพัฒน์" เมื่อ 30 พ.ย. 2561 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
นี่เป็นการเอ่อยคำผรุสวาทของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หลังถูกผู้สื่อข่าวรุมถามว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งของคณะกรรมการจัดการเลือกตั้งเป็นไปเพื่อประโยชน์ของพรรครัฐบาลในการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมีขึ้นหรือไม่

ที่มาของภาพ, BBC Thai
วิทยุทรานซิสเตอร์
ต้น ต.ค. ปีนี้ พล.อ. ประยุทธ์ กลับเข้าทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยเสียงข้างมากว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังดำรงตำแหน่งนายกฯ ไม่ถึง 8 ปี ตามบทบัญัติของรัฐธรรมนูญปี 2560
วิทยุทรานซิสเตอร์ตกเป็นประเด็นให้สังคมออนไลน์ นำไปเปรียบเทียบกับภาพของการสื่อสารที่ดูย้อนยุค ล้าสมัย ทันทีที่นายกรัฐมนตรีเสนอความเห็นเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับแจ้งเตือนข่าวสารสถานการณ์น้ำท่วมแก่ประชาชน ในกรณีที่ระบบไฟฟ้าหรือระบบการสื่อสารไม่ทำงาน เช่นเดียวกับผู้ที่สนับสนุนเห็นว่า มีเหตุผล เพราะในประเทศที่ประสบกับภัยพิบัติ วิทยุทรานซิสเตอร์เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ใช้สื่อสารกับประชาชนได้มากที่สุด
อย่างไรก็ดี ความคิดเห็นดังกล่าวของ พล.อ. ประยุทธ์ กลับถูกผู้ไม่ชอบเขานำไปล้อเลียนอย่างกว้างขวาง
อภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์ ผู้ดำเนินรายการวิทยุ-โทรทัศน์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารสาธารณะ กล่าวกับบีบีซีไทยในเรื่องนี้ว่า ในต่างประเทศเมื่อระบบการสื่อสารทุกอย่างล่ม การใช้คลื่นความถี่วิทยุทั้งระบบเอเอ็มหรือเอฟเอ็มจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด และยังช่วยการสื่อสารตามหัวไร่ปลายนา
พล.อ. ประยุทธ์มีมุมมองว่า เหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 การใช้วิทยุทรานซิสเตอร์ประสบความสำเร็จทำให้ประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงได้ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับความเป็นคนเมือง หลายคนที่มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศช่วงที่เกิดแผ่นดินไหว หรือมีพายุเข้า ทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติที่อยู่ในพื้นที่ที่กำหนด จะได้รับข้อความแจ้งเตือนผ่านทางโทรศัพท์มือถือ
แต่เมื่อ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวข้อเสนอนี้ออกไป กลับถูกกระแสนตีกลับ โดย อภิรักษ์ เห็นว่า นั่นเป็นเพราะว่า 1) พล.อ. ประยุทธ์ ไม่เข้าใจต้นทุนของตัวเอง 2) ไม่เข้าใจว่าจะสื่อสารอย่างไร ระหว่างความถูกต้องกับความถูกใจ และ 3) ไม่เข้าใจกลุ่มเป้าหมาย
อภิรักษ์ อธิบายว่า ต้นทุนของพล.อ. ประยุทธ์ เวลาที่พูดจะมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ คนชอบก็จะขยายนำสิ่งที่ชอบเข้าไปในกลุ่มสื่อของตัวเอง ซึ่งอาจมีทั้งคนสนับสนุนหรือชื่นชอบอยู่ในกลุ่มเดียวกัน
ส่วนคนไม่ชอบจะมีความรู้สึกว่าได้เจอกับประเด็นที่โดน อย่างที่หลายคนบอกว่า คนไม่ใช่ทำอย่างไรก็ไม่ชอบ พล.อ. ประยุทธ์จึงกลายเป็นคนไม่ใช่ของคนบางกลุ่มไปแล้ว ทำอะไรก็คือผิด
ขณะที่กลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ฟังอาจจะมีประสบการณ์ มีเรื่องของความทันสมัย หรือบริบทของการแก้ไขปัญหาที่เปลี่ยนไปแล้ว ถ้านายกฯ ยัง "ล้าสมัย" อยู่เหมือนเดิม ก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้
