ศาลรัฐธรรมนูญไทยมีอำนาจมากเกินไปหรือไม่ จากมุมมองนักนิติศาสตร์-รัฐศาสตร์

ที่มาของภาพ, thai news pix
- Author, ธันยพร บัวทอง
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
การวินิจฉัยชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญต่อการสั่งยุบพรรคก้าวไกลที่มี สส. มากที่สุดในสภา และการถอดถอนนายเศรษฐา ทวีสิน พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี ถูกมองจากนักวิชาการด้านนิติศาสตร์ว่าเป็นการ “ทำลายดุลความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย 3 องค์กร” ขณะที่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ชี้ว่า สังคมการเมืองไทยกำลังเผชิญกับสภาวะของ “ตุลาการธิปไตย” ที่เป็นความต่อเนื่องจากการรัฐประหารในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
จากปรากฏการณ์ “ตุลาการภิวัตน์” ภายหลังการรัฐประหาร 2549 จนกระทั่งเข้าสู่ “นิติสงคราม” ในช่วงหลังรัฐธรรมนูญ 2560 การชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญสร้างความพลิกผันให้กับการเมืองไทยในหลายวาระ
บีบีซีไทยสนทนากับ รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่ออ่านปรากฏการณ์สำคัญที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทย
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดีเศรษฐา สัญญาณอันตรายในการตีความกฎหมาย
รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า "คำสำคัญ" คำหนึ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้อ้างข้อเท็จจริงและอ้างพฤติการณ์ของนายเศรษฐา คือคำว่า "การขาดความระมัดระวัง" ในการแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรี ว่า “ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) ซึ่งอ้างอิงตาม “มาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561” เป็นการตีความและขยายความที่อันตราย ไม่สอดคล้องกับหลักการทางนิติศาสตร์ เนื่องจากมีการขยายความ และตีความถ้อยคำในกฎหมายที่คลุมเครือ ให้ยิ่งกว้างออกไป โดยไม่มีขอบเขต
รศ.ดร.มุนินทร์ อธิบายว่า หากพิจารณาตามความเข้าใจของนักกฎหมายและคนทั่วไป ล้วนมีความเข้าใจคล้ายกันว่า ความซื่อสัตย์สุจริต คือตรงข้ามกับทุจริต เช่น การแสวงหาประโยชน์โดยทุจริต หรือไม่สุจริต แต่การที่ศาลฯ สรุปตามคำวินิจฉัยออกมา จึงทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใด “การขาดความความระมัดระวัง” ในการแต่งตั้งรัฐมนตรีของนายเศรษฐา จึงกลายเป็นความไม่ซื่อสัตย์สุจริตไปได้
“การให้ความหมายของถ้อยคำไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน นั่นหมายความว่าจะเป็นการกระทำอะไรก็ได้ ถึงแม้ว่าการกระทำนั้น ดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตได้เลย แต่ก็ทำให้เกี่ยวได้ ด้วยการตีความที่อาจทำลายกรอบความเข้าใจของคนทั่ว ๆ ไป และนักกฎหมายโดยทั่วไป อันนี้เป็นสัญญาณอันตราย คือวิธีการตีความ ขยายความ อันตรายมาก”

ที่มาของภาพ, thai news pix
เช่นเดียวกับการพิจารณาการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง รศ.ดร.มุนินทร์ ชี้ว่า ด้วยตัว “มาตรฐานจริยธรรมฯ” ที่มีความไม่ชัดเจนอยู่แล้ว ตามหลักการยิ่งต้องตีความอย่างเคร่งครัด จำกัด และไม่ควรขยายความ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคนที่ถูกกล่าวหา แต่คำวินิจฉัยที่ออกมากลับมีการ “ตีความกว้าง ๆ ไม่ตรงกับความเข้าใจทั่วไป” เช่นกัน
