แกะรอยปริศนาการหายตัวไปของอิหม่ามชื่อดังเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน เชื่อมโยงกับร่างที่พบในห้องเก็บศพลับในลิเบียอย่างไร

- Author, โมเอ ชรีฟ
- Role, บีบีซี อาย อินเวสติเกชันส์ (BBC Eye Investigations)
คำเตือน: บทความนี้มีภาพที่อาจทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจ
นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ในมหาวิทยาลัยทางตอนเหนือของอังกฤษกำลังศึกษาภาพถ่ายของศพ เพื่อจะไขปริศนาที่ค้างคาอยู่ในตะวันออกกลางมานานเกือบ 50 ปี
"ตอนนี้รูปร่างหน้าตาเขาเป็นแบบนี้หรือ?" ศ.ฮัสซัน อูเกล แห่งมหาวิทยาลัยแบรดฟอร์ดตั้งคำถาม
ภาพถ่ายดิจิทัลซึ่งแสดงใบหน้าที่เน่าเปื่อยนี้ กำลังจะถูกนำไปใส่ในอัลกอริทึมพิเศษสำหรับการสืบสวนของบีบีซี
ภาพต้นฉบับถูกถ่ายโดยนักข่าวที่เห็นร่างผู้เสียชีวิตนี้ที่ห้องเก็บศพลับในเมืองหลวงของลิเบียเมื่อปี 2011 ขณะนั้นเขาได้รับแจ้งว่านี่อาจเป็นร่างของมูซา อัล-ซาดร์ (Musa al-Sadr) อิหม่ามผู้ทรงสเน่ห์ที่หายตัวไปในลิเบียตั้งแต่ปี 1978
การหายตัวไปของซาดร์จุดประกายให้เกิดทฤษฎีสบคบคิดเรื่อยมาไม่รู้จบ บางคนเชื่อเขาอาจถูกฆ่า ขณะที่บางคนก็อ้างว่าเขายังมีชีวิตและถูกควบคุมตัวอยู่ที่ไหนซักแห่งในลิเบีย
สำหรับผู้ติดตามที่ศรัทธาในตัวเขา การหายตัวไปของเขาเกิดขึ้นจากกลอุบายที่แยบยลในระดับเดียวกันกับการสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ของสหรัฐฯ เมื่อปี 1963 ซึ่งประเด็นอ่อนไหวที่เราพบจากการสืบสวนมาเป็นระยะเวลานานนี้ก็ทำให้ทีมบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส และผม ถูกควบคุมตัวในลิเบียอยู่หลายวัน
อารมณ์ของผู้คนในขณะนั้นพลุ่งพล่าน เพราะซาดร์เป็นที่เคารพนับถือมากสำหรับผู้ติดตาม ทั้งจากชื่อเสียงทางการเมือง จากการอุทิศตัวให้กับชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ที่ถูกกีดกันในเลบานอน บ้านเกิดของเขา และในฐานะผู้นำทางศาสนาในวงกว้างกว่านั้น
บรรดาผู้ติดตามเคารพนับถือเขาในฐานะอิหม่าม ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติประวัติที่ไม่ธรรมดาสำหรับผู้นำทางศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ที่ยังมีชีวิตอยู่ และเป็นเกียรติที่ผู้ศรัทธามอบให้เพื่อยกย่องผลงานของเขาที่ทำให้กับชุมชนผู้นับถือนิยายชีอะห์
การหายตัวไปอย่างปริศนาของเขายิ่งส่งเสริมพลังทางอารมณ์ เพราะมันสะท้อนชะตากรรมตามความเชื่อในสาขาที่ใหญ่ที่สุดของศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ คือความเชื่อใน 12 อิหม่าม (Twelvers) ซึ่งอิหม่ามผู้ "เก็บตัว" ได้หายตัวไปในช่วงศตวรรษที่ 9 โดยชาวมุสลิมที่เชื่อเรื่องนี้ก็เชื่อว่าอิหม่ามคนที่ 12 ยังไม่ตายและจะกลับมาในตอนท้ายเพื่อนำความยุติธรรมมาสู่โลก
และการหายตัวไปของซาดร์อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นการเปลี่ยนชะตากรรมตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีความผันผวนทางการเมือง ศาสนา และชาติพันธุ์มากที่สุดในโลก บางคนเชื่อว่า ผู้นำทางศาสนาชาวอิหร่าน-เลบานอน ผู้นี้กำลังจะแผ่อิทธิพลของเขาไปยังอิหร่านและทำให้ประเทศอยู่ในทิศทางที่เป็นกลางมากขึ้น ในช่วงเวลาเขาหายตัวไปในวันก่อนที่การปฏิวัติอิหร่านจะเริ่มขึ้น
ดังนั้นจึงมีหลายสิ่งที่ต้องทำในความพยายามของมหาวิทยาลัยแบรดฟอร์ดที่จะระบุตัวตน นักข่าวที่ถ่ายภาพนี้บอกกับเราว่าร่างของศพมีความสูงผิดปกติ ซึ่งเคยมีคำบอกเล่าว่าซาดร์สูง 198 ซม. แต่ใบหน้าของศพนี้แทบไม่มีส่วนใด ๆ ที่เหลือสภาพพอจะระบุตัวตนได้เลย
แล้วเราจะไขปริศนานี้ได้หรือไม่ ?
