เจาะสูตรลับไต้หวัน ปฏิวัติเศรษฐกิจจากส่งออกน้ำตาล สู่มหาอำนาจผลิตชิป

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ไต้หวัน เคยเป็นเพียงเกาะเล็ก ๆ ที่ส่งออกน้ำตาลและเสื้อผ้าเป็นหลัก แต่ปัจจุบัน กลายเป็นมหาอำนาจด้านการผลิตชิปที่ทั่วโลกต่างหวังพึ่ง
    • Author, รูเปิร์ต วิงฟิลด์-เฮเยส
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี ประจำไต้หวัน

ในวัย 23 ปี ฉื่อ ชิน-ไท่ (Shih Chin-tay)ขึ้นเครื่องบินไปยังสหรัฐอเมริกาในฤดูร้อนปี 1969 นี่คือ การเดินทางครั้งสำคัญไปสู่โลกใบใหม่ที่เข้าไม่เคยพบมาก่อน

ฉื่อ เติบโตในหมู่บ้านชาวประมง ห้อมล้อมด้วยไร่อ้อย ก่อนจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงไทเปของไต้หวัน ซึ่งในเวลานั้น เป็นเมืองที่ถนนเต็มไปด้วยฝุ่น และอาคารอะพาร์ตเมนต์สีเทาหม่น ๆ ที่คนในสังคมมีรถยนต์เป็นของตัวเองไม่มากนัก

เขาเดินทางไปมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ในห้วงเวลาที่สหรัฐฯ เพิ่งส่งมนุษย์อวกาศไปเหยียบดวงจันทร์ และเครื่องบินโบอิง 747 ทะยานสู่ท้องฟ้า สหรัฐฯ ในเวลานั้นยิ่งใหญ่มาก มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าสหภาพโซเวียต, ญี่ปุ่น, เยอรมนี และฝรั่งเศส รวมกันเสียอีก

“พอเครื่องลงจอด ผมตกตะลึงมาก” ดร.ฉื่อ ปัจจุบันอายุ 77 ปี เล่าย้อนความหลังให้ฟัง “ผมเองคิดเลยว่า ไต้หวันยากจนเหลือเกิน ผมต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อทำให้ไต้หวันดียิ่งขึ้น”

และเขาก็ทำสำเร็จ ดร.ฉื่อ และกลุ่มนักวิศวกรวัยหนุ่มสาวไฟแรง ได้เปลี่ยนเกาะแห่งนี้ที่เคยส่งออกน้ำตาลและเสื้อยืดเป็นหลัก ให้กลายเป็นแหล่งผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ทรงอิทธิพลของโลก

ทุกวันนี้ กรุงไทเปเป็นเมืองที่ร่ำรวยและทันสมัย มีรถไฟฟ้าความเร็วสูงพาผู้โดยสารไปยังแนวชายฝั่งตะวันตกด้วยความเร็ว 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตึกไทเป 101 เคยครองตำแหน่งอาคารสูงที่สุดในโลกอยู่พักหนึ่ง จนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรือง

สูตรลับแห่งความเจริญรุ่งเรืองของไต้หวัน คือ อุปกรณ์ขนาดเล็กจิ๋ว ที่ไม่ใหญ่ไปกว่าเล็บมือ มันคือ เซมิคอนดักเตอร์ (สารกึ่งตัวนำ) หรือ ชิป ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีที่เราใช้ในทุกวัน ตั้งแต่ไอโฟนไปจนถึงเครื่องบิน

ปัจจุบัน ไต้หวันผลิตชิปมากกว่าครึ่งของทั้งหมดในโลกที่เราใช้กัน บริษัทผลิตชิปรายใหญ่ที่สุด คือ ไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟคเจอริง คอมพานี หรือ ทีเอสเอ็มซี เป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสูงสุดอันดับ 9 ของโลก

นั่นทำให้แทบไม่สามารถหาชาติใดทดแทนไต้หวันได้ แต่ไต้หวันเองก็มีความเปราะบางในเวลาเดียวกัน เพราะจีนกำลังทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อช่วงชิงตำแหน่งผู้ผลิตชิปแทนที่ไต้หวัน เนื่องจากจีนวิตกว่าจะถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงชิปที่ล้ำสมัย อีกทางหนึ่ง จีนยังอาจยึดเกาะไต้หวัน อย่างที่เคยขู่มาหลายครั้ง