“ถามว่าถูกต้องไหม คือถูกต้อง แต่ถามว่าถูกใจไหมมันไม่ถูกใจ แล้วก็ใช้คำว่าทรานซิสเตอร์ด้วยซึ่งคำว่าวิทยุกระจายเสียง คลื่นรับฟังวิทยุ มันก็คือคำหนึ่ง แต่พอแกไปใช้ทรานซิสเตอร์ มันคือภาพคนต่างจังหวัดที่เอาวิทยุที่มีลำโพงใหญ่ ๆ แบกอยู่บนหัวไหล่แล้วไปวางอยู่ตามโคนต้นไม้ แล้วใช้ช่วงเวลาที่ทำไร่ไถนา มันเป็นการไปทำลายว่านี่คือล้าหลังหรือเป็นของไม่ทันสมัย ไม่น่าจะโอเค”

ที่มาของภาพ, BBC Thai
“มีเหตุผล แต่ถูกถากถาง”
รศ.ประไพพิศ มุทิตาเจริญ อาจารย์สาขาสื่อสารองค์กร คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่า ประเด็นการสื่อสารของนายกฯ เรื่องวิทยุทรานซิสเตอร์ แม้มีเหตุผล แต่ที่ถูกตั้งคำถามและกลายเป็นเรื่องล้อเลียนตลอดเวลา ต้องมองเหมือนกันว่า เกิดจากความสัมพันธ์ที่ผ่านการสื่อสารและกระทำก่อนหน้า ที่เราจำกันมาก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่ได้สร้างต้นทุนที่จะทำให้ประชาชนเปิดพื้นที่รับฟัง
“นายกฯ ท่านสร้างเรื่องราวอะไรในใจคนไว้เยอะ ถ้ามองในเชิงการสื่อสาร มองว่า ผู้นำมีเฟซบุ๊ก คือการสร้างบทสนทนา ไม่ใช่การสื่อสารทางเดียวเหมือนสมัยก่อนคือ (ช่อง) 3, 5, 7, 9, 11 เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะเลือกใช้ช่องทางนี้ คุณจะต้องไม่ปิดคอมเมนต์"
ด้าน รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในกรณีที่ พล.อ. ประยุทธ์ ถูกวิจารณ์เรื่องวิทยุทรานซิสเตอร์ว่า “เป็นเพราะความแตกแยกของสังคมไทยชนิดที่ไม่มีวันจะกลับมาปรองดองเป็นพวกเดียวกันได้อีก เมื่อฝ่ายหนึ่งคอยจับผิด คอยโจมตีคนของอีกฝ่าย ก็จะมีคนที่สนับสนุนฝ่ายที่ถูกโจมตีออกมาปกป้อง ตอบโต้ แก้แทนอยู่เสมอ หากเป็นฝ่ายเดียวกัน จะพูดอะไร อย่างไร ก็ไม่ผิด เป็นดีไปหมด แต่ถ้าเป็นฝ่ายตรงขัาม พูดถูกก็เป็นผิด พูดผิดก็ยิ่งผิดมากขึ้น”
รศ.หริรักษ์ เห็นว่า หากคำว่า “วิทยุทรานซิสเตอร์" หากออกจากปากของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ฝ่ายที่ออกมาโจมตี พล.อ. ประยุทธ์ “ก็คงออกมาชมกันเป็นทิวแถวว่า เป็นความคิดที่ดีมาก อะไรทำนองนั้น”
ด้าน รศ.ประไพพิศ เห็นพ้องกับ รศ.หริรักษ์ กรณีเสียงชมต่อ นายชัชชาติ โดยอธิบายว่า นายชัชชาติ มีพื้นหลังต่างจากพล.อ. ประยุทธ์ ที่สร้างต้นทุนความสัมพันธ์กับผู้คนอีกรูปแบบหนึ่ง และผู้คนกำลังมีพื้นที่ให้สื่อสาร เรียกว่า เผื่อพื้นที่ในใจให้อยู่แล้วระดับหนึ่ง
“คุณชัชชาติมาพร้อมวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ในขณะที่คุณประยุทธ์วิสัยทัศน์ไม่ชัด แต่มาพร้อมกับความเชื่อว่าเราต้องไปด้วยกัน เราต้องไม่ยอมแพ้ เราต้องสามัคคี แล้ววิสัยทัศน์สำหรับเรายังไม่เห็นว่าคืออะไร จะมีแต่คำปลุกใจ แต่คุณชัชชาติจะมาพร้อมกับวิสัยทัศน์ที่ว่า กรุงเทพฯ ต้องอยู่ดี ต้องใช้คำว่าดีกับทุก ๆ เรื่องเลย”
รศ.ประไพพิศเสริมว่า นายชัชชาติไม่มีพิธีการอะไรมาก จึงได้พื้นที่ในใจของคนจำนวนมาก ขณะที่ พล.อ. ประยุทธ์ ต้องการเป็นที่ยอมรับ แต่ขาดทักษะ ถ้ามองด้วยความเข้าใจวัฒนธรรมของทหาร พล.อ. ประยุทธ์ได้รับการดูแลมาแบบนี้ ทุกอย่างต้องเจ้านายกับลูกน้องตามลำดับขั้น ซึ่งสังคมไทยเป็นสังคมพิธีกรรม สิ่งเหล่านี้ พล.อ. ประยุทธ์มองว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก

ที่มาของภาพ, Faculty of Journalism, Thammasat University
ความพยายามจาก “ฝ่าย เสธ.”
