บทวิเคราะห์: เหตุใดประธานาธิบดีของอิหร่านกล่าวขอโทษต่อเหตุโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, อามีร์ อาซีมี
- Role, บีบีซีแผนกภาษาเปอร์เซีย
- เวลาอ่าน: 7 นาที
ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน สร้างความประหลาดใจให้กับผู้สังเกตการณ์เมื่อเขากล่าวขอโทษประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่านต่อเหตุโจมตีที่เกิดขึ้นกับประเทศต่าง ๆ เหล่านั้น ขณะกล่าวเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา (7 มี.ค.) ในฐานะส่วนหนึ่งของคณะผู้นำเฉพาะกาลของประเทศ
การขอโทษระหว่างรัฐนั้นพบได้น้อย โดยเฉพาะในช่วงที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น และถ้อยคำดังกล่าวก็โดดเด่นเป็นพิเศษ เนื่องจากโดยปกติแล้วเหล่าผู้นำมักจะแสดง "ความเสียใจ" หรือพยายามเว้นระยะห่างจากความรับผิดชอบมากกว่า
ทว่า เปเซชเคียนกลับยอมรับโดยตรงว่าประเทศเพื่อนบ้านตกเป็นเป้าหมาย และกล่าวว่า ขณะนี้กองกำลังอิหร่านได้รับคำสั่งให้หยุดโจมตีประเทศเหล่านั้นไว้ก่อน เว้นแต่ว่าอิหร่านถูกโจมตีจากดินแดนของพวกเขา
"ผมเห็นว่าจำเป็นต้องขอโทษประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกโจมตี" เขากล่าว "เราไม่ได้มีเจตนาจะรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน"
เพียงประโยคนี้ก็ทำให้เกิดคำถามแรกขึ้นมาทันทีว่า นี่เป็นคำขอโทษที่จริงใจหรือไม่ และเหตุใดต้องเอ่ยออกมาในตอนนี้
หนึ่งในความเป็นไปได้ คือ คณะผู้นำเฉพาะกาลกำลังพยายามควบคุมผลกระทบที่ลุกลามในระดับภูมิภาค
ขณะเดียวกัน มีบางประเทศในภูมิภาคถูกลูกหลง หลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา
เปเซชเคียนชี้ว่าการโจมตีเหล่านี้ดำเนินการตามคำสั่ง "ยิงตามดุลยพินิจ" หลังจากการโจมตีอิหร่านระลอกแรกได้สังหารผู้บังคับบัญชาระดับสูงของอิหร่าน และทำให้โครงสร้างบัญชาการส่วนกลางหยุดชะงักลง
การกล่าวขอโทษเช่นนี้ เขาอาจกำลังพยายามส่งสัญญาณว่ารัฐบาลของอิหร่านไม่ต้องการทำให้สงครามลุกลามจนกลายเป็นการเผชิญหน้าที่กว้างขึ้นในระดับภูมิภาค
ข้อความดังกล่าวยังสะท้อนการยอมรับความจริงทางการเมืองโดยปริยายว่าแม้บางประเทศเพื่อนบ้านจะอนุญาตให้กองกำลังสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในดินแดนของตน แต่อิหร่านก็เสี่ยงจะถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวมากขึ้น หากเปิดการโจมตีประเทศเหล่านั้นอย่างเปิดเผย
ทว่า ยังไม่ชัดเจนว่าการขอโทษครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนนโยบายได้หรือไม่
รายงานต่าง ๆ จากภูมิภาคระบุว่าการโจมตีที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านหรือกองกำลังของอิหร่านยังไม่ยุติลง
กาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต่างก็ระบุตรงกันเมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า พวกเขาสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงมายังดินแดนของตนไว้ได้
หากการโจมตีเช่นนี้ยังคงดำเนินต่อไป ก็จะทำให้เกิดคำถามลึกขึ้นเกี่ยวกับการควบคุมภายในโครงสร้างผู้นำของอิหร่านที่แตกเป็นหลายฝ่าย
นับตั้งแต่การโจมตีระลอกแรกของสหรัฐฯ-อิสราเอลได้สังหารบุคคลสำคัญ รวมถึงอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด การตัดสินใจต่าง ๆ ได้เปลี่ยนไปอยู่ในมือของสภาผู้นำเฉพาะกาล
ในทางทฤษฎี โครงสร้างดังกล่าวทำให้บุคคลอย่างเปเซชเคียนมีอิทธิพลมากกว่าที่เคย จากเดิมที่ต้องอยู่ภายใต้ระบอบที่ถูกครอบงำโดยผู้นำสูงสุดเพียงคนเดียว
ทว่าในทางปฏิบัติ ความสามารถในการควบคุมสถาบันทหารและความมั่นคงที่ทรงอำนาจ เช่น กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติสาธารณรัฐอิสลาม หรือ ไออาร์จีซี (Islamic Revolutionary Guard Corps-IRGC) ยังคงไม่แน่นอน
หากการโจมตีที่เชื่อมโยงกับอิหร่านต่อรัฐเพื่อนบ้านยังคงดำเนินต่อไปแม้ประธานาธิบดีจะออกแถลงการณ์แล้ว นั่นอาจบ่งชี้ถึงปัญหาการสื่อสารหรือการต่อต้านจากฝ่ายที่ไม่ต้องการลดระดับความขัดแย้ง
กลุ่มสายแข็งภายในหน่วยงานด้านความมั่นคงของอิหร่านโต้แย้งมานานแล้วว่า แรงกดดันจากภูมิภาคเป็นเครื่องมือยับยั้งที่ทรงพลังที่สุดของอิหร่าน สำหรับการต้านทานอำนาจทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอล
ปฏิกิริยาในประเทศก็สะท้อนความตึงเครียดนั้นด้วย กลุ่มสายแข็งบางกลุ่มได้วิจารณ์คำขอโทษของเปเซชเคียนแล้วว่าเป็นความอ่อนแอ
ช่วงเวลาทางการเมืองในอิหร่านตอนนี้ถือว่าผิดจากปกติ เมื่อผู้นำสายแข็งระดับสูงหลายคนที่อยู่บนสุดของระบอบได้จากไปแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ระดับรองและผู้บัญชาการจำนวนมากยังคงไม่ไว้วางใจท่าทีประนีประนอมใด ๆ
สำหรับพวกเขา การขอโทษต่อรัฐบาลต่างชาติอาจถูกมองว่าเป็นการยอมจำนนในช่วงเวลาวิกฤตของชาติ
นอกอิหร่าน ปฏิกิริยาดังกล่าวถูกกำหนดด้วยการเล่าเรื่อง (narative) ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ กล่าวบนทรูธ โซเชียล (Truth Social) อย่างรวดเร็วว่าอิหร่านได้ "ขอโทษและยอมจำนน" ต่อประเทศเพื่อนบ้าน โดยอ้างว่าการกระทำดังกล่าวพิสูจน์แล้วว่าแรงกดดันทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลนั้นมีประสิทธิภาพ
ถ้อยคำดังกล่าวยังเผยให้เห็นว่าวอชิงตันอาจตีความสัญญาณจากเตหะรานอย่างไร ทรัมป์ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าผลลัพธ์ที่ยอมรับได้เพียงอย่างเดียวคืออิหร่านต้อง "ยอมจำนนโดยสิ้นเชิง"
ข้อเรียกร้องนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งทางการทูต
