วิเคราะห์: “กลกฎหมาย” ทำก้าวไกลพ่าย “เกมอำนาจ” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไปไม่ถึงนายกฯ คนที่ 30?

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
พลันที่ชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถูกโหวตคว่ำกลางรัฐสภา ได้เกิดความเคลื่อนไหวของคนการเมืองในการ “ฝัง” แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ไม่ให้กลับมาเสนอชื่อซ้ำได้ในการลงมติครั้งต่อไป โดยตีความว่าเป็น “ญัตติ” ขณะที่คนก้าวไกลได้เตรียมข้อโต้แย้งอย่างน้อย 4 ข้อเพื่อต่อสู้ในยกถัดไป
“ผลที่ออกมา เรายอมรับ แต่ไม่ยอมแพ้” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค เปิดใจภายหลังแพ้โหวตกลางรัฐสภาในยกแรก 13 ก.ค.
เขาได้รับคะแนนเห็นชอบให้เป็นนายกรัฐมนตรี 324 ไม่เห็นชอบ 182 เสียง และ งดออกเสียง 199 คน ยังขาดไปถึง 51 เสียง จึงจะผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำตามรัฐธรรมนูญ 2560
เมื่อคะแนนเห็นชอบของแคนดิเดตนายกฯ ผู้ถูกเสนอชื่อเพียงคนเดียว ไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือ 375 จากสมาชิกทั้งหมด 749 คน เป็นผลให้ชื่อพิธาถูกตีตกในยกแรก
สิ่งที่พิธาบอกว่าจะทำหลังจากนี้คือ “เตรียมใจ เตรียมแผน เตรียมสมอง เพื่อโหวตนายกฯ ในครั้งที่ 2” ใช้เวลาคิดยุทธศาสตร์เพื่อรวบรวมเสียงในการโหวตครั้งต่อไป หลังได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. เพียง 13 เสียง
ส่วนสิ่งที่จะไม่เกิดขึ้นแน่ ๆ ตามคำยืนยันจากหัวหน้าพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนน 14.4 ล้านเสียง คือการถอยเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แม้ ส.ว. และ ส.ส. ต่างขั้ว รุมอภิปราย-ซักค้าน-ตั้งเงื่อนไขว่า “หากไม่ยุ่งกับมาตรา 112 จะยกมือให้” แต่พิธามองว่า “อาจเป็นอุปมาอุปไมยที่ไม่ใช่เรื่องจริง”
แล้วถ้าพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะยอมหรือไม่?
"ยังไม่ถึงเวลาตอนนั้น ตอนนี้ผมยังเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอยู่" คือคำตอบทิ้งท้ายจากพิธาในวันที่ไปไม่ถึงฝั่งฝันบนเก้าอี้นายกฯ คนที่ 30

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
มติในวันที่ 13 ก.ค. ได้เพิ่มอุปสรรคสกัดกั้นการเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลของพิธา และมีข้อวิเคราะห์ถึงขั้นว่าโอกาสของเขาหมดลงแล้ว ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
บีบีซีไทยวิเคราะห์ กลกฎหมาย-เกมการเมือง ที่จะเกิดขึ้นก่อนการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกนายกฯ ในยกที่ 2 ในวันที่ 19 ก.ค. นี้
ชงชื่อพิธาให้โหวตซ้ำไม่ได้?