ทั้งนี้ เส้นทางของไต้หวันสู่ผู้นำการผลิตชิประดับซูเปอร์สตาร์ ไม่ได้เลียนแบบกันง่าย ๆ นั่นเพราะเกาะแห่งนี้ มีสูตรลับ ที่เป็นผลผลิตจากการกรำงานหนักของวิศวกรชั้นนำมานานหลายทศวรรษ ไม่เพียงเท่านั้น อุตสาหกรรมผลิตชิปของไต้หวัน ยังยึดโยงกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้็นก็กำลังสร้างส่งผลกระทบให้

จากน้ำตาลสู่ซิลิคอน

ตอนที่ ดร.ฉื่อ เดินทางถึงพรินซ์ตัน “สหรัฐฯ เพิ่งอยู่ในจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติเซมิคอนดักเตอร์” เขากล่าว

ตอนนั้น เพิ่งผ่านมาเพียง 10 ปี นับแต่ โรเบิร์ต นอยซ์ ได้สร้าง “แผงวงจรรวมแบบโมโนลิธิก” ที่รวมเอาองค์ประกอบวงจรต่าง ๆ มาประกอบรวมกันบนแผ่นซิลิคอนขนาดเล็กเพียงแผ่นเดียว นั่นถือเป็นเวอร์ชันแรกเริ่มของไมโครชิป ที่ผลักดันจนเกิดการปฏิวัติคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

.
คำบรรยายภาพ, ดร.ฉื่อ ชิน-ไท่ นำไต้หวันเข้าสู่การผลิตชิปในทศวรรษที่ 1970

หลังศึกษาจบมาได้ 2 ปี ดร.ฉื่อ ได้ออกแบบชิปหน่วยความจำที่บริษัท เบอร์โรห์ส คอร์ปอเรชัน ที่เป็นรองเพียงไอบีเอ็ม ในด้านการผลิตคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้น

ในเวลานั้น ไต้หวันกำลังไขว่คว้าหาอุตสาหกรรมแห่งชาติใหม่ หลังวิกฤตน้ำมันที่ทำให้ภาคการส่งออกทรุดตัว อุตสาหกรรมซิลิคอนดูมีความเป็นไปได้ และ ดร.ฉื่อ มองว่า ตนเองอาจเข้ามาช่วยได้ในเรื่องนี้ “ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ผมจะกลับบ้าน”

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 เขาเข้าร่วมในห้องทดลองวิจัยแห่งใหม่ พร้อมกับวิศวกรไฟฟ้าชั้นนำและมากความสามารถที่สุด ห้องวิจัยแห่งนั้น คือ สถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ที่กลายมามีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนทิศเศรษฐกิจของไต้หวัน

ภารกิจยิ่งใหญ่เริ่มขึ้นในเมืองเล็ก ๆ ชื่อ ซินจู่ ทางใต้ของกรุงไทเป ซึ่งปัจจุบัน ได้กลายเป็นศูนย์กลางทางอิเล็กทรอนิกซ์ ตระหง่านด้วยโรงงานขนาดยักษ์ของทีเอสเอ็มซี โดยโรงงานผลิตชิปเหล่านี้ แต่ละแห่งมีขนาดเท่ากับสนามฟุตบอลหลายสนามรวมกัน ถือเป็นสถานที่ที่สะอาดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยกระบวนการผลิตที่ละเอียดอ่อน เป็นความลับสุดยอด และไม่อนุญาตให้นำกล้องเข้าไปบันทึกภาพได้เลย

ขณะที่ โรงงานประกอบชิปแห่งใหม่สุด ด้วยงบก่อสร้างเกือบ 7 แสนล้านบาทในพื้นที่ทางใต้ของไต้หวัน ก็เตรียมจะผลิตชิปขนาด 3 นาโนเมตร สำหรับไอโฟนรุ่นต่อไปในอีกไม่นานนี้