ผมมาจากหมู่บ้านยัมมูเนห์ (Yammouneh) ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาสูงในเลบานอน ที่ซึ่งมีเรื่องราวเล่าขานถึงฤดูหนาวอันโหดร้ายในปี 1968 ชุมชนถูกหิมะถล่มทำลาย ว่ากันว่าขณะนั้นมูซา อัล-ซาดร์ ลุยหิมะที่ท่วมหนาเข้ามาช่วยเหลือหมู่บ้าน

ที่มาของภาพ, Imam Sadr Foundation
สิ่งที่ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้ยังคงเหล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้สะท้อนว่าเขากลายเป็นตำนานไปแล้ว ชายคนหนึ่งเล่าความทรงจำในวัยสี่ขวบให้ผมฟัง "มันเหมือนกับฝันเลย... เขาเดินข้ามหิมะมา คนในหมู่บ้านทุกคนเดินตามเขา... ผมเดินตามเขาเพื่อแค่จะแตะเสื้อคลุมของอิหม่าม"
ย้อนไปในปี 1968 ซาดร์ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในหมู่บ้านที่แยกตัวเป็นเอกเทศอย่างยัมมูเนห์ แต่เขาค่อย ๆ สั่งสมชื่อเสียงระดับประเทศอย่างช้า ๆ กระทั่งในปลายทศวรรษนั้นเขาก็กลายเป็นบุคคลสำคัญในเลบานอนซึ่งมีชื่อเสียงจากการสนับสนุนการสนทนาระหว่างหลากหลายศาสนาและส่งเสริมความสามัคคีของชาติ
สถานะของเขาถูกสะท้อนผ่านตำแหน่ง "อิหม่าม" ซึ่งเป็นตำแหน่งกิตติมศักดิ์ที่ผู้ติดตามมอบให้กับเขา ในปี 1974 ซาดร์ก่อตั้ง "ขบวนการของผู้ถูกกีดกัน" (Movement of the Deprived) องค์กรทางสังคมและการเมืองที่เรียกร้องให้มีผู้แทนชาวมุสลิมชีอะห์ในสัดส่วนที่เหมาะสม และให้คนยากจนมีความเป็นอิสระทางสังคมและเศรษฐกิจ ไม่ว่าพวกเขาจะนับถือศาสนาใดก็ตาม เขาตั้งมั่นที่จะหลีกเลี่ยงการแบ่งแยกนิกายจนยังเคยไปเทศนาในโบสถ์คริสต์ด้วยซ้ำ

ที่มาของภาพ, Imam Sadr Foundation
25 ส.ค. 1978 ซาดร์บินไปยังลิเบีย เขาได้รับเชิญให้ไปพบกับพันเอกมูอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำประเทศในขณะนั้น
สามปีก่อนหน้านั้น สงครามกลางเมืองในเลบานอนได้ปะทุขึ้น มีกลุ่มนักรบชาวปาเลสไตน์เข้าร่วมในความขัดแย้งระหว่างนิกายนี้ด้วย โดยส่วนใหญ่ตั้งฐานอยู่ทางตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งเป็นที่ที่ผู้ติดตามของซาดร์ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ ชาวปาเลสไตน์เริ่มยิงตอบโต้กับอิสราเอลข้ามพรมแดน และซาดร์ต้องการให้กัดดาฟี ซึ่งสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ เข้าแทรกแซงเพื่อปกป้องพลเรือนชาวเลบานอนให้ปลอดภัย
ในวันที่ 31 ส.ค. หลังจากที่ซาดร์เฝ้ารอวันที่จะได้พบกับกัดดาฟีมาแล้วหกวัน มีคนเห็นเขาถูกพาออกจากโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงตริโปลีด้วยรถยนต์ของรัฐบาลลิเบีย
จากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย
กองกำลังความมั่นคงของกัดดาฟีกล่าวอ้างในภายหลังว่า เขาออกเดินทางต่อไปยังกรุงโรม อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวอ้างนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วในภายหลังว่าเป็นเท็จ