ตามประวัติศาสตร์แล้ว ประเทศต่าง ๆ แทบไม่เคยยอมรับการยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขจากการโจมตีทางอากาศเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าการทิ้งระเบิดจะรุนแรงเพียงใดก็ตาม เนื่องจากการบังคับให้เกิดผลลัพธ์เช่นนั้นเป็นเรื่องยากมาก หากไม่มีปฏิบัติการภาคพื้นดิน
ดังนั้น การตีความคำขอโทษของเปเซชเคียนว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการยอมจำนน อาจเป็นสะพานทางการเมืองสำหรับวอชิงตัน โดยมันอาจเป็นวิธีที่จะอ้างว่ามีความคืบหน้าโดยไม่ต้องละทิ้งข้อเรียกร้องให้ยอมจำนนอย่างเป็นทางการ
แต่เปเซชเคียนและสภาผู้นำเฉพาะกาลอาจประเมินแตกต่างออกไป
การผลักดันให้เกิดการหยุดยิงในตอนนี้อาจช่วยทำให้สถานการณ์มีเสถียรภาพ ก่อนที่ผู้นำถาวรคนใหม่จะปรากฏตัวขึ้น
อย่างไรก็ดี หากบุคคลที่ขึ้นมามีอำนาจในระบอบการเมืองอิหร่านคนต่อไปเป็นผู้นำทางศาสนาสายแข็ง โอกาสทางการทูตอาจแคบลงไปอีก
ความเป็นไปได้นี้ยังทำให้เกิดคำถามเชิงยุทธศาสตร์อีกข้อหนึ่งว่า เปเซชเคียนกำลังวางตัวเองให้เป็นผู้นำที่สามารถเจรจาได้หรือเป็นผู้นำแบบปฏิบัตินิยมในแบบที่รัฐบาลตะวันตกอยากจะติดต่อด้วยหรือไม่
ในสุนทรพจน์ของเขา เขาพยายามรักษาสมดุลระหว่างความท้าทายและความเปิดกว้าง โดยปฏิเสธการยอมจำนน แต่ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณถึงความยับยั้งชั่งใจต่อประเทศเพื่อนบ้าน
ในเวลาเดียวกัน การแย่งชิงอนาคตผู้นำของอิหร่านก็เริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว
บรรดาบุคคลทางการเมืองและผู้นำทางศาสนาต่าง ๆ รวมถึงผู้บัญชาการใน IRGC และกองกำลังความมั่นคง อาจมองวิกฤตในปัจจุบันคือโอกาสในการเสริมสร้างอำนาจของตน
บางฝ่ายเรียกร้องให้สภาผู้เชี่ยวชาญเร่งเลือกผู้นำคนใหม่โดยเร็ว
หากเปเซชเคียนไม่สามารถสร้างเสถียรภาพหรือแสดงอำนาจควบคุมกองกำลังติดอาวุธได้ คู่แข่งอาจโต้แย้งว่าต้องใช้แนวทางแบบแข็งกร้าวมากกว่าเดิม
สำหรับตอนนี้ บททดสอบเร่งด่วนอยู่ที่นอกพรมแดนอิหร่าน
จนถึงขณะนี้ หลายประเทศเพื่อนบ้านตอบสนองอย่างระมัดระวังหรือยังคงสงวนท่าที เฝ้าดูว่าคำขอโทษดังกล่าวจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริงในพื้นที่หรือไม่
อิสราเอลซึ่งสบช่องว่าความขัดแย้งครั้งนี้อาจทำให้ภัยคุกคามจากอิหร่านในระยะยาวอ่อนแอลง อาจไม่เต็มใจที่จะตีความข้อความดังกล่าวว่าเป็นก้าวสำคัญสู่การลดความตึงเครียด
ถึงกระนั้น ความคลุมเครือดังกล่าวอาจเป็นเรื่องที่ประธานาธิบดีของอิหร่านตั้งใจให้เกิดขึ้นก็ได้
คำขอโทษของเปเซชเคียนเปิดพื้นที่ให้เกิดการตีความหลายแบบ ทั้งความพยายามอย่างจริงจังเพื่อลดความตึงเครียดในภูมิภาค การเคลื่อนไหวเชิงยุทธวิธีเพื่อซื้อเวลาให้ผู้นำเฉพาะกาลของอิหร่าน หรือสัญญาณเปิดเกมของการจัดวางตำแหน่งทางการเมืองภายในระบอบของอิหร่านเอง
ทั้งนี้ มันอาจเป็นทั้ง 3 อย่างพร้อมกันก็ได้ เมื่อความขัดแย้งที่ถูกกำหนดโดยการแย่งชิงอำนาจภายใน คุกรุ่นไม่แพ้สงครามภายนอก