เสียงวิจารณ์เหล่านี้ ล้วนอยู่ในความสนใจของคณะทำงานของนายกรัฐมนตรี หรือ ที่เรียกว่า “ฝ่าย เสธ.” มาโดยตลอด และความพยายามที่จะแก้ภาพลักษณ์ที่ผ่านมา 8 ปี ยังไม่สัมฤทธิ์ผล ทว่า เมื่ออายุการทำงานของรัฐบาลอยู่อีกราว 6 เดือนเศษ การเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไปกำลังจะมา ความพยายามครั้งใหม่ของฝ่าย เสธ. จึงเกิดขึ้น
“ตอนนี้อยู่ในโหมดเลือกตั้งแล้ว ฝ่าย เสธ. ก็พยายามไม่ให้นายกฯ พูดเรื่องการเมือง ก่อนเปิดโอกาสให้สัมภาษณ์ ก็จะถามผู้สื่อข่าวก่อนว่าจะถาม ส่วนการพูดในเวทีสาธารณะ ให้พูดแต่เฉพาะประเด็นเศรษฐกิจ แต่ก็มีหลุดบ้าง” ผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาลรายหนึ่งกล่าวกับบีบีซีไทย
ล่าสุด เมื่อ 9 พ.ย. พล.อ. ประยุทธ์ เป็นประธานในพิธีเปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 65 และบรรยายหัวข้อวิชา “บทบาทของภาครัฐ เอกชน และการเมืองในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ”
ตอนหนึ่งของการบรรยาย เขากล่าวว่า นายกฯ ไม่ใช่คนที่ดีที่สุดในโลกแต่เป็นคนช่างคิด คิดไปเรื่อย อะไรทำได้ก็ทำ อะไรทำไม่ได้ ก็ไม่ทำ แต่ถ้าหยุดคิดก็ทำอะไรไม่ได้ หรือคิดเฉพาะความขัดแย้ง คิดแต่จะไปสู้เขายังไงมันไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมากับประเทศชาติ
สำหรับประเด็นการจัดสรรที่ดินให้กับประชาชน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เขาและรัฐบาลได้คิดออกมา ให้มีคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติขึ้น ไปดูการเข้าถึงที่ดินและการทับซ้อนของที่ดินของภาครัฐ ที่มีมากพอสมควร
“วันนี้คิดไปคิดมาที่ดินของประเทศไทยอาจจะลดลงก็ได้ เพราะซ้ำซ้อนกัน แต่ก็เพียงพอ เพราะก็มีคนอยากไปอยู่ต่างประเทศเยอะพอสมควร ที่ดินก็น่าจะพอ”
ประโยคนี้ของนายกฯ ก็ทำให้เกิดเรื่องวิจารณ์ตามมาอีก ตัวอย่างเช่น เพียง 5 นาที หลังบีบีซีไทยโพสต์ถ้อยคำของนายกฯมีปฏิกริยาจากผู้อ่านถึง 239 ความเห็น

ที่มาของภาพ, สำนักนายกรัฐมนตรี
“น่าเสียดาย”
รศ.ประไพพิศ กล่าวว่า “น่าเสียดาย” ที่เวทีปาฐกถาของ วปอ. ที่เป็นพื้นที่สำคัญในการสื่อสารวิสัยทัศน์ที่เป็นทางการและมีพลังในการสื่อสารนัยยะทางความคิดของผู้นำ “กลับสะท้อนนัยยะทางความรู้สึกมากกว่าการสื่อสารด้วยตรรกะที่สามารถอธิบายได้ว่าที่ดินเพียงพอนั้นเพียงพอจากข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงและสถิติ”
“การสื่อสารด้วยอารมณ์กึ่งประชดประชันโดยเฉพาะในพื้นที่ทางการเช่นนี้ ส่งผลให้ key message ที่ต้องการขอความร่วมมือของทุกฝ่ายให้ขับเคลื่อนประเทศด้วยกันจึงมีความขัดแย้งในตัวเอง อารมณ์หรือความรู้สึกร่วมจากประชาชนทั่วไปจึงยากเคลื่อนไหวความรู้สึกไปตามความต้องการของนายกฯ ได้”
ด้านอภิรักษ์ อดีตที่ปรึกษาของ พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เห็นว่า การสื่อสารแบบประชดประชันมีทั้งข้อดีและข้อเสียต่อตัว พล.อ. ประยุทธ์