ในช่วงที่กัดดาฟีเป็นผู้นำของลิเบีย สื่อมวลชนต่างไม่มีอิสระในการทำหน้าที่เลย แต่ในปี 2011 เมื่อชาวลิเบียลุกฮือขึ้นมาต่อต้านเขาในช่วงเหตุการณ์อาหรับสปริง ประตูแห่งความสัตย์จริงก็เริ่มเปิดแย้มออกมาบ้าง
คาสเซม ฮามาเด นักข่าวลูกครึ่งเลบานอน-สวีเดน ที่ติดตามการประท้วงครั้งนี้ ได้ยินเรื่องห้องเก็บศพลับในกรุงตริโปลีที่แหล่งข่าวบอกกับเขาว่าอาจจะเก็บซากศพของซาดร์เอาไว้

มีศพ 17 ศพถูกแช่เย็นอยู่ในห้องที่มีคนพาเขาไป หนึ่งในนั้นเป็นศพเด็ก ส่วนที่เหลือเป็นผู้ใหญ่เพศชายทั้งหมด แหล่งข่าวบอกคาสเซมว่า ร่างเหล่านี้เสียชีวิตมาประมาณสามทศวรรษแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พอดีกับไทม์ไลน์ของซาดร์ และมีเพียงศพเดียวที่มีลักษณะคล้ายกับเขา
คาสเซมบอกผมว่า "ลิ้นชักนี้ [เจ้าหน้าที่ห้องเก็บศพ] เปิดมันออก เขาให้ผมดูศพ และมีสองสิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวผมทันที"
คาสเซมบอกว่าสิ่งแรกก็คือใบหน้า สีผิว และเส้นผมของศพ คล้ายคลึงกับซาดร์ แม้จะผ่านเวลามานานก็ตาม
และอย่างที่สองก็คือ ชายคนนี้ถูกประหารชีวิต
นี่อาจเป็นเพียงสมมติฐานของคาสเซมก็ได้ จากการสังเกตกะโหลกศีรษะของศพดูเหมือนกับมีรอยกระแทกอย่างหนักที่หน้าผาก หรือถูกลูกกระสุนเจาะบริเวณเหนือดวงตาข้างซ้าย
แต่เราจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่า นี่คือซาดร์จริง ๆ ?

ที่มาของภาพ, Kassem Hamadé
เราจึงนำภาพที่คาสเซมถ่ายไว้จากห้องเก็บศพ ไปให้กับทีมของมหาวิทยาลัยแบรดฟอร์ดที่พัฒนาอัลกอริทึมเฉพาะที่เรียกว่า "Deep Face Recognition" (การแยกแยะใบหน้าอย่างละเอียด) มาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา อัลกอริทึมนี้สามารถระบุความคล้ายคลึงที่ซับซ้อนระหว่างภาพถ่ายแต่ละใบได้ และได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถเชื่อถือได้มากในการทดสอบหลาย ๆ ครั้ง แม้กระทั่งในภาพที่ไม่สมบูรณ์
ศ.อูเกล หัวหน้าทีม ตกลงที่จะเปรียบเทียบภาพถ่ายจากห้องเก็บศพกับภาพของซาดร์ในช่วงวัยต่าง ๆ ทั้งสี่ภาพ จากนั้นโปรแกรมจะให้คะแนนภาพถ่ายจากห้องเก็บศพจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ซึ่งยิ่งได้คะแนนมากเท่าไหร่ยิ่งหมายความว่าภาพนี้คือบุคคลเดียวกัน ไม่ก็เป็นสมาชิกในครอบครัว
แต่หากภาพนั้นได้คะแนนต่ำกว่า 50 จะหมายความว่าบุคคลดังกล่าวอาจไม่มีความเกี่ยวข้องกับซาดร์ โดยหากได้คะแนน 60-70 คะแนน ก็เพียงพอแล้วที่จะบ่งบอกว่านี่คือภาพของเขาหรือญาติใกล้ชิด และหากได้ 70 คะแนนขึ้นไปจะยิ่งชัดเจนว่านั่นคือเขาแน่ ๆ
ผลการประมวลภาพดังกล่าวได้ 60 กว่าคะแนน ซึ่ง ศ.อูเกล บอกกับเราว่ามี "ความเป็นไปได้สูง" ว่านี่คือภาพของซาดร์