ในประเด็นสืบเนื่องถัดมา รศ.ดร.มุนินทร์ ชี้ว่า เหตุผลในคำวินิจฉัยกรณีของนายเศรษฐาปรากฏสิ่งที่ขัดแย้งกันเอง เนื่องจากนายพิชิต ยังไม่เคยถูกวินิจฉัยอย่างเป็นทางการว่าขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี โดยศาลฯ ได้ชี้ตั้งแต่เริ่มอ่านคำวินิจฉัยว่าจะพิจารณาเฉพาะคำร้องต่อนายเศรษฐา เพราะนายพิชิตได้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว แต่เมื่อพิจารณากรณีของนายเศรษฐา กลับมีการโยงกลับไปที่นายพิชิต ดังนั้น การที่คำวินิจฉัยออกมาว่านายเศรษฐาขาดคุณสมบัติจนต้องสิ้นสุดความเป็นนายกฯ เป็นเพราะศาลฯ เชื่อว่า นายพิชิตน่าจะขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ ทั้งที่ไม่เคยเข้าสู่กระบวนการในศาลฯ แต่อย่างใด
“ความผิดของนายกฯ ขึ้นอยู่กับความผิดของคุณพิชิต แต่ความผิดของคุณพิชิต ยังไม่เคยถูกวินิจฉัยเลยภายใต้รัฐธรรมนูญว่าขาดคุณสมบัติหรือไม่ เหตุผลมันขัดแย้งกันเอง เลยทำให้เกิดข้อสงสัยมากว่า ในการพิจารณาให้เหตุผลว่า นำไปสู่ ความผิดในมาตรา 160 (4) และ มาตรา 160 (5) จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดคำถามเยอะ และมีปัญหาเยอะ”

ที่มาของภาพ, thai news pix
สมดุลอำนาจอธิปไตย 3 ฝ่าย ถูกทำลาย
เมื่อย้อนกลับไปที่การยุบพรรคก้าวไกล รศ.ดร.มุนินทร์ ชี้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้เข้าไปใช้อำนาจตรวจสอบในกรณีที่นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ ทั้งนโยบายของพรรคการเมือง การเสนอร่างกฎหมาย ซึ่งตามหลักเกณฑ์ ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจตรวจสอบในชั้นนั้น
ส่วนการแต่งตั้งนายพิชิตเป็นรัฐมนตรี เป็น “การกระทำของฝ่ายบริหารโดยแท้” ที่ตามปกติไม่ควรจะถูกตรวจสอบโดยศาลรัฐธรรมนูญได้ นอกจากมีการแต่งตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายชัดเจนหรือมีการทุจริต ซึ่งต้องใช้กระบวนการพิสูจน์ตรวจสอบด้วยตามกระบวนการยุติธรรมปกติทางอาญา
รศ.ดร.มุนินทร์ชี้ว่า ปัญหาร่วมจากทั้งสองกรณีนี้ คือการที่ “ฝ่ายตุลาการเข้าไปล่วงล้ำในพรมแดนของทั้งของฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ซึ่งฝ่ายตุลาการโดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรจะเข้าไป”
“ในภาพรวม มันไปทำลายดุลความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย 3 องค์กร ที่ในความเข้าใจของนักกฎหมายและคนทั่วไปมองว่า ทั้ง 3 องค์กรต่างเป็นองค์กรที่เสมอกัน ใช้อำนาจอธิปไตยที่แตกต่างกัน มีบทบาทของตัวเอง และมีลักษณะที่ถ่วงดุลกัน โดยไม่ไปก้าวล่วงไปในพรมแดนของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่มีขอบเขต”

ที่มาของภาพ, thai news pix
รศ.ดร.มุนินทร์ ชี้ว่า ในประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยไม่มีประเทศไหนที่ “ศาลใช้อำนาจล่วงล้ำเข้ามาในพรมแดน ของฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหารที่มากขนาดนี้” รวมถึงประเทศต้นแบบของศาลรัฐธรรมนูญที่ไทยนำมาใช้อย่างเยอรมนี
“ต่อให้ศาลเยอรมนีจะเป็นต้นแบบเรา และมีอำนาจค่อนข้างจะกว้าง แต่กว้างน้อยกว่าเรา ศาลเยอรมนีก็ไม่ยุบพรรคการเมืองแบบนี้ เพราะระบบของยุโรปมีศาลสิทธิมนุษยชนของยุโรป ซึ่งคอยตรวจสอบศาลเยอรมันอีกที และไม่ปลดนายกฯ แบบนี้ ไม่มีประเทศไหนที่ปล่อยให้ศาลรัฐธรรรมนูญ มีอำนาจมากขนาดนี้ มันไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ ถ้าเอาบรรทัดฐานกรณีของนายเศรษฐา ทุก ๆ วันอาจจะมีคนไปร้องศาลได้หมด ใช้ช่องอาศัยเหตุ แล้วจะบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างไร หรือพรรคการเมืองจะฟังก์ชันในสภาได้อย่างไร”