พรรค ก.ก. และพันธมิตรการเมืองอีก 7 พรรค ต้องเร่งหาข้อสรุปว่าจะเสนอชื่อพิธาต่อที่ประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตซ้ำหรือไม่ และเสนออีกกี่ครั้ง
คำถามนี้ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในหมู่คนการเมืองและประชาชนทั่วไปตั้งแต่ยังไม่โหวตรอบแรก
หนึ่งในการหารือครั้งสำคัญเกิดขึ้นในระหว่างการประชุมคณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย ร่วมกับประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 ก.ค. โดยตัวแทนจากพรรค พท. เป็นผู้ยิงคำถามนี้ขึ้นกลางวง ทว่ายังไม่มีคำตอบแน่ชัดแจ้งจากที่ประชุม เนื่องจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา “ขอขีดเส้นใต้” ให้ ส.ส. และ ส.ว. อภิปรายเฉพาะเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงเก้าอี้นายกฯ เท่านั้น และขอความร่วมมือไม่ให้อภิปรายเกินไปถึงเรื่องการเสนอชื่อซ้ำ หากใครพูด ประธานจะขอตัดบท
“ยังไม่จำเป็นต้องหยิบยกเรื่องนี้มาหารือในวันนี้ หรือนำไปอภิปรายในวันที่ 13 ก.ค. เพราะไม่มีใครทราบผลโหวตแน่ชัด ท่านพิธาอาจผ่าน ได้ 376 เสียงก็ได้” แหล่งข่าวกล่าวอ้างคำพูดของนายวันมูหะมัดนอร์ในที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย โดยมีนักการเมืองจากพรรค “ขั้วอำนาจเดิม” ให้การสนับสนุน เพราะมองว่าเหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้น
นั่นทำให้ประเด็นโหวตพิธาได้กี่ครั้ง เป็นอัน “ถูกแขวน” เอาไว้ชั่วคราว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
แม้พรรค พท. โดย ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค และทีมเจรจาจัดตั้งรัฐบาลของเพื่อไทย ออกมายืนยันหลายครั้งว่า “เราจะผลักดันคุณพิธาอย่างสุดความสามารถ” แต่แกนนำทุกระดับของ พท. ไม่เคยระบุแน่ชัดว่า “สุดความสามารถ” นั้นตีออกมาเป็นจำนวนครั้งในการเสนอชื่อพิธาได้เท่าไหร่ ก่อนเปลี่ยนสูตรจัดรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม นักกฎหมายในวุฒิสภาและนักกฎหมายในพรรค พท. ที่ไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยไปในทิศทางเดียวกันว่า การโหวตเลือกนายกฯ จะไม่ยืดเยื้อ หรือปล่อยให้ “โหวตไปเรื่อย ๆ” หรือ “โหวตไปวิปไป” เนื่องจากพวกเขาตีความว่าการเสนอชื่อพิธาต่อรัฐสภาถือเป็นญัตติ และเมื่อชื่อนี้ถูกตีตกกลางรัฐสภา 13 ก.ค. ก็ไม่สามารถเสนอญัตติเดิมให้พิจารณาซ้ำได้ตลอดสมัยประชุมนี้ (3 ก.ค. - 30 ต.ค.)
ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา 2563 ข้อ 41 ระบุว่า “หากญัตติใดตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ยังมิได้มีการลงมติหรือญัตติที่ประธานรัฐสภาจะอนุญาต ในเมื่อพิจารณาเห็นว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ประพันธ์ คูณมี สมาชิกวุฒิสภา ผู้ลุกขึ้นอภิปรายปัญหาคุณสมบัติของพิธา และร่วมโหวต “ไม่เห็นชอบ” ในการลงมติยกแรก เป็นอีกคนที่ออกมาระบุว่า “ชื่อของนายพิธานั้นจบแล้ว” เมื่อพิธาได้คะแนนเสียงเห็นชอบให้เป็นนายกฯ ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกของสองสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 จึงทำให้ญัตติดังกล่าวเป็นอันตกไป ดังนั้นการเสนอชื่อพิธาให้โหวตอีกครั้ง จึงทำไม่ได้ เว้นแต่มีเหตุเปลี่ยนแปลงตามมาตรา 272 วรรคสอง เท่านั้น