ความสำเร็จเหล่านี้เกินกว่าที่ ดร.ฉื่อ และเพื่อนร่วมงานของเขาจะจินตนาการไว้ตอนที่พวกเขาเปิดโรงงานทดลองแห่งแรกในทศวรรษที่ 1970 ตอนนั้น พวกเขาเปี่ยมไปด้วยความหวัง เพราะได้ใบอนุญาตใช้เทคโนโลยีจากบริษัทอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ในสหรัฐฯ แต่กลายเป็นว่า ความสำเร็จเกินกว่าที่หวังไว้ เพราะบริษัทลูกมีผลประกอบการแซงหน้าบริษัทแม่ จนถึงทุกวันนี้ สูตรสำเร็จทางธุรกิจของไต้หวันก็ยังเป็นตำนานที่ยังไร้คำอธิบายแน่ชัด

แต่ในความทรงจำของ ดร.ฉื่อ มันเป็นแค่เรื่องน่าเบื่อเรื่องหนึ่ง “ผลผลิตของเราดีกว่าบริษัทอาร์ซีเอ ที่เป็นบริษัทแม่ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า รัฐบาลไต้หวันเลยมั่นใจว่า เราสามารถทำอะไรบางอย่างได้”

รัฐบาลไต้หวันให้เงินทุนประเดิมก้อนแรกให้กับบริษัท ยูไนเต็ด ไมโคร-อิเล็กทรอนิกส์ คอร์ปอเรชัน จากนั้นในปี 1987 บริษัทก็ลายเป็นโรงงานผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลกในชื่อ "ทีเอสเอ็มซี"

COURTESY: ITRI

ที่มาของภาพ, COURTESY: ITRI

คำบรรยายภาพ, ดร.ฉื่อ ชิน-ไท่ (คนที่สองจากซ้ายมือแถวหลัง) พร้อมด้วยวิศวกรคนอื่น ๆ ในปี 1977 หลังจากเดินทางกลับมาไต้หวัน

ไต้หวัน ดึงตัว มอร์ริส จาง วิศวกรชาวอเมริกันเชื้อชาติจีน และอดีตผู้บริษัทบริษัท เทกซัส อินสทรูเมนต์ส ในสหรัฐฯ มาบริหารทีเอสเอ็มซี ซึ่งปัจจุบัน มอร์ริส จาง มีอายุ 93 ปี และถือเป็นบิดาแห่งอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวัน

มอร์ริส จาง ตระหนักดีในเวลานั้นว่า การจะสู้กับยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ในเกมของพวกเขา ยังไงก็แพ้ ทีเอสเอ็มซี จึงเลือกผลิตชิปให้กับบริษัทอื่น ๆ แทนที่จะผลิตชิปของตัวเอง หรือเรียกว่า “โมเดลโรงหล่อ” ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่มีใครเคยได้ยินในปี 1987 แต่กลับกลายเป็นโมเดลเปลี่ยนอุตสาหกรรมของไต้หวันขนาดใหญ่ และแผ้วทางสู่การเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมชิปรายใหญ่ของโลก

จังหวะเวลาถือว่าประจวบเหมาะมากด้วย เพราะบริษัทสตาร์ทอัพชุดใหม่ของซิลิคอนวัลเลย์ ไม่ว่าจะ แอปเปิล ควอลคอมม์ เอ็นวิเดีย ยังไม่มีเงินทุนสร้างโรงงานประกอบชิปของตนเอง บริษัทเหล่านี้จึงมองหาผู้ผลิตชิปที่เป็นส่วนสำคัญต่อผลิตภัณฑ์ของพวกเขา

“พวกเขาคงต้องไปหาบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำ แล้วถามว่า มีผลิตภัณฑ์เหลือพอให้พวกเขาใช้หรือไม่” ดร.ฉื่อ กล่าว “แต่แล้ว ทีเอสเอ็มซี ก็เข้ามา”

จังหวะเหมือนพรหมลิขิตนี้ ทำให้บริษัทที่ไร้โรงงานประกอบชิปของตนเองในแคลิฟอร์เนีย สามารถจับมือกับผู้ผลิตชิปไต้หวัน ที่ไม่สนใจจะขโมยนวัตกรรมการออกแบบ หรืออยากแข่งขันกับพวกเขาได้อย่างง่ายได้