ศาลรัฐธรรมนูญกำลังใช้ต้นทุนของกระบวนการยุติธรรมไทยที่สร้างมาเป็นร้อยปี
นักนิติศาสตร์จาก มธ. อธิบายด้วยว่า หากย้อนไปดูปรากฏการณ์ “ตุลาการภิวัตน์” ที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 2549 ซึ่งนำมาสู่รัฐธรรมนูญ 2550 ผู้เขียนรัฐธรรมนูญต้องการให้ศาลมีบทบาทอย่างมากในการควบคุมตรวจสอบพรรคการเมือง แต่ในรัฐธรรมนูญ 2560 ศาลรัฐธรรมนูญยิ่งมีอำนาจมากขึ้นไปอีก เพราะกลไกของวุฒิสภาที่สามารถเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญถูกนำออกไปจากรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีระบบการกำกับศาลเหมือนกับระบบศาลทั่วไปที่มี 2-3 ชั้น ซึ่งมีการตรวจสอบจากศาลในชั้นที่สูงขึ้น
แต่ยิ่งไปกว่านั้น รัฐธรรมนูญ 2560 ได้สร้างช่องทางระบบร้องทุกข์ของศาลรัฐธรรมนูญ ให้ทั้งสมาชิกรัฐสภาหรือกระทั่งคนทั่วไป นำคดีเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้ โดยเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบการกระทำทุกรูปแบบ ทั้งนิติบัญญัติ การกระทำในทางบริหาร หรือแม้กระทั่งการกระทำในทางตุลาการของศาลอื่น ก็อาจอยู่ในการตรวจสอบของศาลรัฐธรรมนูญได้เช่นกัน
“ศาลรัฐธรรมนูญ ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีทั้งอำนาจมากที่สุด และการตีความการใช้กฎหมายในแต่ละคดี แสดงให้เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีลังเลที่จะขยายอำนาจของตัวเองออกไป จนทำให้เกิดความไม่แน่นอนเข้าไปในพรมแดนฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร” รศ.ดร.มุนินทร์ ระบุ

ที่มาของภาพ, Munin Pongsapan
เมื่อถามว่า อำนาจฝ่ายตุลาการสูญเสียต้นทุนอะไรไปหรือไม่จากการเป็นผู้ชี้ขาดทางการเมืองในช่วงสองทศวรรษของการเมืองไทย รศ.ดร.มุนินทร์ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ต้นทุนที่ใช้ไปคือความเชื่อมั่นศรัทธาที่มีต่อระบบกระบวนการยุติธรรม
“ต้นทุนที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ มันไม่ใช่ต้นทุนศาลรัฐธรรมนูญเอง แต่เป็นต้นทุนที่ศาลยุติธรรมสร้างมาเป็นร้อยปี” รศ.ดร.มุนินทร์ ระบุ “สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ทำให้ภาพลักษณ์ของระบบกฎหมายทั้งหมด และกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดของประเทศเสียหายไปด้วย” นักนิติศาสตร์จากธรรมศาสตร์ กล่าว
ประจักษ์ ก้องกีรติ ชี้คำวินิจฉัยหมิ่นเหม่ต่อการกลายเป็นระบอบ “ตุลาการธิปไตย”
ด้าน รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่า คำวินิจฉัยต่อการยุบพรรคการเมืองอันดับหนึ่ง และการถอดถอนนายเศรษฐา ทวีสิน สะท้อนอำนาจที่มากล้นของศาลรัฐธรรมนูญจนเกินพอดี จนทำให้การถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการเสียสมดุลไป กระทั่ง “หมิ่นเหม่ต่อการเข้าสู่สถานการณ์ที่กลายเป็นตุลาการธิปไตย”
“ตอนนี้ ตุลาการกลายเป็นใหญ่ กลายเป็นผู้ถือครองอำนาจอธิปไตยอยู่คนเดียว สามารถทั้งทำให้ฝ่ายบริหารหลุดออกจากอำนาจไป รวมถึงยับยั้งการที่ฝ่ายนิติบัญญัติหรือพรรคการเมืองพยายามแก้กฎหมาย ซึ่งเป็นอำนาจที่เขาทำได้... ความไม่สมดุลตรงนี้ เลยทำให้เราอยู่ในสถานการณ์ของตุลาการธิปไตย ตุลาการกลายเป็นผู้ปกครองเสียเอง แทนที่จะเป็นแค่ผู้ถ่วงดุล” รศ.ดร.ประจักษ์ กล่าวกับบีบีซีไทย