ส.ว. รายนี้ขยายความมาตรา 272 วรรคสอง ว่า ตามหลักการ หากโหวตครั้งแรกไม่สามารถได้บุคคลเป็นนายกฯ ไม่ว่าด้วยเหตุใด ประธานรัฐสภาไม่มีอำนาจเปิดให้มีการลงคะแนนใหม่เองได้ ต้องให้สมาชิกรัฐสภารวมกันไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาตามมาตรา 272 วรรคสอง และต้องได้เสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกสองสภา หรือ 500 เสียง จาก 750 เสียง จึงจะสามารถเสนอชื่อพิธาให้โหวตเป็นนายกฯ ได้อีกครั้ง หากดำเนินการใด ๆ นอกจากแนวทางนี้ ย่อมไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
"เมื่อรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้เช่นนี้แล้ว จึงไม่เปิดช่องทางอื่นให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถูกเสนอชื่อกลับมาให้รัฐสภาโหวตโดยง่าย หรือโหวตเลือกนายพิธาซ้ำซากไปเรื่อย ๆ เหมือนนักกฎหมาย หรือพวกกุนซือสมองทื่อเสนอให้โหวตไปเรื่อย ๆ จนสิ้นวาระของวุฒิสภา ด้วยเหตุนี้พรรคก้าวไกลและนายพิธาควรให้การศึกษาพวกด้อมส้มให้โปรดเข้าใจตามนี้ด้วย" ประพันธ์กล่าว
ข้อโต้แย้งจากก้าวไกล
ความเห็นดังกล่าวสวนทางกับมุมมองของนักการเมือง-นักนิติศาสตร์ในพรรค ก.ก. ที่บีบีซีไทยพูดคุยด้วยอย่างน้อย 2 คน ซึ่งยืนยันว่าวาระโหวตเลือกนายกฯ ไม่ใช่ญัตติ และมีข้อโต้แย้งการตีความกฎหมาย บีบีซีไทยสรุปไว้ 4 ข้อ ดังนี้
- การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ เป็นการดำเนินการตามมาตรา 159 และมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งต้องถือว่า “รัฐธรรมนูญมีศักดิ์ใหญ่กว่าข้อบังคับการประชุมรัฐสภา”
- ในข้อบังคับการประชุมรัฐสภา 2563 กำหนดให้กระบวนการเลือกนายกฯ อยู่ในหมวด 9 (การพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกฯ) ขณะที่การเสนอญัตติทั่วไป อยู่ในหมวด 2 ส่วนที่ 2 (การเสนอญัตติ) เมื่อมีการยกกระบวนการเลือกนายกฯ ไปเขียนแยกเอาไว้ต่างหาก จึงไม่อาจเหมารวมว่าการโหวตเลือกนายกฯ เป็นญัตติได้ เพราะโดยหลักกฎหมายต้องถือว่า “บทเฉพาะเหนือกว่าบททั่วไป”
- ในการเสนอญัตติทั่วไป กำหนดให้มีสมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่า 10 คน ซึ่งหมายความว่าทั้ง ส.ส. และ ส.ว. เป็นผู้รับรองได้ (ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 29) แต่กรณีเสนอชื่อนายกฯ กำหนดให้เฉพาะ ส.ส. เป็นผู้เสนอชื่อได้ และให้เฉพาะ ส.ส. เป็นผู้รับรองไม่น้อยกว่า 50 คน (ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 136 ใช้ผู้รับรอง 10% ของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร) จึงถือเป็นอีกหลักฐานที่ชี้ว่าการเสนอชื่อนายกฯ ไม่ใช่ญัตติ