เพื่อพิสูจน์ข้อสรุปของเขา ศาสตราจารย์ท่านนี้ใช้อัลกอริทึมเดียวกันทดลองเปรียบเทียบภาพดังกล่าวกับญาติของซาดร์ทั้งหมด 6 คน และจากนั้นก็สุ่มเปรียบเทียบกับภาพชายชาวตะวันออกกลางที่รูปร่างหน้าตาคล้าย ๆ เขาอีก 100 ภาพ

ภาพของญาติได้คะแนนเยอะกว่าภาพสุ่มชายอาหรับอยู่มาก แต่ภาพที่ได้คะแนนสูงสุดก็ยังคงเป็นภาพเปรียบเทียบระหว่างภาพในห้องเก็บศพและภาพของซาดร์ในขณะที่ยังมีชีวิต
ผลการทดลองนี้ชี้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่คาสเซมได้เห็นร่างของซาดร์ และเมื่อเขาพบว่าร่างนี้มีส่วนกะโหลกได้รับความเสียหายก็บ่งชี้ว่ามีความเป็นไปได้ที่ซาดร์จะถูกฆ่าตาย
มี.ค. 2023 สี่ปีหลังจากที่ผมได้เห็นภาพถ่ายของคาสเซม พวกเรามีโอกาสเดินทางไปลิเบียเพื่อพูดคุยกับผู้ที่อาจจะเป็นพยาน และเข้าไปดูศพนี้ด้วยตาตัวเอง พวกเราทราบมาตลอดว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่กระนั้นเราก็ยังประหลาดใจกับปฏิกิริยาของทางการลิเบีย

ในวันที่สองของการทำงานในกรุงตริโปลี ในขณะที่พวกเรากำลังค้นหาห้องเก็บศพลับ คาสเซม ผู้ติดตามมากับทีมงานบีบีซี จำชื่อของย่านที่เขาได้ไปเยือนเมื่อปี 2011 ไม่ได้ เขาจำได้เพียงว่ามันอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
ขณะนั้นมีคนบอกเราว่ามีโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ ในระยะที่สามารถเดินถึงได้ พวกเราจึงมุ่งหน้าไปที่นั่น
จนกระทั่งในท้ายที่สุดคาสเซมก็บอกว่า "ที่นี่แหละ ผมมั่นใจ นี่คืออาคารที่มีห้องเก็บศพนั้น"
ภาพสุดท้ายที่เราสามารถบันทึกได้คือภาพภายนอกของอาคาร พวกเราขออนุญาตถ่ายทำด้านในด้วยแต่คำขอถูกยกเลิก วันต่อมากลุ่มชายที่เราไม่ทราบตัวตนก็เข้ามาหาและจับตัวพวกเราไปโดยไม่มีคำอธิบายใด ๆ พวกเราทราบภายหลังว่าชายกลุ่มนี้คือเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของลิเบีย
เราถูกคุมตัวไปยังเรือนจำที่ดำเนินการโดยหน่วยข่าวกรองลิเบีย พวกเราถูกแยกขังเดี่ยวที่นั่นและถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับ เราถูกปิดตา ถูกสอบสวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า และถูกบอกว่าไม่มีใครที่จะสามารถช่วยพวกเราได้ กลุ่มคนที่จับกุมตัวพวกเราบอกว่าเราจะต้องอยู่ที่นี่เป็นเวลาหลายทศวรรษ
เป็นเวลาหกวันที่พวกเราอยู่ภายใต้การคุมขังที่สร้างการกระทบกระเทือนจิตใจ กระทั่งในท้ายที่สุดด้วยแรงกดดันจากบีบีซีและรัฐบาลสหราชอาณาจักร พวกเราได้รับการปล่อยตัวออกมาและถูกเนรเทศ
มันกวนใจผมที่ต้องรู้สึกว่าพวกเราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวนี้ไปแล้ว ลิเบียยังคงแบ่งแยกออกเป็นสองรัฐบาลที่แข่งขันกันด้วยกองกำลังติดอาวุธ และเจ้าหน้าที่ของเรือนจำก็ระบุว่าหน่วยข่าวกรองของลิเบียยังคงดำเนินการโดยอดีตผู้ภักดีต่อกัดดาฟีที่ไม่ต้องการให้บีบีซีสืบสวนเรื่องการหายตัวไปของซาดร์

