ประยุทธ์ จันทร์โอชา : 8 ปีที่ครอบครัวเปลี่ยนไป และโอกาสที่สูญหาย
โดย วัชชิรานนท์ ทองเทพ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, Davies Surya/BBC
ความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างในสังคมประชาธิปไตยเป็นเรื่องธรรมดา แต่การไม่ยอมรับความแตกต่างทางความคิดของคนแต่ละกลุ่มอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้ง เช่นที่เกิดขึ้นในไทยตลอดหลายสิบปี
แม้การถกเถียงกันอย่างเปิดกว้างทั้งในระดับสังคมที่เป็นวงกว้าง และระดับย่อยอย่างครอบครัว อาจจะนำไปสู่การยอมรับเหตุผลและความคิดของกันและกัน แต่ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่เลือกนิ่งเงียบและปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
เช่นเดียวกับครอบครัวของขวัญที่เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองก่อนรัฐประหารปี 2557 ชีวิตครอบครัวของเธอก็ตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งทางความคิดในเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน
คุณแม่ลูกสองรายนี้ขอสงวนชื่อและนามสกุลจริงเนื่องจากเกรงว่าจะได้รับผลกระทบในด้านการงานเพราะทั้งเธอและสามีเป็นข้าราชการของหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่ง แต่เธอต้องการบอกเล่าเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ซึ่งเธอมองว่า "ให้รอคอย 10 ปี ก็ไม่มีวันสายเพราะอยากให้เขามาเป็นฝ่ายเดียวกัน"
พื้นที่ปลอดภัยทางการเมืองภายในบ้าน
เราสนทนากับขวัญผ่านโปรแกรมซูมในค่ำวันที่ 11 ส.ค.หนึ่งวันก่อนวันแม่แห่งชาติ ระหว่างการสัมภาษณ์เธอยังคงทำหน้าที่แม่ไม่ได้ขาด เพราะลูกสาวยังไม่หายป่วยจากอาการล้ำไส้อักเสบ นั่งอยู่ใกล้ ๆ
เธอเล่าว่าการเลี้ยงลูกขณะที่ตัวเธอเองและสามีมีแนวความคิดทางการเมืองต่างกันอย่างสุดขั้วเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลย ทั้งสองพยายามกันเด็ก ๆ ให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยทางการเมืองในบ้านเพื่อให้พวกเขาเติบโตมาด้วยชุดข้อมูลที่ได้กลั่นกรองและเลือกเอง กับมีโอกาสเรียนรู้พัฒนาศักยภาพให้อยู่รอดในสังคมที่กำลังเปลี่ยนไปได้
"ดูเหมือนจะเป็นข้อตกลงระหว่างกันระหว่างสามีกับฉัน คือเซฟโซน คือการเลี้ยงลูก เพราะเราไม่อยากสร้างพื้นที่ปะทะ (war zone) ทางความคิดทางการเมืองให้ลูกไม่ว่าจะเป็นด้านใด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเกิดบทสนทนาระหว่างพ่อและแม่อาจจะทำให้ลูกตั้งคำถาม แต่ฉันจะบอกว่าโตแล้วจะเล่าให้ฟัง หรือไม่ก็อยากให้เขาหาอ่านหาข้อมูลเอง" ขวัญอธิบาย
พอสิ้นเสียงคำอธิบายของขวัญ ลูกสาวคนเล็กวัย 8 ขวบของเธอก็ถามแทรกขึ้นมาว่า “ตอนนี้แม่ก็ยังไม่เล่าฟังนะคะ”
ขวัญมองกลับไปยิ้มให้ลูกแล้วบอกว่า "หนูยังไม่โตพอนะคะ"

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
ตัดภาพกลับไปในช่วงปี 2556-2557 จุดพลิกผันที่สำคัญทางการเมืองมาจากความพยายามผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... หรือในขณะนั้นเรียกกันว่า "ฉบับเหมาเข่ง-สุดซอย" ของรัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตเรื่องจำนำข้าว และใช้อำนาจไม่ชอบ ออกกฎหมาย “ล้างมลทิน” ให้พวกพ้อง จนนำไปสู่การลุกฮือของประชาชนส่วนหนึ่งจนสามารถกดดันให้รัฐบาลถอนร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวออกไปได้