- ในกรณีโหวตเลือกนายกฯ ในบัญชีพรรคการเมืองไม่ได้ แล้วต้องปลดล็อกให้หยิบชื่อนายกฯ คนนอกมาโหวตตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ กำหนดให้เสนอเป็นญัตติ ทำให้มีการตีความว่าในเมื่อการเสนอนายกฯ คนนอกยังเป็นญัตติ การเสนอชื่อนายกฯ ในบัญชีก็น่าจะถือเป็นญัตติเช่นกัน เห็นว่า แม้มีการปลดล็อกให้เลือกนายกฯ คนนอกได้แล้ว แต่ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 138 ก็ยังให้เสนอชื่อนายกฯ ในบัญชีให้รัฐสภาโหวตได้ “กรณีนี้เมื่อไม่มีการเขียนเอาไว้ว่าการเสนอชื่อนายกฯ ในบัญชีตามมาตรา 88 เป็นญัตติ จึงไม่อาจตีความให้เป็นญัตติได้ ทั้งนี้ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 137 ระบุว่า “ให้สมาชิกไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเข้าชื่อกัน ‘เสนอญัตติ’ ต่อประธานรัฐสภา เพื่อขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นไม่ต้องเสนอชื่อนายกฯ จากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญได้” โดยอาศัยมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
สำหรับคำว่า ญัตติ หมายถึงการมีสมาชิกเสนอขึ้นมา มีผู้รับรองครบถ้วนตามกฎ และจบลงด้วยการลงมติกลางสภา
“เมื่อการพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกฯ มีเงื่อนไขทางกฎหมายที่ผิดไปจากแนวทางการนำเสนอญัตติโดยปกติ 2 จาก 3 ข้อคือ อำนาจสมาชิกในการนำเสนอชื่อ และจำนวนผู้รับรอง จึงไม่อาจเรียกว่าญัตติได้” หนึ่งในแกนนำเจรจาจัดตั้งรัฐบาลพรรค ก.ก. กล่าวกับบีบีซีไทย
แกนนำพรรค ก.ก. บอกต่อไปว่า “หากพยายามจะตีความกันว่านี่เป็นญัตติ ญัตติมันต้องเป็น ‘การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ’ ไม่ใช่เอาชื่อนายพิธาไปนับเป็นญัตติ และถ้าตีความว่าการเสนอชื่อนายกฯ เป็นญัตติ ก็จะโหวตเลือกนายกฯ ไม่ได้ทั้งสมัยประชุมเลย เพราะญัตตินี้ตกไปแล้ว การตีความกฎหมายมันต้องตีความในทางเป็นคุณแก่ประเทศชาติ ไม่ใช่ตีความแล้วเกิดทางตัน”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ท่าทีของประธานสภา
เมื่อ 2 ขั้วความคิด ตีความกฎหมายไม่ตรงกัน บทหนักจึงตกอยู่กับประธานรัฐสภา เนื่องจากข้อบังคับการประชุมรัฐสภาเปิดช่องให้ “ญัตติที่ประธานรัฐสภาจะอนุญาต” อาจนำมาพิจารณาใหม่ได้
ก่อนโหวตเลือกนายกฯ รอบแรก นายวันมูหะมัดนอร์ให้ความเห็นไว้ว่า กฎหมายไม่ได้บังคับว่าหากโหวตชื่อนายพิธาไม่ผ่านในครั้งแรก จะไม่สามารถเสนอชื่อโหวตในครั้งที่ 2 ได้ แต่เขาไม่ได้บอกว่าจะเสนอชื่อเดิมได้กี่ครั้ง
บีบีซีไทยเข้าใจว่า การให้สัมภาษณ์ของประธานรัฐสภา สอดคล้องกับความเห็นของฝ่ายกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่เห็นว่า กระบวนการเลือกนายกฯ เป็นการดำเนินการตามมาตรา 159 ประกอบมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ และไม่ถือเป็นญัตติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา 2563
ต่อมาหลังทราบผลโหวต ประธานรัฐสภายืนยันว่าจะเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกนายกฯ รอบใหม่ 19 ก.ค. นี้ แต่เขาไม่ตอบคำถามว่าจะเสนอชื่อพิธาซ้ำได้หรือไม่ โดยโยนให้ที่ประชุมชี้ขาด
ทว่าเมื่อมีความเห็นแตกต่างหลากหลาย และไม่เคยมีแนวปฏิบัติมาก่อน จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าประธานรัฐสภาจะ “โยนเผือกร้อน” ไม่วินิจฉัยเรื่องนี้เอง แต่โยนกลับเข้าสู่วงประชุมวิป 3 ฝ่ายเพื่อเช็กท่าที-กำหนดแนวทางเบื้องต้น แล้วใช้ที่ประชุมรัฐสภาเป็นที่วินิจฉัย