ที่มาของภาพ, Getty Images
บางคนเชื่อมานานแล้วว่าซาดร์ถูกฆาตกรรม
ดร.ฮุสเซน เคนาน อดีตนักวิชาการชาวเลบานอนที่ทำงานในสหรัฐฯ เปิดเผยว่าเขาได้เข้าไปที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ในสัปดาห์ที่ซาดร์หายตัวไปในปี 1978 และเขาได้รับแจ้งว่ากระทรวงฯ ได้รับรายงานว่าซาดร์ถูกสังหาร
เรื่องราวนี้สอดคล้องกับคำบอกเล่าที่มุสตาฟา อับเดล จาลิล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมลิเบีย ที่บอกกับคาสเซมในปี 2011 ว่า "ในวันที่สองหรือสามนี่แหละ พวกนั้นปลอมแปลงเอกสารของเขาให้เหมือนกับว่าเขากำลังจะไปอิตาลี และพวกนั้นก็ฆ่าเขาในคุกลิเบีย"
เขายังเสริมว่า "กัดดาฟีกล่าวคำแรกและคำสุดท้ายในทุก ๆ การตัดสินใจ"
หากกัดดาฟีสั่งฆ่าซาดร์จริง แล้วสาเหตุจะมาจากอะไร ?
ทฤษฎีหนึ่งมาจาก แอนดรูว์ คูเปอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่าน มองว่ากัดดาฟีได้รับอิทธิพลมาจากกลุ่มหัวรุนแรงในอิหร่านที่เตือนว่าซาดร์กำลังจะขวางทางพวกเขาไม่ให้ไปถึงเป้าหมายในการปฏิวัติอิหร่าน
ซาดร์สนับสนุนนักปฏิวัติชาวอิหร่านหลายคนที่ต้องการยุติระบอบการปกครองภายใต้พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ผู้ครองอิหร่านในขณะนั้น แต่วิสัยทัศน์ที่มองอิหร่านในทางสายกลางของเขาแตกต่างจากแนวคิดของนักปฏิวัติหัวรุนแรงชาวอิสลามอย่างมาก ทำให้คนกลุ่มนี้ทั้งไม่ชอบและไม่พอใจในตัวเขา
คูเปอร์เปิดเผยว่า หนึ่งสัปดาห์ก่อนที่เขาจะหายตัวไป ซาดร์ได้เขียนจดหมายถึงพระเจ้าชาห์และเสนอตัวช่วยพระองค์
คูเปอร์ยังได้สัมภาษณ์ ปาร์วิซ ซาเบติ อดีตผู้อำนวยการต่อต้านการจารกรรมในหน่วยตำรวจลับของพระเจ้าชาห์ ในระหว่างการทำวิจัยพระราชประวัติพระเจ้าชาห์ ซาเบติบอกเขาว่าจดหมายของซาดร์เสนอว่าจะช่วยลดทอนพลังของกลุ่มหัวรุนแรงอิสลาม ผ่านการแนะนำการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่ดูจะเป็นกลางมากขึ้นสำหรับฝ่ายค้าน
คาลิล อัล-คาลิล อดีตเอกอัครราชทูตเลบานอนประจำอิหร่านก็ยืนยันว่าจดหมายของซาดร์มีอยู่จริง เขาบอกกับเราว่าเขาเข้าใจว่า จดหมายนี้คือคำขอเข้าเฝ้าฯ พระเจ้าชาห์ซึ่งกำหนดวันที่ไว้คือ 7 ก.ย. 1978
คูเปอร์เชื่อว่าข้อมูลนี้หลุดรั่วไปถึงหูนักปฏิวัติหัวรุนแรงชาวอิหร่าน

แต่ชาวอิหร่านอาจไม่ใช่คนกลุ่มเดียวที่อยากให้ซาดร์ตาย
กัดดาฟีให้การสนับสนุนทางการทหารต่อนักรบชาวปาเลสไตน์ที่โจมตีอิสราเอลจากทางตอนใต้ของเลบานอน และซาดร์ก็ถูกอ้างชื่อว่าได้ให้สัมภาษณ์ในขณะนั้นโดยอธิบายความพยายามของเขาในการจะหาทางออกกับองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ หรือพีแอลโอ (Palestine Liberation Organisation - PLO)
พีแอลโออาจจะเชื่อซาดร์ ที่กลัวว่าพวกเขาอาจเป็นอันตรายต่อประชากรชาวเลบานอน อาจไปโน้มน้าวกัดดาฟีให้เข้ามาควบคุมพวกเขา