“กฎข้อแรกของทีเอสเอ็มซี คือ ไม่แข่งกับลูกค้า” ดร.ฉื่อ กล่าว

ซอสลับ-เคล็ดลับความสำเร็จ

โลกผลิตชิปมากกว่าล้านล้านชิ้นต่อปี รถยนต์ยุคใหม่จะใช้ชิปราว 1,500 – 3,000 ชิ้น ส่วนไอโฟน 12 มีการใช้ชิปราว 1,400 ชิ้น นี่ทำให้พอความต้องการชิปพุ่งสูงในเวลาที่โลกเผชิญกับโควิด ช่วงปี 2022 ส่งผลให้ยอดขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และรถยนต์ ได้รับผลกระทบไปตาม ๆ กัน

ความสำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์ของไต้หวัน คือ การที่เกาะแห่งนี้ส่งออกชิปกว่าครึ่งของที่ทั้งโลกผลิต และเกือบทั้งหมดที่ส่งออกก็เป็นชิปขั้นสูงด้วย ให้พูดง่าย ๆ คือ การผลิตของไต้หวันเปี่ยมประสิทธิภาพอย่างมาก

การจะผลิตชิปซิลิคอนนั้น ต้องยอมรับว่า ใช้งบประมาณสูงและเหนื่อยยากมาก เพราะต้องเริ่มจากก้อนซิลิคอนความบริสุทธิ์สูงที่สร้างจากคริสตัลชิ้นเดียว ซึ่งการจะให้ได้ก้อนซิลิคอนก้อนหนึ่งต้องใช้เวลาหลายวัน และก้อนหนึ่งอาจมีน้ำหนักถึง 100 กิโลกรัม

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มอร์ริส จาง นำโมเดลโรงหล่อมาใช้ ทำให้ไต้หวันเป็นโรงงานผลิตชิปของโลก

ภายหลังอุปกรณ์ตัดเพชร ผ่าก้อนซิลิคอนเป็นแผ่นเวเฟอร์ขนาดบาง เครื่องจักรก็จะยิงลำแสงเพื่อฝังวงจรขนาดจิ๋วลงบนแผ่นเวเฟอร์แต่ละแผ่น ซึ่งแผ่นเวเฟอร์หนึ่ง ๆ อาจฝังไมโครโพรเซสเซอร์มากหลายร้อยชิ้น และวงจรหลายแสนวงจร

สิ่งสำคัญที่สุด คือ อัตราส่วนการผลิตที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ หรือพูดง่าย ๆ พื้นที่ของแผ่นเวเฟอร์หนึ่ง ๆ ที่สามารถใช้งานได้จริงในฐานะชิป ในทศวรรษที่ 1970 บริษัทในสหรัฐฯ มีอัตราส่วนคุณภาพนี้ต่ำเพียง 10% อย่างมากก็ 50% ต่อมาในทศวรรษที่ 1980 บริษัทญี่ปุ่นทำอัตราส่วนได้ 60% แต่ชิปของทีเอสเอ็มซี ก้าวล้ำทุกบริษัท เพราะมีอัตราสูงอยู่ราว 80%

แล้วยิ่งเวลาผ่านไป ผู้ผลิตชิปในไต้หวันประสบความสำเร็จในการอัดแผงวงจรใส่เข้าไปในพื้นที่ขนาดเล็กจิ๋วได้มากขึ้นเรื่อย ๆ และด้วยเครื่องจักรพิมพ์ด้วยแสงอัลตราไวโอเล็ต ทีเอสเอ็มซี สามารถฝังวงจรถึง 1 แสนล้านวงจรลงไปในไมโครโพรเซสเซอร์ชิ้นเดียว หรือคิดเป็น วงจร 100 ล้านชิ้นในพื้นที่ 1 ตารางมิลลิเมตร

ทำไมบริษัทไต้หวันถึงเก่งขนาดนี้ ดูเหมือนจะไม่มีใครตอบได้แน่ชัด

แต่ ดร.ฉื่อ มองว่า คำตอบง่ายมาก “เรามีโรงงานใหม่เอี่ยม อุปกรณ์ที่ทันสมัย เราจ้างวิศวกรที่ยอดเยี่ยมที่สุด แม้แต่พนักงานควบคุมเครื่องจักรก็มีทักษะสูง แล้วเราไม่ได้เพียงแต่นำเข้าเทคโนโลยี เราดูดซับบทเรียนจากอาจารย์อเมริกันของเรา แล้วนำมาพัฒนาต่อยอดอย่างไม่สิ้นสุด”