เมื่อย้อนมองกลไกของศาลรัฐธรรมนูญกลับไปในภาพที่ยาวขึ้น รศ.ดร.ประจักษ์ ชี้ว่า อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ “เป็นปัญหาเรื้อรังมาสักพักใหญ่แล้ว” แต่ปัญหาหนักขึ้น โดยเฉพาะหลังรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นผลพวงของการรัฐประหารปี 2557 จากภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 ที่ศาลรัฐธรรมนูญ “ไปเกี่ยวพันกับการเลือกข้างทางการเมืองมากขึ้น” หลังรัฐธรรมนูญ 2560 จะเห็นว่ามีการใช้อำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ และเข้ามาอยู่ในความขัดแย้งทางการเมืองเสียเอง
“ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาเป็นผู้เล่นทางการเมืองเสียเอง และคำตัดสินคำวินิจฉัยต่าง ๆ ก็วางอยู่บนหลักวิชาที่อ่อนแอลงมากขึ้นทุกที จนนำไปสู่การตั้งคำถามอย่างมากมาย แม้กระทั่งจากแวดวงนักนิติศาสตร์เอง คือใช้อำนาจมากขึ้น แต่เหตุผลรองรับการใช้อำนาจนั้นกลับอ่อนแอลง”

ที่มาของภาพ, bbc thai
“เครื่องมือทางการเมืองที่ใกล้ชิดกับชนชั้นนำ”
รศ.ดร.ประจักษ์ ชี้ว่า แต่เดิมกลไกศาลรัฐธรรมนูญที่ไทยถอดแบบมาจากต่างประเทศและนำมาใช้ ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องประชาธิปไตย ป้องกันปัญหาพรรคการเมืองหรือผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งกลายเป็นเผด็จการที่อ้างเสียงส่วนมากไปทำอะไรตามอำเภอใจหรือใช้อำนาจอย่างบิดเบือน ซึ่งมีต้นกำเนิดที่แพร่หลายในช่วงสงครามเย็น ทว่าหลังจากประเทศไทยนำมาใช้ ศาลรัฐธรรมนูญได้ “กลายพันธุ์ไปเรื่อย ๆ” โดยเฉพาะตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2550 และ 2560
ในบริบทของไทย รศ.ดร.ประจักษ์ กล่าวว่า “ไม่สามารถแยกขาดการวิเคราะห์ศาลรัฐธรรมนูญออกจากระบอบรัฐประหารได้” เพราะศาลรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน “เป็นผลผลิตของการรัฐประหาร” สองครั้งที่ผ่านมา คือ 2549 และ 2557 และเป็นผลผลิตของความขัดแย้งทางการเมือง จึงทำให้ยากที่จะทำหน้าที่อย่างเป็นกลางได้ ต่างกับศาลรัฐธรรมนูญในประเทศที่มีประชาธิปไตยแบบปกติ
“ชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยมทำรัฐประหารทั้งปี 2549 และ 2557 แล้วได้แก้กติกาใหม่ แก้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 และ 2560 และไปเพิ่มอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตรงนี้มากขึ้น จนศาลรัฐธรรมนูญหลุดลอยจากประชาชน แต่กลายไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ใกล้ชิดกับชนชั้นนำ และชนชั้นนำเข้ามาควบคุมและครอบงำได้มากขึ้น”
นักรัฐศาสตร์ผู้นี้มองว่า ในสังคมที่แตกแยกสูงอย่างมาก การมีศาลรัฐธรรมนูญที่อำนาจอยู่ที่คน 9 คน โดยไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน จึงเป็นอันตรายมากกว่าศาลรัฐธรรมนูญในสังคมประชาธิปไตย
“กลายเป็นว่าตอนนี้ มันเลยอันตราย เพราะแทนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะแก้ปัญหาและปกป้องประชาธิปไตย แต่หมิ่นเหม่ในการเป็นผู้ทำลายประชาธิปไตยเสียเอง และไม่มีใครควบคุม ตรวจสอบ หรือแสวงหาความรับผิดชอบจากศาลรัฐธรรมนูญได้”

ที่มาของภาพ, โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
“รัฐประหารทางตุลาการ” มีต้นทุนน้อยกว่าการรัฐประหารโดยกองทัพ
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็น “เครื่องมือทางการเมืองที่ใกล้ชิดกับชนชั้นนำ” แล้ว การชี้ขาดในสองคดีสำคัญภายในสองอาทิตย์ที่ผ่านมา "ชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยม" หวังผลอะไร?