นั่นหมายความว่า ในการประชุมรัฐสภายกต่อไป 19 ก.ค. หาก 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลยังยืนกรานเสนอชื่อพิธาเป็นนายกฯ อีกครั้ง ประธานอาจเปิดให้ ส.ส. และ ส.ว. ได้อภิปรายข้อกฎหมายอย่างกว้างขวาง จากรอบแรกที่เน้นอภิปรายคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของพิธาและนโยบายพรรค ก.ก. ก่อนขอมติที่ประชุมว่าการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ เมื่อ 13 ก.ค. ถือเป็นญัตติหรือไม่ ทั้งนี้ในการลงมติ ให้ถือเอาเสียงฝ่ายที่มากกว่าเป็นข้อชี้ขาด
หาก ส.ส. และ ส.ว. พร้อมใจกันโหวตว่า การเสนอชื่อพิธาเป็นนายกฯ ถือเป็นญัตติ ก็จะจบข้อถกเถียงทางกฎหมาย
เกมเปลี่ยน “หัวใหม่” หลังสภาวะ “ขาดหัว”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
แม้การโหวตคว่ำชื่อนายพิธาเมื่อ 13 ก.ค. ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่เมื่อพรรค ก.ก. มีแคนดิเดตนายกฯ เพียงคนเดียว ทำให้เกิดสภาวะ “ขาดหัว” ความพ่ายแพ้ของพิธาจึงพลิกเกมการเมืองทั้งกระดาน
จากเคยเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 312 เสียงเมื่อ 2 เดือนก่อน พรรคสีส้มคล้ายเหลือ 2 ทางเลือก ระหว่าง ร่วมรัฐบาลต่อไปโดยยอม “เปลี่ยนหัวใหม่” หรือ ประกาศถอนตัว-พลิกไปรับบทฝ่ายค้าน
ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค ก.ก. กล่าวยอมรับว่า “ธงการเมืองชัดเจนว่าต้องการพลิกขั้วรัฐบาล ผลโหวตสะท้อนว่ามาจากความเคลื่อนไหวกดดันรุนแรงมากตลอดช่วงที่ผ่านมา”
เลขาธิการพรรค ก.ก. ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล หลีกเลี่ยงจะพูดถึงฉากจบของรัฐบาลก้าวไกล ในระหว่างให้สัมภาษณ์รายการ “เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์” เช้าวันนี้ (14 ก.ค.) หลังผู้ดำเนินรายการสอบถามถึงกระแสข่าว “ขั้วอำนาจเก่า” เดินเกมส่งชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เข้าประกบ-ประกวดในการโหวตเลือกนายกฯ ครั้งต่อไป

เมื่อผลการโหวตรอบแรกออกมาชัดเจนว่า หัวหน้าพรรค ก.ก. ได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. เพียง 13 เสียง แม้ ส.ส. 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลจะลงมติให้แบบไม่แตกแถว 311 เสียง (ประธานรัฐสภางดออกเสียง) แต่ถ้าพันธมิตร 8 พรรคยังยืนยันเสนอชื่อแคนดิเดตหน้าเดิมมาโหวตซ้ำ ก็ยังไม่มีใครมองเห็นทางชนะกลางสภา
โดยเฉพาะเมื่อแกนนำก้าวไกลยืนยันว่า “ไม่ถอยมาตรา 112” ขณะที่ ส.ว. บางส่วนเริ่มประกาศยกเพดานตัวเองว่า นอกจากไม่โหวตให้แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคที่มีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 แล้ว ยังไม่สนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ จากรัฐบาลผสมที่มีก้าวไกลร่วมด้วย
นี่ถือเป็นโจทย์ใหม่-โจทย์ใหญ่ในเกมอำนาจของฝ่ายที่กำลังช่วงชิงเสียงคนในรัฐสภาเพื่อจัดตั้งรัฐบาล
ไม่ว่าแคนดิเดตนายกฯ คนต่อไป จะมาจากเพื่อไทย หรือมาจากฝ่าย 10 พรรคการเมือง กลกฎหมายก็ไม่อนุญาตให้เกิดความผิดพลาดได้ นั่นคือ โหวตครั้งเดียวต้องผ่านและได้เสียงสนับสนุนเกิน 376 เสียง ไม่เช่นนั้นชื่อนายกฯ ในบัญชีส่อว่าจะถูกตีความเป็นญัตติ และกลายเป็น “ของเสีย” ไปโดยปริยาย











