ดราม่าชาวเค-ป็อป อาเซียน-เกาหลีใต้ จากคอนเสิร์ตในมาเลเซีย บอกอะไรถึงการเหยียดกันเองของคนเอเชียด้วยกัน

ที่มาของภาพ, DAY6
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 19 นาที
31 ม.ค. 2569 ศิลปินเค-ป็อปเกาหลีใต้วงเดย์ซิกส์ (DAY6) จัดคอนเสิร์ตเฉลิมฉลองครบรอบหนึ่งทศวรรษของการก่อตั้งวงที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นี่นับเป็นจุดหมายแห่งที่ 6 สำหรับการเฉลิมฉลองที่มีขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เว็บไซต์ ไลฟ์เนชั่น (live nation) ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายตั๋วคอนเสิร์ตครั้งนี้ระบุข้อปฏิบัติสำหรับผู้เข้าร่วมงานโดยห้ามนำอุปกรณ์บันทึกภาพหรือเสียงทุกชนิดเข้ามาในสถานที่ เช่น กล้องถ่ายภาพ กล้องฟิล์ม กล้องดิจิทัล แท็บเล็ต หรือแม้แต่กล้องโกโปร (GoPro) และสามารถนำเข้างานได้เฉพาะกล้องจากโทรศัพท์มือถือเท่านั้น หากเจ้าหน้าที่พบว่ามีการนำสิ่งของต้องห้ามเข้ามา ผู้ชมจะถูกเชิญออกจากสถานที่ทันที และจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมคอนเสิร์ตอีก และจะไม่มีการคืนเงินค่าบัตร
กฎเกณฑ์เช่นนี้เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยครั้งตามคอนเสิร์ตของศิลปินมากมาย ไม่ใช่เฉพาะแค่ศิลปินจากเกาหลีใต้เท่านั้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
ชนวนเหตุจากคอนเสิร์ตเค-ป็อปในมาเลเซีย
ทว่าในวันนั้นเอง เกิดเหตุการณ์ที่มีชาวเกาหลีใต้คนหนึ่งลักลอบนำสิ่งของต้องห้ามเข้าไปในคอนเสิร์ตจนถูกเชิญตัวออกจากพื้นที่จัดงาน ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น มีการบันทึกภาพวิดีโอเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ โดยเห็นใบหน้าของบุคคลดังกล่าวชัดเจน ก่อนที่จะมีผู้เข้าร่วมงานนำคลิปดังกล่าวออกมาโพสต์บนโลกออนไลน์
เหตุการณ์ดังกล่าวลุกลามอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ เมื่อชาวเกาหลีบางส่วนกล่าวหาว่าผู้ที่ถ่ายคลิปละเมิดความเป็นส่วนตัว ขณะที่ชาวมาเลเซียบางส่วนโต้กลับว่า ผู้เข้าร่วมงานจากต่างประเทศควรเคารพกฎของสถานที่จัดงาน
การโต้เถียงยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อชาวเน็ตเกาหลีใต้เริ่มใช้วาทกรรมเหมารวมแฟนคลับศิลปินเกาหลีใต้จากกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากนั้น ชาวเน็ตจากฝั่งอาเซียนจึงรวมตัวกันภายใต้แฮชแท็ก #SEAbling ที่สื่อถึงความเป็นพี่น้องของคนในชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อตอบโต้ชาวเน็ตเกาหลีใต้
ท้ายที่สุดก็ลุกลามกลายเป็นการโจมตีด้วยถ้อยคำเหยียดเชื้อชาติ การดูหมิ่นด้านเศรษฐกิจ และความเกลียดชังผู้หญิงจากทั้งสองฝ่าย

