สรุปความเห็น 3 ตุลาการเสียงข้างน้อย ผู้ชี้ว่า พล.อ. ประยุทธ์เป็น “นายกฯ 8 ปี” แล้ว

ที่มาของภาพ, สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยที่วินิจฉัยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องพ้นจากตำแหน่ง เพราะเป็นนายกฯ มาครบ 8 ปีแล้ว จำนวน 2 จาก 3 คน ยกเหตุผลเรื่องการป้องกันการ “ผูกขาดอำนาจ” ของผู้นำฝ่ายบริหาร ซึ่งถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2550 และ 2560 มาสนับสนุนการตีความ พร้อมระบุว่ารัฐธรรมนูญ 2 ฉบับนี้ผ่านการการออกเสียงประชามติ จึงถือเป็น “มติมหาชน” ที่ไม่ต้องการให้ผู้นำรัฐบาลอยู่ในตำแหน่งเกิน 8 ปี
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่ เนื่องจากดำรงตำแหน่งยังไม่ครบ 8 ปี
ในการออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำวินิจฉัยคดีนี้เมื่อ 30 ก.ย. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า “เรื่องระยะเวลา 8 ปี ต้องเริ่มนับทันทีนับแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลใช้บังคับ” และตีความว่า พล.อ. ประยุทธ์ ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 นับตั้งแต่ 6 เม.ย. 2560-24 ส.ค. 2565
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาแสดงให้เห็นว่า ผู้นำวัย 68 ปี ดำรงตำแหน่งนายกฯ ไปแล้ว 5 ปี 4 เดือน และมีอายุทางการเมืองเหลืออยู่อีก 2 ปี 8 เดือน อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าวาระดำรงตำแหน่งนายกฯ ของเขาจะไปสิ้นสุดลงเมื่อใด
คดีนี้ฝ่ายค้านยื่นคำร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ศาลวินิจฉัยคุณสมบัติของ พล.อ. ประยุทธ์ เพราะมองว่าดำรงตำแหน่งนายกฯ ครบ 8 ปีแล้ว นับจากได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกฯ ครั้งแรกเมื่อ 24 ส.ค. 2557
สำหรับตุลาการเสียงข้างมาก 6 คน ประกอบด้วย นายวรวิทย์ กังศศิเทียม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ, นายปัญญา อุดชาชน, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายจิรนิติ หะวานนท์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และนายวิรุฬห์ แสงเทียน
ส่วนตุลาการเสียงข้างน้อย 3 คน ประกอบด้วย นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์ และนายนภดล เทพพิทักษ์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ต่อมามีการเผยแพร่คำวินิจฉัยส่วนตนของ 3 ตุลาการเสียงข้างน้อย ซึ่งระบุตรงกันว่า พล.อ. ประยุทธ์ ดำรงตำแหน่งนายกฯ ครบ 8 ปี ตั้งแต่ 24 ส.ค. 2565 ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องไว้พิจารณา และมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย
บีบีซีไทยสรุปประเด็นสำคัญจากคำวินิจฉัยส่วนตนของ 3 ตุลาการมาไว้ ณ ที่นี้
ในคำวินิจฉัยส่วนตนของนายนครินทร์, นายทวีเกียรติ และนายนภดล ได้ไล่เรียงข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่งนายกฯ คนที่ 29 เอาไว้ 3 ช่วงเวลา
ข้อเท็จจริง
- ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มาตรา 19 เมื่อ 24 ส.ค. 2557
- ดำรงตำแหน่งเรื่อยมา จนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 เมื่อ 6 เม.ย. 2560
- ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 เมื่อ 9 มิ.ย. 2562 ภายหลังที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติเมื่อ 5 มิ.ย. 2562 เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้ง พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ
ข้อกฎหมาย
- รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 170 กำหนดเหตุที่ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว และเหตุที่ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว
- มาตรา 171 วรรคสอง บัญญัติว่า “นอกจากเหตุที่ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามวรรคหนึ่งแล้ว ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดเวลาตามมาตรา 158 วรรคสี่ ด้วย”
- มาตรา 158 วรรคสี่ บัญญัติว่า “นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง"
ตุลาการแต่ละคนตีความตัวบทเอาไว้ สรุปความได้ ดังนี้
เหตุใดนายกฯ ประยุทธ์ถึงไปต่อไม่ได้
นครินทร์ : “การผูกขาดอำนาจ อาจก่อให้เกิดปัญหาหรือวิกฤตทางการเมือง”
1. มาตรา 158 วรรคสี่ มีเจตนารมณ์ในการมุ่งควบคุมอำนาจของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร อันเป็นคุณค่าของรัฐธรรมนูญซึ่งมีความสำคัญไม่ต่างจากการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย
2. การดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นระยะเวลานาน จนมีลักษณะเป็นการผูกขาดอำนาจ อาจก่อให้เกิดปัญหาหรือวิกฤตทางการเมืองที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประโยชน์ของประชาชน ประโยชน์สาธารณะ ระบอบการปกครอง และการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ เนื่องจากการผูกขาดอำนาจ อาจก่อให้เกิดปัญหาการทุจริต ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการใช้อำนาจโดยไร้ธรรมาภิบาล รวมถึงปัญหาการผูกขาดในทางเศรษฐกิจ
3. การผูกขาดอำนาจ ย่อมก่อให้เกิดการสะสมอำนาจอยู่ที่ตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่งแต่เพียงผู้เดียวหรือแต่เพียงกลุ่มเดียว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของประเทศไทยตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจดังกล่าวโดยไร้ธรรมาภิบาล หรือมีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ในการบั่นทอนและทำลายกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ อันเป็นหลักการพื้นฐานของการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
4. มาตรา 158 วรรคสี่ ได้กำหนดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งนายกฯ “เป็นมาตรการจำกัดการผูกขาดและการใช้อำนาจทางการเมืองของฝ่ายบริหารโดยไม่เป็นไปตามหลักการและเจตนารมณ์ของการตรวจสอบในระบบรัฐสภา” และ “ไม่ได้มีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล”
5. เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในการป้องกันการผูกขาดอำนาจบริหาร มิได้เพิ่งบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2560 หากแต่บัญญัติครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 171 วรรคสี่ ว่า “นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่า 8 ปีมิได้” เพื่อวางเงื่อนไขให้บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ สามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ หรือ 8 ปี สอดคล้องกับหลักการสากลเกี่ยวกับการจำกัดวาระหรือระยะเวลาการดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหารตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม อันเป็นการสร้างหลักประกันว่าการปกครองในระบบรัฐสภา “จะไม่เกิดเหตุการณ์ที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลครอบงำพรรคการเมืองฝ่ายบริหารซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดอำนาจ” ต่อมารัฐธรรมนูญ 2560 ยังคงหลักการดังกล่าวไว้ โดยเพิ่มเติมหลักการนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯ เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
6. เจตนารมณ์ดังกล่าวได้ผ่านการรับรองจากปวงชนชาวไทยผ่านการออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญ 2550 และ 2560 “อันมีลักษณะเป็นการยอมรับหลักการดังกล่าวโดยมติมหาชน”
7. มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็น ครม. ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ จนกว่า ครม. ที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่ จะเห็นได้ว่าบทบัญญัตินี้เป็นบทเฉพาะกาลเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารเป็นไปโดยไม่สะดุดหยุดลง มีผลให้สถานะความเป็นรัฐมนตรีของบุคคลผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งภายใต้หลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มีความสมบูรณ์โดยต่อเนื่อง
8. เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของการกำหนดระยะเวลาดำรงตำแหน่ง, เจตนารมณ์ที่ผ่านการออกเสียงประชามติ และบทบัญญัติมาตรา 264 ประกอบกัน ย่อมต้องถือเป็นหลักปฏิบัติทั่วไปว่า แม้บุคคลใดจะเป็นนายกฯ ที่มิได้มีที่มาตามวิธีการของรัฐธรรมนูญนี้ หรือมีที่มาจากกระบวนการเข้าสู่อำนาจฝ่ายบริหารในลักษณะใด แต่บุคคลนั้นได้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งนายกฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ถูกรับรองการดำรงตำแหน่งโดยรัฐธรรมนูญนี้เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารเป็นไปโดยต่อเนื่องไม่สะดุดหยุดลง จึงต้องนับรวมเป็นระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 วรรคสี่
“ผู้ถูกร้อง (พล.อ. ประยุทธ์) ดำรงตำแหน่งนายกฯ ต่อเนื่องเรื่อยมานับแต่วันที่ 24 ส.ค. 2557 จนถึงปัจจุบัน โดยการดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่ได้สิ้นสุดหรือขาดตอน แต่อย่างใด ผู้ถูกร้องจึงดำรงตำแหน่งนายกฯ รวมกันแล้วเป็นระยะเวลาเกินกว่า 8 ปี ดังนั้น ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ ของผู้ถูกร้อง จึงสิ้นสุดลงแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ทวีเกียรติ : “ผู้ใดมีอำนาจสูงสุดทางการเมือง ผู้นั้นก็สามารถสร้างอิทธิพลและเครือข่ายอำนาจได้อย่างแข็งแกร่ง”