ชายหนุ่มที่ทำงานนานหลายปีในบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของไต้หวัน เห็นพ้อง “ผมคิดว่า บริษัทไต้หวันอาจสร้างนวัตกรรมยิ่งใหญ่ได้ไม่เก่งนัก แต่บริษัทไต้หวันเก่งในการนำแนวคิดของคนอื่นมาต่อยอด แล้วทำให้ดีขึ้น ผ่านการทดลองต่อเนื่อง ปรับนู่นปรับนี่ไปเรื่อย ๆ”

จุดนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะเครื่องจักรในโรงงานประกอบชิปนั้น จำเป็นต้องมีการปรับอย่างต่อเนื่อง การสร้างไมโครชิปเป็นเรื่องทางวิศวกรรมศาสตร์ก็จริง แต่มันก็มีส่วนที่จำเป็นยิ่งกว่านั้นด้วย บางคนมองว่า การผลิตชิปก็เหมือนการทำอาหารชั้นสูง โดยให้สูตรอาหารและวัตถุดิบกับเชฟ 2 คน เชฟคนไหนทำอาหารเก่งกว่า อาหารก็จะดีกว่า

กล่าวสรุปโดยง่ายอีกครั้ง คือ ไต้หวันมีซอสลับ หรือ เคล็ดลับความสำเร็จ

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สถานที่ที่ทุกอย่างเกิดขึ้น สำนักงานใหญ่ทีเอสเอ็มซี ในอุทยานวิทยาศาสตร์ซินจู่

แต่ชายหนุ่มอีกคนที่ไม่ขอเปิดเผยชื่อ หรือบอกว่ามาจากบริษัทไหน ระบุว่า บริษัทไต้หวันมีข้อได้เปรียบอีกประการ

“หากเทียบกับวิศวกรซอฟต์แวร์ในสหรัฐฯ วิศวกรไต้หวันได้ค่าจ้างที่ต่ำมาก แม้แต่ในบริษัทที่ดีที่สุดก็ตาม” เขากล่าว “แต่เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นในไต้หวัน การเป็นวิศวกรได้ค่าแรงดี แล้วถ้าคุณทำงานในบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ปี คุณก็กู้ซื้อบ้านซื้อรถได้แล้ว คุณแต่งงานได้ ผู้คนก็เลยยอมทำงานต่อไป”

เขาอธิบายว่า เขาต้องทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ เริ่มวันด้วยการเข้าประชุมตอน 7.30 น. ทำงานต่อเนื่องไปถึง 19.00 น. แม้แต่วันอาทิตย์ หรือวันหยุดอื่น ๆ เขาก็ยังต้อบรับสาย หากมีปัญหาที่โรงงาน

“หากคนไม่ยอมทำงาน บริษัทก็จบกัน แต่เพราะผู้คนยอมจะทำงานหนัก บริษัทเหล่านี้เลยประสบความสำเร็จ”

โล่ซิลิคอน

เมื่อ ธ.ค. 2022 บริษัท ทีเอสเอ็มซี เริ่มการก่อสร้างโรงงานประกอบชิปมูลค่า 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในรัฐแอริโซนา เป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน มองว่า นี่คือสัญญาณว่าภาคการผลิตไฮเทคกำลังหวนคืนสู่สหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี นับแต่นับมา พาดหัวข่าวก็ดูมีความเป็นบวกลดลงเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะ “เจาะลึกโรงงานชิปที่กำลังประสบปัญหาในแอริโซนา” หรือ “ทีเอสเอ็มซีประสบปัญหาหาคนงาน เพราะเจอสหภาพแรงงานโจมตี” ขณะที่ การผลิตชิปที่มีกำหนดเริ่มปีหน้า ตอนนี้ ต้องชะลอออกไปเป็นปี 2025

อันที่จริง อดีตประธานทีเอสเอ็มซี อย่าง ดร.จาง คลางแคลงใจในเรื่องนี้มาตั้งแต่แรก เพราะเมื่อปีก่อน เขาชี้ว่า การขยายสายการผลิตชิปไปสหรัฐฯ เป็น “เรื่องเปล่าประโยชน์ไร้ค่าราคาแพง” เพราะการผลิตชิปในสหรัฐฯ จะได้ชิปที่ราคาแพงกว่าผลิตในไต้หวัน 50% ทั้งนี้ พลานุภาพในการผลิตชิปของไต้หวัน ก็ทำให้กลายเป็นศูนย์กลางของสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีนด้วย