เขาเห็นว่า หากนายกฯ เลือกการสงบปากสงบคำ สื่อสารเท่าที่จำเป็น เพื่อสร้างฐานแฟนเพิ่ม โดยไม่พูดนอกบท ไม่สบถ ไม่เสียดสี ไม่กระแนะกระแหน ดูแล้วนิ่งขึ้น “พลังบวกจากกลุ่มเงียบอาจจะค่อย ๆ เชียร์”
“พวกเขาไม่ได้เชียร์เพราะชอบนะ แต่รู้สึกว่า เราโดนกดทับ เราไม่มีทางเลือก แต่แม้ว่าเลือกไม่ได้ แต่พอจะทนได้มากกว่าเดิม ซึ่งเขาควรเพิ่มกลุ่มคนกลาง ๆ มาเป็นแฟนให้มากขึ้น”
แต่หาก พล.อ. ประยุทธ์ เลือกแนวทาง ประชดประชันต่อไป อภิรักษ์ มองว่า กลุ่มคนไม่เอานายทักษิณ ชินวัตร อาจจะชอบใจ ถูกจริตก็ได้ โดยเฉพาะในช่วงหลังที่ พรรคเพื่อไทยสื่อสารเรื่องการอิงครอบครัวชินวัตรมากกว่าแนวทางพรรค แต่ส่วนตัวเขามองว่า นายกฯ ไม่ควรมาทางนี้ เพราะ “กลุ่มนี้ภักดีพอแล้ว ไม่ต้องไปทำความนิยมแนวลึก เพราะเขากว้างพอแล้ว”

ที่มาของภาพ, https://www.facebook.com/apirakharn
แตกต่าง ไม่แตกแยก กับ ความนิยมในตัวนายกฯ

ที่มาของภาพ, EPA
ท่ามกลางเสียงล้อเลียน ถากถางทางโลกโซเชียลจากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เสียงสนับสนุนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ผ่านทางเพจต่าง ๆ ก็มีไม่น้อย ดูได้จากคะแนนนิยมผ่านการสำรวจความเห็น
ผลการสำรวจความนิยมของ "นิด้าโพล" เรื่อง จะสนับสนุนให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป พล.อ. ประยุทธ์ มีคะแนนนิยมอันดับ 1 ในภาคใต้ (23.94%) อันดับ 2 ใน กทม. (15.2%) อันดับ 3 ในภาคกลาง (16.23%) และอันดับ 4 ในภาคเหนือ (12.5%) ด้วยเหตุผล เป็นคนมีความซื่อสัตย์ มีความเด็ดขาด กล้าตัดสินใจ ชื่นชอบผลงาน มีประสบการณ์ด้านการบริหาร ทำให้บ้านเมืองสงบ และต้องการให้บริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง
ด้านสื่อโซเชียลของรัฐบาลก็ส่งข้อความเชิงบวกในการเดินหน้าพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง
เมื่อ 2 พ.ย. แฟนเพจของศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี เผยแพร่คลิปวิดีโอ พร้อมแฮชแท็ก #เหนือกว่า #แค่ทำงานใหญ่ #ทำให้สำเร็จ #ประเทศไทยที่เปลี่ยนไป #รัฐบาลของคนไทย #แตกต่าง #ไม่แตกแยก บรรยายว่า “เพราะเรื่องใหญ่ที่สำคัญของประเทศกำลังเดินหน้า นำพาประเทศไทยไปสู่ความเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของโลก กลายเป็นประเทศเทคโนโลยีที่สำคัญ"
ข้อความระบุว่า พล.อ. ประยุทธ์ "มุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ และทำให้เสร็จได้ ผ่านการขับเคลื่อน 3 แกนหลักแห่งอนาคต" ที่จะ "ยกระดับความมั่งคั่ง เปลี่ยนแปลงชีวิตของคนหลายล้านคนได้อย่างยั่งยืน" คือ 1) โครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดและบูรณาการมากที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย 2) ภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงต่างๆ 3) ภาคการธนาคาร และวิธีการทำงานของธนาคาร ไทยสามารถกระตุ้นความมั่งคั่งรุ่งเรืองได้
รวมวาทะ จาก 2557-2565
2557