รศ.ดร.ประจักษ์ ชวนให้มองว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสองสัปดาห์นี้ ไม่ได้แยกขาดจากการรัฐประหารปี 2557 เพราะ ประเทศไทยยังไม่ไปพ้นไปจากระบอบ คสช. และมรดกสำคัญที่สุดของระบอบ คสช. ที่ทิ้งไว้ให้สังคมไทย คือรัฐธรรมนูญปี 60 และการขยายอำนาจให้กับองค์กรอิสระทั้งหลาย รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญด้วย
นักรัฐศาสตร์จาก มธ. กล่าวต่อไปว่า เครื่องมือ 2 อย่างที่ “ชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยม” มีเพื่อไว้ใช้ “เหนี่ยวรั้งประชาธิปไตย” คือการรัฐประหารด้วยกองทัพ และการรัฐประหารผ่านกลไกทางกฎหมาย โดยผ่านกลไกตุลาการและศาลรัฐธรรมนูญ แต่ต้นทุนของการล้มประชาธิปไตยอย่างแรกนั้นมีแต่จะสูงขึ้น จึงเป็นที่มาของการใช้องค์กรชี้ขาดทางรัฐธรรมนูญ
“โจทย์ของชนชั้นนำ คือจะครองอำนาจไว้อย่างไร แต่เมื่อการรัฐประหารโดยกองทัพมีต้นทุนที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องหันมาใช้การรัฐประหารทางตุลาการแทน เพราะว่าแนบเนียนกว่า และโดนประณามบอยคอตจากต่างชาติน้อยกว่า”
ผู้เชี่ยวชาญการเมืองเรื่องการเลือกตั้งกล่าวต่อไปว่า จากผลการเลือกตั้งในปี 2566 พรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม ไม่สามารถชนะเลือกตั้งได้ ทำให้เกิด “ดีล” ที่จับมือกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งฝ่ายอนุรักษนิยม “ก็ไม่ได้ไว้ใจมาก” ส่วนพรรคก้าวไกลถูกมองเป็นศัตรูอยู่แล้ว ดังนั้น ชนชั้นนำก็ไม่ได้เห็นทั้งพรรคก้าวไกลและเพื่อไทยแข็งแรง จึงเป็นที่มาของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 และ 14 ส.ค.
“ผมมองว่ายังเป็นเกมของชนชั้นนำในการที่จะควบคุมไม่ให้ทั้งศัตรูใหม่ (อดีตพรรคก้าวไกล) และศัตรูเดิม คือเพื่อไทย ที่ตอนนี้ต้องจำใจมาจับมือด้วย แข็งแรงมากจนเกินไป” รศ.ดร.ประจักษ์ กล่าว

ที่มาของภาพ, getty images
“แต่จะทำรัฐประหาร ขึ้นรถถังออกมาเลย มายึดอำนาจเหมือนแต่ก่อนก็ไม่ได้ ก็ต้องใช้การรัฐประหารทางตุลาการ ทำให้ศัตรูใหม่ที่น่ากลัวอ่อนแอลงให้ได้ ยุบมาสองครั้งแล้ว ทั้งอนาคตใหม่และก้าวไกล อันนี้ไม่เซอร์ไพรส์... แต่ชนชั้นนำเองก็ไม่ได้อยากเห็นพรรคเพื่อไทยแข็งแรง เพราะว่าถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะยิ่งตัดโอกาสที่ฝ่ายอนุรักษนิยม จะกลับมาชนะเลือกตั้งในครั้งหน้า”
“พูดง่าย ๆ ก็คือ คำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญในสองสัปดาห์นี้ เป็นการรัฐประหารทางตุลาการสองครั้ง เพื่อทำให้ทั้งฝ่ายเพื่อไทยและก้าวไกล อ่อนแอลง”
แต่กระนั้นก็ตาม รศ.ดร.ประจักษ์ ชี้ว่า การใช้กลไกทางตุลาการไม่ได้มีแค่ในไทย เพราะบางประเทศก็เริ่มเห็นปัญหาของอำนาจฝ่ายตุลาการเช่นกัน
“เขา (บางประเทศ) เริ่มห่วงใยมากขึ้นว่าตุลาการกลายเป็นอำนาจใหม่ที่ควบคุมไม่ได้ กลายเป็นยักษ์ตัวใหม่ที่ควบคุมไม่ได้ แต่ของเราหนักกว่าชาวบ้านกว่าปกติ เพราะเรามีการรัฐประหารสองครั้ง และทั้งรัฐธรรมนูญ 2550 และ 2560 ถูกออกแบบอย่างจงใจ ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมากแบบที่เป็นอยู่ เพราะชนชั้นนำยังต้องการมีเครื่องมือบางอย่างในระบบในการมาควบคุมประชาธิปไตย”