ทว่า ฝ่ายแกนนำประท้วงนำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า รัฐบาลต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกเพื่อเลือกตั้งใหม่ และนำ “มวลมหาประชาชน” เคลื่อนพลบุกทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะประกาศยุบสภา และตามมาด้วยปฏิบัติการ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ”

ที่มาของภาพ, Getty Images
ความขัดแย้งทางการเมืองบนท้องถนนของสองขั้วความคิดทั้งที่สนับสนับสนุนและต่อต้านรัฐบาลยืดเยื้อหลายเดือนตั้งแต่ช่วงปลายปี 2556 จนถึงต้นปี 2557 ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเปิดทางให้กองทัพ นำโดยพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น นำคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจก่อรัฐประหารในวันที่ 22 พ.ค. 2557
ขวัญย้อนเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัวก่อนที่ประเทศไทยกลับมาลงเอยด้วยรัฐประหารครั้งที่ 13 ซ้ำรอยประวัติศาสตร์การเมืองว่า ไม่เพียงสามีของเธอเท่านั้นที่มองว่า การขับเคลื่อนของมวลมหาประชาชนในครั้งนั้นน่าจะนำไปจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง แต่ยังมีเพื่อน ๆ ในที่ทำงานก็มีความเห็นคล้อยตามกันไป พวกเขาไปร่วมแสดงออกผ่านการชุมนุม รับข่าวสารข้อมูลจากแกนนำผ่านสื่อช่องทางต่าง ๆ ที่เธอมองว่าเป็นข้อมูลฝ่ายเดียว

"ลำพังแค่ความคิดทางการเมืองของฉันกับสามีต่างกัน เพราะฉันไม่เห็นด้วยกับการเข้าร่วมการเคลื่อนไหวของเขาแล้ว สิ่งที่หนักใจก็คือเขาได้นำลูกคนโตประมาณสองขวบไปร่วมการประท้วงด้วย ขณะที่ฉันเองต้องดูแลลูกคนเล็กที่ยังแบเบาะอยู่" เธอเล่า
เผชิญความจริง
เมื่อถามว่ามีวิธีบริหารความสัมพันธ์และพยุงครอบครัวภายใต้ความขัดแย้งนี้อย่างไร ข้าราชการลูกสองบอกว่า เธอเลือกที่จะไม่พูด แต่จะปล่อยให้เวลาและความจริงเป็นเครื่องพิสูจน์และช่วยทำให้เขาเข้าใจในจุดยืนทางการเมืองของเธอ เพราะในเวลานั้นทั้งสองไม่สามารถประนีประนอมความคิดเห็นทางการเมืองที่ต่างกันสุดขั้วได้ แต่ยังประคับประคองความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้
และในที่สุดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความไม่โปร่งใสเรื่องการดำเนินโครงการของรัฐภายใต้การบริหารราชการของ คสช. ก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในตัวสามี และเขาก็ไม่ลังเลที่จะแสดงความรู้สึกผ่านการเลือกตั้ง
“จากภาพเดิมที่สามีเคยแสดงความยินดีหลังจาก พล.อ. ประยุทธ์ ยึดอำนาจและให้สัญญาว่าจะปฏิรูปประเทศ แต่เวลาผ่านมา สิ่งที่เผชิญกับสิ่งที่คาดกลับสวนทางกัน ทำให้สามีเลือกที่จะลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้เพื่อนของเขาที่ลงสมัครพรรคหนึ่งแทน แต่ไม่ใช่พรรคที่หนุนหัวหน้า คสช.” เธอเล่า
รัฐบาลประยุทธ์สมัยที่ 2
แม้ขวัญและสามี ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้พรรคการเมืองคนละพรรค ที่ไม่ได้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งจะมองการเมืองไปในทิศทางเดียวกัน เธอเห็นว่าสามียังมีความคิดค่อนไปในทางอนุรักษนิยม ส่วนเธอเรียกตัวเองว่าเป็นพวกหัวก้าวหน้า สิ่งเดียวที่ทั้งคู่เห็นตรงกันคือ การบริหารงานของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ สมัยที่สองก็ไม่แตกต่างจากสมัยเดิม
ในฐานะแม่เธอรู้สึกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอพลาดโอกาสหลายอย่างในการให้สิ่งดี ๆ แก่ลูก ไม่ว่าจะเป็นนโยบายที่มีประโยชน์ของพรรคฝ่ายค้าน เช่น รัฐสวัสดิการ แนวความคิดที่ทันสมัย มีวิสัยทัศน์และแก้ปัญหาทันสถานการณ์ที่เธอมองว่าน่าจะทำให้ไทยพัฒนาไปได้มากกว่านี้ ทั้งในด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ ด้านสังคม โดยเฉพาะการศึกษาที่จะทำให้ลูก ๆ ของเธอสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพสังคมและสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้ในอนาคต