15 ก.ย. - ราคายางตก - “ยางพาราเรามีอยู่เยอะเเยะในประเทศ… แล้วก็ปลูกกันเข้าไปเถอะ แล้ววันหน้าก็ไปขายโน่นไหม....บนดาวอังคารไหม”
17 ก.ย. - เหตุฆาตรกรรมสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี - “ผมถาม แต่งบิกินีประเทศไทยเนี่ยจะรอดไหม เว้นแต่ไม่สวยล่ะนะ"
19 ก.ย. - ขอโทษผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติ - “ผมต้องขอโทษบางครั้งพูดแรงไป ก็มีอารมณ์เหมือนกัน เพราะว่าท่านให้ร้ายกองทัพให้ร้ายอะไรต่าง ๆ มาโดยตลอด โดยที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ต้องขอโทษด้วย ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องสุภาพเรียบร้อย”
28 พ.ย. – สังคมออนไลน์ตั้งเพจ "เปลี่ยนฉากหลังให้ทั่น(ท่าน)ผู้นำ" ล้อเลียน หลังนายกฯ ปรารภต้องการเปลี่ยนรูปแบบรายการคืนความสุข
“เห็นอยู่แล้ว ทุเรศทุกฉาก... ผมไม่ได้ให้ใครมาชอบ ผมเพียงแต่ต้องการให้ได้ฟังว่าสิ่งที่พูดเคยมีใครพูดบ้างหรือไม่ ก็ไม่มี ผมเลยต้องพูดนาน ก็ยังมีคนไม่ฟังอีก จะให้บอกว่าทุกเรื่องทำแล้วเสร็จวันนี้พรุ่งนี้ไม่มีทาง ไว้รอชาติหน้าเถอะ ที่พูดมา ไม่ได้บ่น เหนื่อย โมโห แต่ก็ทำเหมือนเดิมหรือมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะคนคาดหวัง มันก็กดดัน ทั้งตัวเองและคนอื่น ผมไม่ใช่พระอิฐ พระปูน แต่ผมไม่ทำอะไรด้วยความโมโห ทหารเป็นเช่นนี้ แม้โมโหก็จะมีสติมากกว่าเดิม ถ้าไม่โมโห สติจะไม่ค่อยมี”
2 ธ.ค. - ชวนประชาชนทำดีเนื่องในเดือนมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ร. 9 - "ตั้งใจว่าต่อไปนี้จะเลิกเป็นคนขี้โมโห จะเป็นคนพูดจาเพราะ ๆ ไม่พูดจาเสียหาย กำลังคิดกำลังทำอยู่”
25 ธ.ค. - วิจารณ์การทำงานของสื่อมวลชน - “ผมอดทนมานาน เป็นไร บ้าหรือไง ไม่ว่าใครเป็น ด่าทั้งหมด แล้วมันจะดีตรงไหนวะ ผมไม่อยากอ่าน อ่านแล้วมันโมโห ทำให้เสียกริยา เสียมาดผู้นำหมด คราวนี้ผมจะปิดจริง ๆ ไม่งั้นจะมีกฎอัยการศึกไว้ทำไม มาตรา 44 ใช้ในทางสร้างสรรค์ ผมยังไม่เคยเอาใครมาติดคุกสักคน”
2558
29 ม.ค. - คสช. ทยอยเรียกนักการเมืองเข้ารายงานตัว - “ไอ้ *** ถ่ายออกมาดี ๆดันไปถ่ายผมชี้นิ้วอย่างนั้นอย่างนี้ นี่แหละที่เขาบอกว่าจิตใจมันต่ำ ด่าทีไม่กลัวหรอกจะด่าแบบนี้ จะทำไม"
4 ก.พ. - ตอบคำถามเรื่อง แม่น้ำ 5 สายเป็นห่วงอารมณ์นายกฯ - “ผมเป็นคนอารมณ์ดีจะตาย ผมเป็นคนอารมณ์ดีจริง ๆ นะ แล้วผมเป็นคนตลก ก็ไม่เห็นเหรอเวลาผมตลกมา คุณก็ตลกผมอ่ะ เวลาผมเสียงดังผมก็แกล้งก็ได้ ส่วนใหญ่ผมจะแกล้งนะเวลาหงุดหงิด แกล้งหงุดหงิด ไม่ได้หงุดหงิดจริง แต่อย่าทำบ่อยแล้วกัน อย่าแหย่บ่อย”
24 ก.พ. - แถลงหลังการประชุมร่วม ครม.- คสช. - "ผมไม่ได้มาจากการเมือง ไม่ใช่นักการเมือง ผมมาในช่วงวิกฤติด้วยวิธีพิเศษบวกปกติ"
18 มี.ค. - มะนาวแพง - "จะให้ไปควบคุมราคาเขาได้อย่างไร ในเมื่อผู้ปลูกก็ต้องลงทุนหน้าแล้งเขาก็ต้องหาโอกาสที่จะขึ้นราคา เนื่องจากมันปลูกยาก วิธีแก้ปัญหาก็ควรปลูกกินเอง มันก็จบแล้ว”