จะเดินหน้าสู่ความขัดแย้งรุนแรง หรือทำให้อำนาจตุลาการอยู่ในร่องรอย
หากกลไกที่ไม่ได้มีที่มายึดโยงกับประชาชนเหนี่ยวรั้งสถาบันการเมืองที่มาจากประชาชนในลักษณะนี้ต่อไป นักวิชาการรัฐศาสตร์ มองว่า ประเทศไทยจะมีโอกาสเดินหน้าไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรง เพราะปกติทุกสังคม ถ้าไม่อยากเห็นความขัดแย้งรุนแรง ก็ต้องให้ระบบทำงานและตรวจสอบถ่วงดุลกันตามปกติ
“การตีความกฎหมายแบบไร้ขอบเขต ทำให้ทุกอย่างคาดเดาไม่ได้ มันไม่มีความแน่นอน ทำแบบไหนจะถูกยุบ หรือไม่ถูกยุบ ทำแบบไหนถึงจะถูกตัดสิทธิเป็นนายกฯ ไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอน [ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ] 9 คนนี้ เป็นคนวางมาตรฐานเองทั้งหมด ตรงนี้ก็เป็นกับระเบิด ต่อการที่จะเกิดความขัดแย้งรุนแรง”
สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงจะส่งผลต่อความขัดแย้งในสังคมการเมืองที่จะรุนแรงขึ้น แต่การกำกับควบคุมด้วยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ยังทำให้ฝ่ายบริหารทำงานได้ยากขึ้นหลังจากนี้
“เราก็จะได้รัฐบาลที่อ่อนแอมาก โดยไม่เกี่ยวกับนายกฯ คนใหม่ มีความสามารถมากหรือน้อยกว่าคุณเศรษฐา แต่โดยโครงสร้างที่ไม่สมดุลแบบนี้ ฝ่ายบริหารจะไม่กล้าทำอะไร ไม่กล้าริเริ่มนโยบายหรือผลักดันอะไร เพราะอาจจะโดนเล่นงานได้ทุกเมื่อ ฝ่ายนิติบัญญัติเช่นกัน หลายเรื่องก็จะไม่กล้าผลักดันอะไร ผลเสียเองไม่ใช่แค่ประชาธิปไตยโดนทำลาย แต่การเมืองโดยรวมก็อ่อนแอ เอาแค่การบริหารราชการแผ่นดิน มันก็จะอ่อนแอ มันผลักดันอะไรใหม่ ๆ ไม่ได้” รศ.ดร.ประจักษ์ กล่าว

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ด้านนักนิติศาสตร์อย่าง รศ.ดร.มุนินทร์ ชี้ว่า การจะฟื้นความเชื่อมั่นศรัทธาของฝ่ายตุลาการขึ้นมาใหม่ “ต้องทำให้การใช้อำนาจตุลาการอยู่ในร่องในรอย” ซึ่งจำเป็นต้องตอบคำถามสองประการคือ ประเทศไทยยังจำเป็นต้องมีศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอื่นในการทำหน้าที่ระงับข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญหรือไม่ และต่อให้มีแล้วอำนาจควรจะกว้างแคบแค่ไหน
“ผมคิดว่าตอนนี้เราเห็นชัดแล้วว่า ไม่ควรให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมากขนาดนี้ จนกระทั่งทำให้เกิดสภาวะที่คนรู้สึกว่า ศาลรัฐธรรมนูญปกครองบ้านเมืองโดยอ้อมหรือเปล่า”
“สิ่งที่ต้องทำแน่ ๆ คือ การปฏิรูประบบศาลรัฐธรรมนูญต้องทำเลย... แต่การปฏิรูประบบศาลมีความยาก เพราะต้องแก้ รัฐธรรมนูญอย่างเดียว มันต้องเป็นวาระหนึ่งในการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ เพราะสถานะอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญอยู่ใน รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญก็ไม่มีทางทำอะไรได้” รศ.ดร.มุนินทร์ ทิ้งท้าย