สหรัฐฯ ต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้ไต้หวันสนับสนุนชิปคุณภาพสูงให้จีน เพราะกลัวว่า จีนจะนำชิปเหล่านี้ไปพัฒนาโครงการอาวุธและปัญหาประดิษฐ์ขั้นสูง

แล้วยิ่งภายหลังรัสเซียรุกรานยูเครน นักการเมืองสหรัฐฯ ยิ่งเพิ่มความกระวนกระวายใจขึ้นไปอีก เพราะกลัวว่า การผลิตชิปขั้นสูงที่ไปกระจุกตัวอยู่ในเกาะเล็ก ๆ อย่างไต้หวัน จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ตกเป็นตัวประกันจากการรุกรานของจีน

บริษัทไต้หวันเอง ก็รู้ว่าจะได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพียงน้อยนิด จากการขยายสายการผลิตออกนอกเกาะ แต่จำใจยอมภายใต้แรงกดดันทางการเมือง

ส่วนคนในไต้หวันไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่า ความสำเร็จของไต้หวันเป็นดาบสองคม และต่อต้านการที่ไต้หวันจะทำให้ “โล่ซิลิคอน” ของตนเองอ่อนแอลง ท่ามกลางการโต้เถียงของโลกว่า เกาะไต้หวันและสังคมประชาธิปไตยนี้ มีคุณค่าที่จะปกป้องจากการรุกรานของจีนหรือไม่

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ดร.ฉื่อ ระบุว่า เหล่าผู้คนที่หวังจะใช้อำนาจปรับโครงสร้างการผลิตชิปโลกเสียใหม่ เข้าใจความสำเร็จของไต้หวันผิดไป

“หากดูประวัติศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ ไม่มีประเทศไหนที่ครอบงำอุตสาหกรรมนี้ได้” เขากล่าว “ไต้หวันอาจจะยึดหัวหาดในภาคการผลิต แต่มันก็มีห่วงโซ่อุปทานที่ยาว และต้องอาศัยนวัตกรรมจากทุกภาคส่วนที่ช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมนี้”

ต้องยอมรับว่า ซิลิคอนดิบส่วนใหญ่ของโลกเองก็มาจากจีน แม้ส่วนใหญ่จะไปอยู่ในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ ส่วนเยอรมนีและญี่ปุ่น ก็เป็นผู้นำด้านสารเคมีที่จำเป็นสำหรับการผลิตแผ่นเวเฟอร์

ดร.ฉื่อ ไม่คิดว่า จีนจะสามารถสร้างห่วงโซ่อุปทานเหล่านี้ ที่แปรเปลี่ยนวัตถุดิบมาเป็นการผลิตขั้นสูงได้ภายในประเทศจีนเพียงแห่งเดียว

“ถ้าจีนอยากสร้างโมเดลใหม่ ผมก็ขอให้โชคดี” เขากล่าวพร้อมยักไหล่ “เพราะหากคุณต้องการสร้างนวัตกรรม คุณต้องทำให้ทุกคนจากทั่วโลกทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แค่บริษัทใดหรือประเทศหนึ่ง”

เขาเองก็ไม่เชื่อในเรื่องการกีดกันจีนออกไป เหมือนที่สหรัฐฯ ทำอยู่

“ผมคิดว่านั่นอาจจะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวง” เขากล่าว “เมื่อลองมองกลับไป ผมรู้สึกโชคดีที่ได้เห็นการเติบโตอย่างน่าเหลือเชื่อของเศรษฐกิจไต้หวัน และได้เห็นสันติภาพอันยาวนาน ตอนนี้ ผมได้เห็นความขัดแย้งในที่ต่าง ๆ ของโลก ผมได้แต่กลัวว่ามันจะมาถึงเอเชีย”

“ผมหวังว่า ผู้คนจะเห็นความพยายามที่มีค่านี้ ที่พวกเราได้สร้างสรรค์ขึ้นมา และจะไม่ทำลายมันลงไป”

หมายเหตุ: มีการแก้ไขการถอดเสียงชื่อ Shih Chin-tay (史欽泰) ในภาษาไทย ณ วันที่ 2 ม.ค. 2567