25 มี.ค. - ไม่พอใจคอลัมนิสต์วิจารณ์ - “เก่งนักหนา *** มาบริหารงานมา มาเป็น ส.ส. เลย...พวกนี้ รัฐบาลนี้พูดจาแบบนี้จะว่าผมก็ว่ามา ยังไงก็รับอยู่แล้ว แต่ผมเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เป็นนายกฯ ที่ไม่ใช่มนุษย์ ก็มีจิตใจ มีชีวิตและจิตใจ”
25 มี.ค. - แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวหารัฐบาลสร้างสถานการณ์ระเบิด - “ก็มันโง่ไงแล้วพวกเธอไปโง่ตามเขาหรือเปล่า รัฐบาลและผมจะทำไปเพื่ออะไร คิดดูสิด้วยความเป็นมนุษย์ ฉันมาฉันไม่ต้องการให้เกิดเรื่องแบบนั้นแล้วฉันจะมาทำเองทำไม”
27 มี.ค. - รายการคืนความสุขให้กับคนในชาติ - “บางสื่อก็คุมไม่ได้ อะไรไม่ได้ เขียนไปเรื่อย แล้วจะไม่ให้ผมโมโหมีอารมณ์รุนแรงได้อย่างไร”
3 ก.ค. - อาหารทะเลแพง - “แพงก็อย่าไปทาน ให้คนรวยมีสตางค์เขาทานไป ไม่ใช่ว่าต้องเท่าเทียม ผมทำให้ไม่ได้ ถ้าอยากจะทานของแพง ท่านก็ต้องทำงานหนัก หาเงินมา”
7 ก.ค. - จัดซื้อเรือดำน้ำ 3 ลำ - “ไม่ได้เอาไว้จะไปรบกับใคร มีไว้ให้เกรงใจ จะรักษาการเดินเรืออย่างไร การประมงอย่างไร ทะเลอื่นเขาก็มีปัญหากันอยู่ วันหน้าเราจะไม่มีปัญหาหรือไง เป็นการแสดงศักยภาพแค่นั้นเอง ถ้ามีก็ใช่ว่าจะใช้วันนี้ ผ่อนกันไม่รู้อีกกี่ปี กว่าจะผ่อนเสร็จ เรือผุไปหมดแล้ว"
8 ก.ค. - แนะปลูกหมามุ่ยแก้แล้ง และราคาข้าวเปลือกตก - “วันนี้เราขายหมามุ่ยได้กิโลกรัมละกว่า 800 บาทและเมื่อส่งไปประเทศอินเดียแล้วมีการแปรรูปกลับมาเป็นยา เป็นอะไรต่างๆ ราคาได้กลายเป็นกิโล ละ 8 หมื่นบาท แล้วเหตุใดเรายังโง่ปลูกอย่างอื่นที่มีกำไรเพียงพันบาทหรือไม่กี่บาท”
3 ก.ย. - ขณะฟังการแถลงยุทธศาสตร์ชาติ- ยุทธศาสตร์ทหาร พ.ศ. 2559-2563 ของ น.ศ. วปอ. รุ่น 57 - "มีคนบอกว่าผมเป็นนักการเมืองแล้ว ยืนยันว่าไม่ใช่ ผมยังเป็นนักการทหาร เพียงแต่เข้ามาทำหน้าที่นักการเมืองบริหารงานของภาครัฐเท่านั้น"
28 ต.ค. - ระหว่างการประชุมแม่น้ำ 5 สาย – “ผมเรียกมาปรับทัศนคติ ก็มีคนบอกว่า ดังนั้นหากพบคนผิด ก็ไม่ต้องเรียกตัวอีก จับติดคุกไปเลยดีหรือไม่ ส่วนที่เรียกมาปรับทัศคติ แล้วบอกว่า ละเมิดสิทธิมนุษยชน แล้วปล่อยให้เป็นพ่อหรือไง แบบนี้บ้านเมืองเสียหายกันหมด พูดเรื่องนี้ไม่ได้ โมโห”

ที่มาของภาพ, Reuters
2559
18 ม.ค. - เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะเปิดบ้านให้อวยพรปีใหม่ไหม - “บ้านใครนะ ผมไม่ใช่นักการเมือง”
22 ส.ค. - ขอความร่วมมือลดการเสนอข่าวที่สร้างความขัดแย้ง - “ผมเป็นผู้ใหญ่และเป็นทหาร เลยขี้โมโหไปหน่อย ผมไม่ใช่นักการเมือง อย่าหวังว่าผมจะพูด เพราะพูดเพราะแล้วโกหก ผมไม่ทำ”
15 พ.ย. - ถูกเปรียบเทียบกับผู้นำสหรัฐฯ - “บางอย่าง ผมไม่ใช่นักการเมือง เวลาพูดอะไรก็จะพูดไปตามความเชื่อในหลักการและข้อเท็จจริงตามกฎหมาย”
2560
28 พ.ย. - หลังปรับคณะรัฐมนตรีประยุทธ์ 5 - “ผมไม่ได้มองหรือดีลการเมืองกับใคร เพราะผมไม่ใช่นักการเมือง ผมไม่ดีลกับใครทั้งสิ้น”
28 พ.ย. - ประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.สงขลา - “ผมเป็นนายกฯ ที่ไม่เอาใจคน ผมไม่ใช่นักการเมือง ผมบริหารงานในแบบของผม ดูแลประชาชนโดยไม่เลือกว่าใครสนับสนุนผม”