แม้ว่าหลายคนจะเชื่อว่าซาดร์ตายไปแล้ว แต่ก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่าเขายังมีชีวิตอยู่
คนกลุ่มที่ว่ารวมถึงองค์กรที่ซาดร์ก่อตั้งขึ้นในทศวรรษที่ 1970 ซึ่งตอนนี้กลายเป็นพรรคการเมืองที่ทรงอิทธิพลของชาวชีอะห์ในเลบานอน คือ พรรคอมัล
นาบีห์ เบอร์รี หัวหน้าพรรคอมัลและประธานรัฐสภา มองว่ายังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าซาดร์ ผู้ซึ่งหากมีชีวิตตอนนี้จะอายุ 97 ปีนั้น ได้ตายลงไปแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะพิสูจน์ว่าเขาเสียชีวิตแล้วจริงหรือไม่
ย้อนไปในปี 2011 เมื่อคาสเซมได้เข้าเยี่ยมห้องเก็บศพลับ เขาไม่เพียงแต่จะถ่ายภาพศพเก็บไว้เท่านั้น
แต่เขายังเก็บต่อมรากขนบางส่วนของร่างนั้นออกมาด้วย เพื่อจะนำมันไปใช้ในการตรวจดีเอ็นเอ เขามอบชิ้นส่วนนี้ให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในสำนักงานของเบอร์รีเพื่อที่พวกเขาจะได้นำมันไปวิเคราะห์ต่อได้
การเทียบเคียงดีเอ็นเอกับครอบครัวของซาดร์จะพิสูจน์ข้อสงสัยได้ว่าร่างที่เขาพบคือมูซา อัล-ซาดร์ จริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม สำนักงานของเบอร์รีไม่เคยติดต่อคาสเซมกลับมา
ผู้พิพากษาฮัสซัน อัล-ชามี หนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลเลบานอนให้สอบสวนการหายตัวไปของซาดร์ บอกว่าพรรคอมัลแจ้งเขาว่าตัวอย่างต่อมรากขนนั้นหายไปแล้วเพราะ "ความผิดพลาดทางเทคนิค"
เรานำเสนอผลการวิเคราะห์แยกแยะใบหน้าให้กับซายิด ซาดเรดดีน ลูกชายของซาดร์ เขาพาซามีห์ ไฮดูส เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอมัล และผู้พิพากษาอัล-ชามี มาพบเราด้วย
พวกเขาบอกว่าพวกเขาไม่เชื่อในข้อค้นพบของเรา

ที่มาของภาพ, Imam Sadr Foundation
ซาดเรดดีน บอกว่าจากรูปก็เป็น "หลักฐาน" แล้วว่าศพนั้นไม่ใช่พ่อของเขา เขายังเสริมว่ามันยัง "ขัดแย้งกับข้อมูลที่เรามีหลังจากวันนั้น [2011 ปีที่ภาพดังกล่าวถูกถ่ายเอาไว้] ว่าเขายังมีชีวิตและถูกคุมขังอยู่ในคุกลิเบีย"
บีบีซีไม่พบหลักฐานที่สนับสนุนมุมมองนี้
แต่ในระหว่างการสืบสวนของเรา เราพบว่าความเชื่อที่ว่าซาดร์ยังมีชีวิตถือว่า ถือเป็นความเชื่อที่หลักที่มีพลังมากในการรวมชีอะห์เลบานอนให้เป็นหนึ่งเดียว โดยในทุกวันที่ 31 ส.ค. พรรคอมัลจะจัดงานวันครบรอบการหายตัวไปของเขา
พวกเราติดต่อสำนักงานของเบอร์รีไปหลายครั้งเพื่อขอสัมภาษณ์และถามความเห็นเกี่ยวกับข้อค้นพบของเรา แต่ไม่ได้รับการตอบกลับมา
บีบีซียังสอบถามไปทางเจ้าหน้าที่ทางการของลิเบียเพื่อขอความเห็นเกี่ยวกับการสืบสวนของเราครั้งนี้ และขอคำอธิบายว่า เหตุใดทีมงานบีบีซีจึงถูกหน่วยข่าวกรองของลิเบียจับกุม เราไม่ได้รับการตอบกลับมาเช่นกัน