1. การกำหนดจำกัดระยะเวลาดำรงตำแหน่งเฉพาะของนายกฯ มิใช่เป็นเรื่องใหม่ที่ปรากฏครั้งแรกในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หากแต่บัญญัติไว้ตั้งแต่ในรัฐธรรมนูญ 2550 ในมาตรา 171 วรรคสุดท้าย มีวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์คือ “ควบคุมและจำกัดอำนาจ” ของผู้ใช้อำนาจรัฐทั้งหลายทุกฝ่ายเพื่อไม่ให้เกิดการ “ผูกขาดอำนาจในทางการเมือง”
2. มาตรา 158 วรรคสี่ เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการจำกัดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งเฉพาะนายกฯ มิได้ใช้กับรัฐมนตรี ทั้งนี้เนื่องจากนายกฯ มีบทบาทสำคัญและมีอำนาจสูงสุดของฝ่ายบริหารในการบริหารราชการแผ่นดิน หากให้มีการดำรงตำแหน่งติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่มีการจำกัดระยะเวลาหรือวาระไว้ ย่อมมีโอกาสที่จะใช้อำนาจของฝ่ายการเมืองเหนือข้าราชการประจำ มีการขยายอิทธิพลและเครือข่ายทางการเมืองด้วยอำนาจทางบริหารที่นายกฯ สามารถโยกย้ายข้าราชการได้ทุกระดับ ทุกกระทรวง ทบวง กรม เพื่อสร้างรากฐานอำนาจไว้กับตนและพวกพ้องของตน ยิ่งอยู่นานก็จะยิ่งสามารถสร้างรากฐานพรรคพวกของตนเองได้มากขึ้นมั่นคงขึ้น อันนำไปสู่การผูกขาดอำนาจแทรกแซงการทำงานของข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ตลอดจนการสรรหาบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระต่าง ๆ อันทำให้การมีส่วนร่วมและโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงให้เกิดความสมดุลของประชาชนกลุ่มอื่น ๆ ในสังคมถูกปิดกั้น
“การอยู่ในตำแหน่งและใช้อำนาจนานจนมีรากฐานมั่นคงนานเกินไป ทำให้เกิดการยึดมั่นในตัวบุคคล เป็นผลให้กลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งเป็นรากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยถูกทำลายลงในที่สุด กลายเป็นการนำพาประเทศชาติไปสู่ระบอบอำนาจนิยม ด้วยการยึดมั่นในตัวบุคคลมากกว่าหลักการประชาธิปไตยที่ต้องมีการหมุนเวียนเปลี่ยนไปได้ อันอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดวิกฤตทางการเมืองขึ้นได้”
3. ในทางข้อเท็จจริง เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมทางการเมืองของสังคมไทยเอง จากการที่มีนายกฯ เป็นเวลายาวนานโดยอนุมานจากประสบการณ์ในอดีตที่ว่า “หากผู้ใดมีอำนาจสูงสุดทางการเมือง ผู้นั้นก็สามารถสร้างอิทธิพลและเครือข่ายอำนาจได้อย่างแข็งแกร่ง เครือข่ายอำนาจนั้นมีความคงทนยืนยาว แม้ว่าบางช่วงผู้นั้นอาจไม่ดำรงตำแหน่งนายกฯ แต่อิทธิพลทางการเมืองก็ยังคงดำรงอยู่อย่างเข้มข้น และหากไม่ได้จำกัดระยะเวลารวมของการดำรงตำแหน่งเอาไว้ ก็จะทำให้เกิดการใช้อิทธิพลผูกขาดอำนาจได้เป็นเวลายาวนานไม่จบสิ้น”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
4. หากพิจารณาเหตุผลของการสร้างกฎเกณฑ์เพื่อจำกัดวาระและระยะเวลาการดำรงตำแหน่งที่บัญญัติขึ้นมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2550 และยังรักษากฎเกณฑ์เอาไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 โดยรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับเกิดจากการลงประชามติ อันแสดงถึงเจตนารมณ์ของปวงชนชาวไทยตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมาว่าต้องการให้การตำแหน่งนายกฯ ไม่เกิน 8 ปี
“ดังนั้นผู้ที่มาดำรงตำแหน่งนายกฯ หลัง พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา เมื่อได้ดำรงตำแหน่งตามที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ โดยชอบแล้ว ก็ต้องเคารพและปฏิบัติตามเจตจำนงทั่วไปของประชาชนที่ได้ลงประชามติรับรองแล้วอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ด้วยเหตุนี้ การนับระยะเวลาการเป็นนายกฯ ของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงต้องนับตั้งแต่การเข้ามาดำรงตำแหน่งในปี 2557 การนับเวลาเช่นนี้จะเป็นการเคารพเจตนารมณ์ของประชาชนตามที่ได้ลงประชามติไว้ เพื่อการสร้างบรรทัดฐานที่พึงประสงค์และเหมาะสมกันกับในยุคปัจจุบัน”
5. เมื่อเจตนารมณ์ของการกำหนดวาระ เป็นเพียงการควบคุมอำนาจมิให้เกิดการผูกขาดอำนาจในทางการเมือง จึงต้องตีความไปในทางควบคุมอำนาจ หากประสงค์จะไม่นำวาระ 8 ปีมาใช้กับนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งมาก่อน รัฐธรรมนูญต้องบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลให้ชัดเจนตามหลักกฎหมายมหาชนที่ว่า “ไม่มีกฎหมาย ไม่มีอำนาจ” มิใช่ว่า “ถ้าไม่มีกฎหมายห้าม แสดงว่าใช้อำนาจได้”
6. โดยข้อเท็จจริง พล.อ. ประยุทธ์ ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว แต่ ป.ป.ช. ไม่เปิดเผยแม้จะมีการร้องขอจากสาธารณะ โดยให้เหตุผลว่าไม่มีอำนาจเปิดเผย หมายความว่า พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ก่อนแล้ว และดำรงตำแหน่งต่อ ทำให้ได้ประโยชน์ตามมาตรา 105 วรรคสี่ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
“ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าต้องนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯ ในครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2557 ‘รวมกัน’ เข้าไปด้วย จึงถือว่าการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของผู้ถูกร้อง (พล.อ. ประยุทธ์) ทั้งในข้อเท็จจริงและในข้อกฎหมายถูกต้องต่อเนื่องกันมาโดยตลอดแล้ว”
นภดล : “กฎเกณฑ์นี้มิได้ระบุข้อยกเว้นสำหรับการดำรงตำแหน่งนายกฯ ที่มาจากการรัฐประหาร”
1. อาจกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ได้บัญญัติกฎเกณฑ์เรื่องการจำกัดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯ ที่มีความเข้มข้นยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 โดย “กฎเกณฑ์นี้มิได้ระบุข้อยกเว้นสำหรับการดำรงตำแหน่งนายกฯ ที่มาจากการรัฐประหารแต่อย่างใด” ปรากฎตามคำอธิบายประกอบในหนังสือเกี่ยวกับความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 สรุปได้ว่า มาตรานี้ได้กำหนดหลักการใหม่เกี่ยวกับการนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการนับระยะเวลา กล่าวคือ การนับระยะเวลา 8 ปีนั้น แม้บุคคลดังกล่าวจะมิได้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ติดต่อกันก็ตาม แต่หากรวมระยะเวลาทั้งหมดที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ของบุคคลดังกล่าวแล้วเกิน 8 ปี ก็ต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
2. การที่ผู้ถูกร้อง (พล.อ. ประยุทธ์) ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตั้งแต่ 24 ส.ค. 2557 ย่อมเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 อันเป็นความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน ประกอบกับการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 264 มิได้เป็น "การอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป" หรือที่เรียกว่า "นายกรัฐมนตรีรักษาการ" ตามความหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 168 วรรคหนึ่ง อีกทั้งนายกฯ และ ครม. ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 264 ยังมีหน้าที่และอำนาจบริบูรณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่อยู่ในบังคับห้ามกระทำการบางประการเหมือนเช่นนายกฯ และ ครม. รักษาการ หรืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 169
“ดังนั้น การดำรงตำแหน่งนายกฯ ใน ครม. ที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 264 จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 158 วรรคสี่ คือ นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้"
3. แม้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 จะไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยการจำกัดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯ ไว้อย่างชัดเจน แต่ก็ปรากฎอยู่ในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ประเพณีการปกครองดังกล่าวต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้" จึงถือว่าหลักการจำกัดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งนายกฯ เกินกว่า 8 ปีมิได้ จึงยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 วรรคสี่ จึงถือเอาระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามความเป็นจริง
“ดังนั้น แม้บุคคลใดจะเป็นนายกฯ ที่มิได้มีที่มาตามวิธีการของรัฐธรรมนูญนี้ แต่หากโดยความเป็นจริงแล้ว บุคคลนั้นดำรงตำแหน่งภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นหัวหน้า ครม. เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการใช้อำนาจทางการเมืองในฐานะของฝ่ายบริหารตามรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนายกฯ ที่มีที่มาตามรัฐธรรมนูญฉบับใดก็ตาม ระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของบุคคลนั้นในทุกช่วงเวลาที่ผ่านมา จึงต้องนับรวมเป็นระยะเวลาการดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 วรรคสี่”
ความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ สิ้นสุดลงเมื่อใด
ตุลาการทั้ง 3 คนเห็นตรงกันว่า พล.อ. ประยุทธ์ต้องพ้นจากตำแหน่งในวันที่ 24 ส.ค. 2565 ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้เขาหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ
พล.อ. ประยุทธ์ จะอยู่ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ รักษาการต่อไปได้หรือไม่
นายนครินทร์ : ไม่อาจอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่งได้
นายทวีเกียรติ : ให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า ครม. ที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 168 วรรคหนึ่ง
นายนภดล : ไม่ได้เขียนคำวินิจฉัยครอบคลุมมาถึงประเด็นนี้