ที่มาของภาพ, Getty Images
“หากมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ เราอาจจะได้วัคซีนต้านโควิด-19 ได้รวดเร็วกว่านี้ ประชาชนไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนเพื่อรับความช่วยเหลือผ่านหลากหลายแอปพลิเคชัน เด็กนักเรียนคงไม่ออกมาประท้วงเรียกร้องเสรีภาพในการแต่งกาย หรือต้องท่องจำค่านิยม 12 ประการ” เธอกล่าว
ณ วันที่เราพูดคุยกับขวัญ เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก่อนที่ พล.อ. ประยุทธ์ จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบ 8 ปี ท่ามกลางข้อถกเถียงและคำถามของสังคมว่านายทหารผู้นี้ “จะไปต่อหรือพอแค่นี้” และศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ให้คำตอบชี้ขาด
แต่สำหรับขวัญ เธอมองว่าเกือบ 8 ปีที่ผ่านมา การเลี้ยงลูกให้อยู่ภายใต้เซฟโซนทางการเมือง ท่ามกลางสภาพอดทนอดกลั้นภายในบ้านที่ยังเห็นต่างทางการเมืองกันอยู่ ณ วันนี้ “ยังไม่สายที่จะโอบกอดคนที่เห็นต่างให้มาเป็นพวกเรา”
“ขวัญจะเล่าเหตุการณ์หนึ่งให้ฟัง ระหว่างที่พรรคฝ่ายค้านกำลังอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล มี ส.ส.พรรคฝ่ายค้านคนหนึ่งลุกขึ้นอภิปรายซักถามถึงความไม่โปร่งใส่ในโครงการ (ของหน่วยงาน) ที่ขวัญและสามีสังกัด มันเป็นชุดข้อมูลที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าเป็นความจริง เมื่อขวัญส่งคลิปให้แฟนดูทางแอปฯ ไลน์ เขาถึงขั้นปรบมือให้” เธอเล่าด้วยสายตายผ่อนคลาย
"ฉันกำลังได้สามีผู้เคยเป่านกหวีดกลับคืน หลังประยุทธ์จะอยู่ครบ 8 ปี"
ชัยชนะของชัชชาติ คือ สัญลักษณ์แห่งความหวังใหม่
ภาพนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กระโดดชูมือในคืนวันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) หลังทราบผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ เป็นวันที่ทั้งขวัญและสามีร่วมฉลองชัยชนะที่เกิดขึ้นจากการใช้สิทธิในฐานะพลเมืองของคนกรุงเทพฯ ครั้งแรกในรอบ 9 ปี
“ครั้งนี้เขาเลือกคุณชัชชาติค่ะ” ขวัญเล่าให้ฟัง
“ในที่สุด มันก็เป็นวันที่ชัยชนะของเราบ้าง นี่คือสัญลักษณ์แห่งความหวังใหม่ หลังจากที่ผ่านความแห้งแล้งมานาน”
เมื่อถามถึงสิ่งที่อยากจะเห็นต่อไปหลังจากนี้ไม่ว่าคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร รวมไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า ขวัญมองว่าอยากให้มีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ที่มองว่าจะทำอย่างไรจะให้คนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองและวัยต่างกันสามารถทำความเข้าใจและอยู่กันได้อย่างสงบสุข เธอไม่ต้องการเห็นพลังแห่งกลุ่มจารีตและอนุรักษนิยมเข้ามาควบคุมสังคม โดยไม่เปิดรับความคิดเห็นของกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือกลุ่มที่มีความคิดก้าวหน้า เพราะหากไม่สามารถหาจุดร่วมที่เหมาะสมได้ ก็ยิ่งจะทำให้คนรุ่นใหม่หลีกหนีระบบราชการซึ่งถือว่าเป็นระบบโครงสร้างหลักของสังคม
สำหรับตัวผู้นำแล้วเธอเห็นว่าต้องมีวิสัยทัศน์ และสร้างความมั่นใจได้ว่าประชาชนต้องดีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีการสร้างเส้นทางอาชีพ (career path) ที่จูงใจคนรุ่นใหม่ ส่งเสริมทักษะภาษาต่างประเทศ และอีกหลายอย่างที่จำเป็น เพื่อให้พวกเขาอยู่ได้ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน









