เทียบชะตากรรม ธนาธร-พิธา กับ "คดีการเมือง" ที่ 2 พรรคสีส้มต้องเผชิญ

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ภาพ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เดินออกจากห้องประชุมรัฐสภาเมื่อ 19 ก.ค. 2566 ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องจากเพื่อน ส.ส. ก้าวไกลและพันธมิตรอีก 7 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ทำให้หลายคนย้อนนึกถึง-เทียบเคียงกับภาพ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เมื่อ 25 พ.ค. 2562
ทว่าจุดต่างคือ ธนาธรไม่ถูกนับเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประชุมสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ต้น เพราะ 2 วันก่อนการประชุมสภานัดแรกเพื่อโหวตเลือกประธานสภา ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเมื่อ 23 พ.ค. 2562 ให้รับคำร้อง “คดีถือหุ้นวี-ลัคฯ” เอาไว้พิจารณา และสั่งให้ธนาธรหยุดปฎิบัติหน้าที่ ส.ส. ชั่วคราว
ขณะที่พิธา “สวมหมวก 2 ใบ” เข้าร่วมประชุมรัฐสภาตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 19 ก.ค. ทั้งในฐานะผู้แทนราษฎร และผู้ได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 โดยรัฐสภานัดโหวตนายกฯ เป็นครั้งที่ 2 ก่อนทราบคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง “คดีถือหุ้นไอทีวี” เอาไว้พิจารณา และสั่งให้พิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ทันทีตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค. จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย
บีบีซีไทยย้อนเส้นทางคดีของธนาธร เทียบเส้นทางทางการเมืองของพิธา อะไรคือความเหมือนและความแตกต่างในชะตากรรมของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคสีส้มทั้ง 2 คน
หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. จาก “คดีถือหุ้นสื่อ”
ธนาธร กับ พิธา ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. จาก “คดีถือหุ้นสื่อ”
รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 98 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 42 (3) กำหนดห้ามมิให้ผู้สมัคร ส.ส. "เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ธนาธร
- ผู้ร้อง: คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพ ส.ส. ของธนาธรสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ โดยมี ศรีสุวรรณ จรรยา เป็นคนตั้งเรื่อง-ยื่นคำร้องต่อ กกต. ก่อน
- ข้อกล่าวหา: ธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด จำนวน 675,000 หุ้น ในวันที่สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 6 ก.พ. 2562
- ข้อต่อสู้ของธนาธร: 1. บริษัท วี-ลัคฯ เลิกกิจการ ยุติการผลิตนิตยสาร และเลิกจ้างพนักงานตั้งแต่ 26 พ.ย. 2561 2. ในวันสมัคร ส.ส. เขาไม่ได้ถือหุ้นในบริษัท วี-ลัคฯ แล้ว เพราะได้โอนหุ้นทั้งหมดไปให้ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดา ตั้งแต่ 8 ม.ค. 2562
- “เว้นวรรค” จากสภา: 23 พ.ค. 2562 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องไว้พิจารณา และมีมติ 8 ต่อ 1 สั่งให้ธนาธรหยุดปฎิบัติหน้าที่ ส.ส. จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย
- ฉากจบ: 20 พ.ย. 2562 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 ว่า ธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท วี-ลัคฯ ซึ่งประกอบกิจการสื่อมวลชนอยู่เมื่อ 6 ก.พ. 2562 อันเป็นวันที่พรรค อนค. ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต่อ กกต. ทำให้สมาชิกภาพ ส.ส. สิ้นสุดลงตั้งแต่ 23 พ.ค. 2562

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
สำหรับบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด เป็นเจ้าของนิตยสาร WHO และรับจ้างทำนิตยสารจิ๊บจิ๊บของสายการบินนกแอร์ และนิตยสารของธนาคารไทยพาณิชย์
พิธา
- ผู้ร้อง: กกต. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพ ส.ส. ของพิธาสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ โดยมี เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เป็นคนตั้งเรื่อง-ยื่นคำร้องต่อ กกต. แม้ตอนแรก กกต. มีมติเมื่อ 9 มิ.ย. ไม่รับคำร้องของเขา เนื่องจากยื่นคำร้องมาเกินระยะเวลาที่จะรับไว้พิจารณาได้ แต่ต่อมาเมื่อมีการประกาศรับรองพิธาเป็น ส.ส. แล้ว กกต. อาศัย “ความปรากฏ” หยิบเรื่องขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเอง ก่อนมีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อ
- ข้อกล่าวหา: พิธาเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น ในวันที่สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 7 เม.ย. 2566
- ข้อต่อสู้ของพิธา: 1. ไอทีวีสิ้นสุดความเป็นสื่อมวลชนตั้งแต่ 7 มี.ค. 2550 เนื่องจากถูกสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) บอกเลิกสัญญาร่วมงาน แต่มีความพยายาม “ปลุกผีไอทีวีให้ฟื้นชีพเป็นสื่อ” 2. การถือหุ้นไอทีวีของพิธาทำในฐานะผู้จัดการมรดกของบิดาตามคำสั่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้เมื่อ 16 มี.ค. 2550
- “เว้นวรรค” จากสภา: 19 ก.ค. 2566 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องไว้พิจารณา และมีมติ 7 ต่อ 2 สั่งให้พิธาหยุดปฎิบัติหน้าที่ ส.ส. จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย
- ฉากจบ: รอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ตกคุณสมบัตินายกฯ
หัวหน้าพรรค อนค. กับหัวหน้าพรรค ก.ก. ต่างได้รับการเสนอชื่อชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีกลางรัฐสภาภายหลังการเลือกตั้ง 2 ครั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ธนาธรนำ ส.ส. อนาคตใหม่เข้าสภาได้ 80 ชีวิตในศึกเลือกตั้ง 2562 และได้คะแนนมหาชน 6.25 ล้านเสียง ถึงแม้เป็นพรรคอันดับ 3 ของสภา และเป็นพรรคอันดับ 2 ในหมู่ 7 พรรคการเมืองที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” แต่ธนาธร วัย 40 ปี (ในขณะนั้น) ก็ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ แข่งกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผู้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก่อนธนาธรแพ้โหวตกลางสภา
ที่ประชุมรัฐสภามีมติเมื่อ 6 มิ.ย. 2562 เห็นชอบให้ พล.อ.ประยุทธ์ ดำรงตำแหน่งนายกฯ ด้วยคะแนนเสียง 500 ต่อ 244 งดออกเสียง 3
สำหรับบุคคลที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ ต้องได้คะแนนเสียง “เห็นชอบ” มากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่สองสภา ซึ่งในเวลานั้นคือ 375 เสียง จากสมาชิกที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ทั้งหมด 748 เสียง ซึ่งปรากฏว่า ส.ส. 19 พรรคการเมือง รวม 251 คน และ ส.ว. 249 คน (ยกเว้นประธานวุฒิสภา) ต่างพร้อมใจกันโหวตสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์แบบไม่แตกแถว
ในขณะนั้น ธนาธรถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. จาก “คดีถือหุ้นวี-ลัคฯ” แล้ว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ขณะที่พิธานำพรรค ก.ก. ชนะศึกเลือกตั้ง 2566 ด้วยยอด ส.ส. 151 คน ด้วยคะแนนมหาชนถึง 14.4 ล้านเสียง และเป็นแกนนำรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลผสม 8 พรรค รวม 312 เสียง
ในการประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกฯ ครั้งแรกเมื่อ 13 ก.ค. พิธา วัย 42 ปี ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ โดยปราศจากคู่แข่ง แต่มี ส.ส. และ ส.ว. โหวตสนับสนุนเขา 324 ไม่เห็นชอบ 182 เสียง และงดออกเสียง 199 คน เมื่อคะแนน “เห็นชอบ” ไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือ 375 จาก 749 คน เป็นผลให้ชื่อพิธาถูกตีตกในยกแรก
ก่อนมาถูก “ปิดเกม” ยาวตลอดสมัยประชุมนี้ เมื่อที่ประชุมรัฐสภาเมื่อ 19 ก.ค. มีมติ 395 ต่อ 312 เสียง ว่าการเสนอชื่อพิธาให้ลงมติรอบ 2 ทำไม่ได้ เพราะถือเป็น “ญัตติ” ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41 ในเมื่อชื่อของเขาถูกโหวตคว่ำไปแล้ว จึงไม่สามารถเสนอชื่อเดิมให้สมาชิกรัฐสภาโหวตซ้ำได้อีก
ในขณะที่เสียงส่วนใหญ่ลงมติ “น็อก” พิธากลางสภา ตัวเขาเองก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่ง “แขวน” ไม่ให้ทำหน้าที่ ส.ส. จาก “คดีถือหุ้นไอทีวี” ด้วย
รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 160 (6) กำหนดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีไว้ว่า ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 ของรัฐธรรมนูญ นั่นเท่ากับว่า นายกรัฐมนตรี "ห้ามถือครองหุ้นสื่อ" ด้วยเช่นกัน
ถึงตอนนี้ ต้องถือว่าพิธายังมีคุณสมบัติเป็นนายกฯ ได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ชี้ขาดคุณสมบัติ ส.ส. ของเขา
สู้คดีอาญา
นอกจากคดีทางการเมือง ธนาธร-พิธาต่างเผชิญวิบากกรรมในคดีอาญาจากปม “ถือหุ้นสื่อ” ด้วย ทว่าจุดต่างของทั้งคู่คือ ธนาธรถูกตั้งคดีอาญาหลังศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดคุณสมบัติ ส.ส. ของเขาแล้ว ต่างจากกรณีพิธาที่ กกต. ชิงตั้งคณะกรรมการไต่สวนคดีอาญาตั้งแต่ยังไม่ทันส่งคำร้องคดีขาดคุณสมบัติ ส.ส. ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
มาตรา 151 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ระบุว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ได้สมัครรับเลือกตั้ง หรือทําหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ
- ต้องระวางโทษจำคุก 1-10 ปี
- ปรับ 20,000-200,000 บาท
- ให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ธนาธร
ผ่านไป 5 เดือน หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ธนาธรพ้นจากความเป็น ส.ส. กกต. มีมติเมื่อ 23 เม.ย. 2563 ให้ดำเนินคดีอาญากับหัวหน้าพรรค อนค. ในข้อหา “รู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ยังคงลงสมัครรับเลือกตั้ง” โดยแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ที่ สน.ทุ่งสองห้อง
ต่อมาอัยการสูงสุด (อสส.) มีคำสั่งไม่ฟ้องธนาธร โดยให้เหตุผลว่า “พยานหลักฐานยังไม่มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอที่จะฟ้องและพิสูจน์ความผิดของนายธนาธรได้”
ธรัมพ์ ชาลีจันทร์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงเมื่อ 30 พ.ย. 2565 ว่า แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะเห็นว่ามีข้อพิรุธ ก็เป็นเรื่องพิรุธในข้อเท็จจริงของคำให้การพยานเพียงฝ่ายเดียว แต่การดำเนินคดีอาญา โจทก์จะต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาแสดงหรือใช้นำสืบพิสูจน์ให้ศาลรับฟังเชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่ากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง จึงไม่อาจนำเอาข้อพิรุธของพยานตามที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาดังกล่าว มาใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อยืนยันว่ากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาได้โดยลำพัง
พิธา
กกต. มีมติเมื่อ 9 มิ.ย. รับคำร้องของ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เอาไว้พิจารณาเฉพาะในส่วนของคดีอาญา ตามมาตรา 151 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เนื่องจากเห็นว่ามีรายละเอียด ข้อเท็จจริง และพฤติการณ์มีหลักฐานพอสมควร มีข้อมูลเพียงพอที่จะสืบสวนไต่สวนต่อไป “จึงเห็นควรพิจารณาสั่งให้ดำเนินการไต่สวนเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัย หรือความปรากฏ”
ขณะนี้คณะกรรมการไต่สวนฯ ของ กกต. อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริง และจะเรียกผู้ถูกร้องมาชี้แจงต่อไป

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ผลกระทบต่อ ส.ส. พรรคสีส้ม
แม้ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งรับคำร้อง “คดีถือหุ้นไอทีวี” ของหัวหน้าพรรคก้าวไกลไว้พิจารณา แต่ดูเหมือน “นักร้องทางการเมือง” จะชิงดักทาง-ขยายผลล่วงหน้าไปในหลายทิศแล้ว ในจำนวนนี้คือการตั้งข้อสังเกตว่าการลงนามรับรองผู้สมัคร ส.ส. 500 คนของพิธา จะกลายเป็นโมฆะหรือไม่
เรืองไกรคนเดิมเข้ายื่นเอกสารเพิ่มเติมต่อ กกต. ตั้งแต่ 11 พ.ค. โดยหยิบยกข้อบังคับของพรรคก้าวไกล ข้อ 12 ที่ระบุว่า “สมาชิกต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3)” มาอธิบายสมมติฐานทางกฎหมายของตัวเอง
เขาตั้งคำถามว่า หากพิธามีลักษณะต้องห้ามเป็น ส.ส. รวมถึงต้องห้ามเป็นสมาชิกพรรค และหัวหน้าพรรค จากปมถือหุ้นไอทีวี ย่อมมีผลกับการที่พิธาเซ็นรับรองการส่งผู้สมัคร ส.ส. ของพรรค ก.ก. ทั้งแบบเขตเลือกตั้ง 400 คน และบัญชีรายชื่อ 100 คน ทำให้ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงอยากให้ กกต. ตรวจสอบประเด็นนี้
ในสมัยหัวหน้าพรรค อนค. ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจาก ส.ส. เรืองไกรไม่ได้เคลื่อนไหวใด ๆ หรือทำให้การเซ็นรับรองส่งผู้สมัคร ส.ส. ของธนาธรเกิดปัญหาตามมา
เรืองไกรอ้างว่า “พรรคนี้เคยมาปรึกษาผมสมัยที่ยังเป็นพรรคอนาคตใหม่ และนายธนาธรเป็นหัวหน้าพรรค ถูกวินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้ามลงสมัคร ส.ส. เพราะถือหุ้นวี-ลัคฯ แต่ได้เซ็นรับรองส่งผู้สมัครของพรรคไปว่าจะเป็นอย่างไร ก็ได้ให้ความรู้เรื่องกฎหมายไป ผมไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กำหนดให้ผู้สมัคร ส.ส. ทั้ง 2 ระบบยื่นเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ต่อ กกต.
- ผู้สมัคร ส.ส.เขต ต้องมี “หนังสือรับรองการส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมือง ซึ่งต้องมีคำรับรองด้วยว่าได้ดําเนินการถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองแล้ว” มาตรา 45 (1)
- ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องมี “หนังสือรับรองของพรรคการเมืองว่าได้ดําเนินการถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองแล้ว” มาตรา 57 (2)
คดียุบพรรค
ประเด็นที่สังคมอาจมีคำถามอยู่คือ “คดีถือหุ้นไอทีวี” ของพิธา จะนำไปสู่การยุบพรรคภาค 2 หรือไม่
บีบีซีไทยขออธิบายว่า “คดีถือหุ้นสื่อ” ทั้งกรณีธนาธร-พิธา เป็นคดีเฉพาะตัวว่าด้วยคุณสมบัติ ส.ส. ไม่มีผลทางตรงให้เกิดการยุบพรรค และขอสรุปข้อเท็จจริงของคดียุบพรรคภาคแรกเอาไว้ ดังนี้
พรรคอนาคตใหม่ถูกตั้งคดียุบพรรค และไปถึงชั้นศาลรัฐธรรมนูญ 2 คดี
คดีอิลลูมินาติ
คดีแรกรู้จักในชื่อ “คดีอิลลูมินาติ” มี ณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นผู้ยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวหาพรรค อนค. มีแนวคิดและเจตนาล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค อนค. รวมทั้งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของธนาธร หัวหน้าพรรค, ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค และ กก.บห.พรรค
21 ม.ค. 2563 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าพรรค อนค. ยังไม่มีการกระทำที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่แนะนำให้แก้ไขข้อบังคับพรรคให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, Hataikarn Treesuwan/BBC Thai
คดีปล่อยเงินกู้ให้พรรคตัวเอง
คดีที่สองรู้จักในชื่อ “คดีปล่อยเงินกู้ให้พรรคตัวเอง” มี กกต. เป็นผู้ยื่นคำร้อง หลังจาก ศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นคำร้องต่อ กกต. ขอให้ไต่สวนวินิจฉัยกรณีนี้ โดยส่งมอบหลักฐานหัวหน้าพรรค อนค. ให้พรรคกู้ยืมเงิน 191.2 ล้านบาท เพื่อทำกิจกรรมในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2562 ประกอบการพิจารณา
21 ก.พ. 2563 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรค อนค. เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 72 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง อันเป็นเหตุให้สั่งยุบพรรคตามมาตรา 92 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ และมีมติให้สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ กก.บห. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ณ วันที่มีการทำสัญญากู้เงินคือ วันที่ 2 ม.ค. 2562 และ 11 เม.ย. 2562 เป็นเวลา 10 ปี
ผลจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ กก.บห. ชุดธนาธรทั้งหมด 16 คนถูกตัดสิทธิทางการเมือง ในจำนวนนี้เป็น ส.ส. 11 คน ทำให้พรรค อนค. เหลือเสียงในสภา 65 คน
อนค. ต้องปิดฉากลงด้วยอายุทางการเมืองเพียง 1 ปี 4 เดือน 18 วัน นับจาก กกต. ประกาศรับรองสถานะความเป็นพรรคการเมืองเมื่อ 3 ต.ค. 2561
ส.ส. ที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่ 54 คนย้ายเข้าสังกัดพรรคก้าวไกล โดยมีพิธาเป็นผู้ถือธงนำพรรคคนต่อไป ส่วนอีก 11 คนย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคชาติพัฒนา
กับกระแสข่าวยุบพรรค ก.ก. ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับคดีหุ้นไอทีวีของพิธา แต่อาจเป็นผลต่อเนื่องจาก “คดีล้มล้างการปกครองฯ”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
คดีล้มล้างการปกครองฯ
คดีนี้ มี ธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความอดีตพระพุทธะอิสระ เป็นผู้ยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวหาพิธา และพรรค ก.ก. เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้งและมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่
บีบีซีไทยตรวจสอบคำร้องของธีรยุทธพบว่า เขาได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พิธา และพรรค ก.ก. ใน 2 ประเด็นคือ 1. เลิกการกระทำเพื่อแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 และ 2. เลิกการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น เพื่อให้มีการยกเลิกหรือแก้ไขมาตรา 112 ที่กระทำอยู่ปัจจุบันและอนาคต แต่ไม่ได้ขอให้มีคำสั่งยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิ กก.บห. แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม เขาได้ยื่นคำร้องต่อประธาน กกต. เมื่อ 22 พ.ค. ขอให้ตรวจสอบพรรค ก.ก. กรณีหาเสียงด้วยการเสนอให้ยกเลิกมาตรา 112 เข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง ตาม่ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 หรือไม่
นอกจากนี้ยังมี "นักร้อง" อีกคนออกมาเคลื่อนไหวให้ยุบพรรค ก.ก. จากคดีล้มล้างการปกครองฯ คือเรืองไกร ซึ่งเคยไปยื่นเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบกรณีพรรค ก.ก. หาเสียงด้วยนโยบายแก้ไขมาตรา 112 แต่ กกต. ตีตกคำร้องเขาไปก่อนวันเลือกตั้ง
เมื่อเรืองไกรทราบมติศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 26 มิ.ย. ให้สอบถาม อสส. ว่า มีคำสั่งรับหรือไม่รับดำเนินการคำร้องของธีรยุทธ กรณีพรรค ก.ก. หาเสียงด้วยการเสนอให้แก้ไขมาตรา 112 ก่อนตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับคำร้องตรงของทนายความรายนี้ไว้พิจารณา เรืองไกรจึงลุกขึ้นมาส่งหนังสือถึง กกต. อีกครั้งเมื่อ 30 มิ.ย. ขอให้พิจารณาว่าพรรค ก.ก. กระทำการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) (2) หรือไม่ และเข้าข่ายจะต้องเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง กก.บห. พรรคหรือไม่

ที่มาของภาพ, Thai News Pix