2561
21 ก.พ. - ทำกิจกรรมโครงการ "ไทยนิยม ยั่งยืน" จ.นครปฐม - "ผมเป็นทหารไม่ใช่นักการเมือง เป็นทหารที่เข้าใจปัญหาของประชาชน"
6 มิ.ย. - เปิดใจหลังอยู่ในอำนาจ 4 ปี - "ผมยอมรับว่า ผมมีความผิด คือ การมีความเป็นมนุษย์สูงและผมได้นั่งทบทวน 4 ปี ที่ผ่านมา ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ ข้อเท็จจริงคือผมทำหน้าที่ของผม แต่ก็กำลังนึกว่า แล้วผมกำลังต่อสู้กับอะไรอยู่ ต่อสู้เพื่อจะไปสู่ตำแหน่งที่ผมไม่อยากเป็นมาก่อน เพื่อจะรักษาอำนาจ ผลประโยชน์ของผม ยืนยันว่าไม่ใช่ เพราะสิ่งที่ผมทำวันนี้สิ่งที่ตั้งใจคือจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ แล้วทุกอย่างดีขึ้นหรือไม่ ผมไม่ได้มุ่งหวังว่าต้องต่อสู้เพื่อให้ได้อยู่ได้นาน ทั้งหมดก็สุดแล้วแต่ประชาชน จะเห็นว่าวันนี้อะไรดีขึ้น อะไรที่มันแย่ลง"
24 ก.ค. - ถูกวิจารณ์ต่ออำนาจนายกฯ - “4 ปีที่ผ่านมา ที่ทรมานเพราะอ่านหนังสือพิมพ์และดูโทรศัพท์ วันนี้เลิกอ่านแล้ว ใครด่าก็ชกปากแล้ว ผมไม่เคยทำร้ายใคร ก็มีสิทธิ์ไม่ให้ใครมาเหยียบย่ำได้”
2562
22 ก.พ. - ถูกวิจารณ์วุฒิสภามีอำนาจเลือกนายกฯ - “แม้ ส.ว.จะตั้งมาจากผม แต่ถามว่าพวกคุณจะดูถูกทั้ง 250 คนนี้หรือ เขาไม่มีสมองหรือ เขาไม่รักประเทศหรือ ทุกคนต่างก็รักประเทศ อย่าหวงความรักประเทศชาติ รักประชาธิปไตยอยู่แต่เพียงพรรคการเมือง นักการเมือง”
22 เม.ย. - ขอบคุณชาวสระแก้วที่ให้กำลังใจ - “รัชกาลนี้จะต้องเกิดความสงบสุข ใครทำผิดจะต้องถูกลงโทษ ซึ่งผมไม่อยากให้ใครถูกลงโทษ ถ้าทำความดีไม่มีถูกลงโทษ สังคมประเทศไทยต้องอยู่ด้วยคนทุกช่วงวัย เราต้องเลิกในสิ่งที่ไม่ดี สังคมเรามีปัญหาพอสมควรแล้ว"
4 ก.ย. - เยี่ยมผู้ประสบภัยจากน้ำท่วม จ.สุโขทัย - "ฝนตกใต้เขื่อนเกิดการสะสมและมีปัญหาในการระบายน้ำ ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จึงต้องดูว่าพื้นที่ตรงนั้นสามารถใช้เป็นแก้มลิงได้ไหม ถ้าพื้นที่ที่น้ำท่วมอยู่แล้ว ก็สร้างอาชีพใหม่ให้กับประชาชน โดยจะหาปลาเลี้ยงและสัตว์น้ำมาปล่อยให้เพื่อให้เป็นอาชีพและอาหารแก่ประชาชนด้วย และยังสามารถสร้างอาชีพประมงในชุมชน ถ้าปลูกอะไรไม่ได้ก็ให้เก็บน้ำและทำประมงแทน อาจจะดีกว่าการปลูกข้าวในปัญหาที่เป็นอยู่ ถ้าเราทำอย่างเดิมก็ได้อย่างเดิม"

ที่มาของภาพ, BBC Thai
2563
16 ม.ค. - ตัวเลขเซลล์สมองมนุษย์ กล่าวในงานวันครู ที่กระทรวงศึกษาธิการ - "ผมได้จากการอ่านหนังสือ ได้อ่านจากการเปิดเว็บไซต์ต่าง ๆ แล้วผมก็ประมวลของผม เพราะฉะนั้นที่เขียนมานิดหน่อยแล้วผมก็พูดของผมไปเรื่อย เพราะมันอยู่ในหัวของผมเนี่ย สมองมีอยู่ 84,000 เซลล์ มั้ง ซึ่งไม่มีคอมพิวเตอร์ไหนเก่งเท่าสมองเรา"
16 ต.ค. - ชี้แจงความจำเป็นที่ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครควบคุมโควิด 19 - “แล้วผมทำความผิดอะไรหรือ ผมผิดอะไรหรือตอนนี้”
27 ต.ค. - ชี้แจงก่อนปิดประชุมร่วมของรัฐสภาสมัยวิสามัญ - “ผมไม่เคยยึดติดกับตำแหน่ง หลายท่านบอกผมอยากอยู่ยาว อยู่นาน ก็ต้องไปถามคนพูด สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผมจะไม่ตัดช่องน้อยแต่พอตัวเพื่อหนีปัญหา ผมจะไม่ละทิ้งหน้าที่ด้วยการลาออกในยามที่ชาติบ้านเมืองมีปัญหาเหมือนคนที่เพิ่งฟื้นไข้ และจะขับเคลื่อนประเทศให้เดินต่อไปจนกว่าจะไม่มีโอกาสได้ทำ”
2 ธ.ค. - ระหว่างลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ประเด็นศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีบ้านพักหลวง - “หลายคนบอกนายกรัฐมนตรีมีปัญหานั่นนี่ ร่ำรวย ทุจริต เขาวัดกันด้วยการดำเนินคดี การตัดสินของศาล และผมยังไม่เห็นผมทำอะไรผิดสักอย่าง หลายคนบอกผมผิดที่อยู่นานเกินไป เบื่อขี้หน้า ผมก็ไม่รู้นี่อยู่ในกติกาข้อไหนของการเมืองไทย ก็แล้วแต่เขาจะว่า ผมจะฟังเฉพาะศาลเท่านั้น”
24 ธ.ค. - หลังประชุม ศบค.ชุดใหญ่ - “คนไทยทั้งประเทศลุงตู่ห่วงใยนะจ๊ะ ห่วงใยทุกคน รักทุกคน เป็นห่วงทุกคนในทุก ๆ เรื่อง เป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องดำเนินการเพื่อพี่น้องคนไทยทั้ง 70 ล้านคน”
2564
10 ม.ค. - สวดมนต์ไล่พายุช่วงที่มีพายุปาบึก - “ดินแดนนี้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ คิดง่ายๆ ให้รู้สึกดี ภูมิใจในความเป็นชาติ ลองดูสิครับ แม้กระทั่งพายุปาบึก มีความเสียหายน้อยอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะอะไร เพราะเขาค่อยสลายตัว ม้วนหน้า ม้วนหลัง ม้วนลง ม้วนล่าง ผมก็สวดมนต์ทุกวัน ขอพระสยามเทวาธิราชทุกวัน ไม่เช่นนั้นจะทวีความรุนแรงขึ้นทุกที ตามประสบการณ์ ทุกประเทศที่โดนกวาดเกลี้ยงหมด พายุแบบนี้”
16 ก.พ. - ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจประเด็นบ่อนการพนัน - “ใครที่กล่าวหาว่าผมรับประโยชน์ ผมยืนยันว่าบาทเดียวก็ไม่เกี่ยวข้อง เงินชั่ว ๆ ไม่รับ รับแต่สิทธิประโยชน์ของผม ตามกฎหมายเท่านั้น”
26 ก.ย. - ลงพื้นที่ จ.สุโขทัย หลัง พายุเตี้ยนหมู่เข้าไทย ทำน้ำท่วมภาคเหนือ อีสาน กลาง - "ตอนนี้พายุเข้ามาลูกนึง ปีก่อน ปี 64 63 เข้ามา 5 ลูก นี่ลูกเดียวนะ แจ๊บๆ หน่อย นะ สวดมนต์หน่อย อย่ามาอีกเลย มาลูกเดียวก็พอแล้ว"
2565
6 มิ.ย. - พูดถึงซอฟท์เพาเวอร์ระหว่างเยือน จ.ภูเก็ต - "บางครั้งผมถามต่างประเทศ หน้าฝน ฝนตก มา (เมืองไทย) ทำไม เขาบอกมานอนดูฝนในประเทศไทย เขาไม่เคยเห็นฝนบ้านเขา เราต้องขายสิ่งเหล่านี้ออกไปด้วย"
22 ก.ค. - ชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ - "ผมพูดเร็วไปนิดหนึ่งจริง คือ จะพูด 840,000 ล้านเซลล์ ไม่ใช่ 84,000 เซลล์ ผมอาจพูดเร็วไปหน่อย อารมณ์ก็ไม่ดีด้วย"
3 ต.ค. - ใช้วิทยุทรานซิสเตอร์เตือนภัย – “ถ้าระบบมันล่มไปทั้งหมด การสื่อสารแจ้งข้อมูลจะทำได้ลำบาก อาจจะต้องไปใช้วิทยุทรานซิสเตอร์ในการออกอากาศแจ้งเตือนประชาชนได้อีกทาง ซึ่งเคยใช้กันเมื่อปี 2554 เพราะตอนนั้นไฟฟ้าดับหมด ดังนั้นเราต้องเตรียมแผนตรงนี้ไว้ด้วยในกรณีที่อาจจะเกิดปัญหา”