บัญชีหนึ่งที่โพสต์เป็นภาษาเกาหลีระบุเนื้อหาที่แปลเป็นภาษาไทยผ่านโปรแกรมแปลภาษาออนไลน์มีเนื้อหาว่า "แม้ว่าประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างอินโดนีเซียจะแบนเค-ป็อป หรือเค-ดราม่า เป็นเวลาร้อยวัน ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อวงการบันเทิงเกาหลีทั้งนั้น"
บัญชีดังกล่าวระบุต่อไปว่าตลาดหลักของเค-ป็อป นั้นคือเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และอเมริกาเหนือ
"ฉันหวังให้เธอคว่ำบาตรจริง ๆ และจากนี้ไป ฉันหวังให้เธอเลิกสนใจเกาหลี มันน่าสมเพชที่คุณ ซึ่งมีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แร้นแค้นจนต้องมาพึ่งวัฒนธรรมของประเทศอื่นอย่างเดียว เป็นแบบนั้น"
จากโพสต์ดังกล่าว อีกบัญชีหนึ่งออกมาโพสต์ตอบโต้ว่า "จงให้เผ่าพันธุ์ที่อ้างว่าตนเหนือกว่าผู้อื่น แต่กลับลืมใบหน้าและคุณค่าที่แท้จริงของตน ได้รับรู้ความจริงอันโหดร้ายเสียบ้าง" พร้อมกับใส่แฮชแท็ก #SEAbling
ขณะที่อีกบัญชีหนึ่งซึ่งโพสต์เป็นภาษาเกาหลี แต่บัญชีระบุว่าอยู่อินโดนีเซีย ระบุว่า "ชาวเน็ตเกาหลี (Knetz) ที่เลือกปฏิบัติต่อชาวมาเลย์ ตั้งสติหน่อย อาเซียนคือหนึ่งเดียว เราคือ 'SEAblings' พี่น้องที่เติบโตมาจากทะเลเดียวกันการรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นเพราะสีผิว ไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจ แต่มันสะท้อนปมด้อยของคุณเอง หยุดความเกลียดชังต่ำ ๆ แบบนี้เสียที รู้ไว้ด้วยว่ามันน่าอับอายแค่ไหน"
สำหรับการโจมตีอื่น ๆ ที่เห็นได้ชัดเจนเป็นเรื่องการทำศัลยกรรมของชาวเกาหลีใต้ พร้อมกับมีมที่มักแนบธงสัญลักษณ์ของกลุ่มประเทศอาเซียนไว้ด้วยกัน
จากคอนเสิร์ตที่ควรเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จของศิลปินและกลุ่มแฟนคลับที่มาจากหลากหลายพื้นเพ เหตุการณ์นั้นกลับกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับภูมิภาคที่ดึงความสนใจได้ไปจนถึงซีกโลกที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง
บีบีซีไทยชวนผู้อ่านมาสำรวจประเด็นการเหยียดเชื้อชาติจากผู้คนภายในทวีปเดียวกัน รวมไปถึงมิติอื่น ๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้การทะเลาะกันของ "ชาวเค-ป็อป" หลากสัญชาติ

ที่มาของภาพ, Getty Images
การเหยียดเชื้อชาติในเอเชียมีหรือไม่ ?
หากไล่ดูไปตามโพสต์ท่ามกลางสมรภูมิสู้รบออนไลน์ในเหตุการณ์นี้ ผู้อ่านจะสามารถเห็นผู้คนแสดงความคิดเห็นในเชิงเหยียดเชื้อชาติ หรือมองว่าประเทศของตนเองดีกว่าประเทศอื่น
บัญชีหนึ่งบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) โพสต์ภาพที่แสดงให้เห็นลิงตัวหนึ่งกำลังจ้องไปที่หนังสือที่มันเปิดอยู่ อย่างไรก็ดี ในแคปชันซึ่งเขียนเป็นภาษาเกาหลี เมื่อแปลออกมาเป็นภาษาไทยด้วยโปรแกรมแปลภาษาออนไลน์จะได้ใจความว่า "ระดับสติปัญญาและระดับการศึกษาของอินโดนีเซียโดยเฉลี่ยต่ำมาก ถึงขนาดที่คนเกาหลีที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความบกพร่องทางสติปัญญา ยังสามารถไปทำงานเป็นศาสตราจารย์ในอินโดนีเซียได้"

สิ่งนี้นำไปสู่การตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วผู้คนในเอเชียตระหนักรู้ถึงการเหยียดเชื้อชาติหรือการเหยียดสีผิวมากน้อยแค่ไหน
ดร.จุนกิ นากาฮาระ จากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ บอกกับบีบีซีไทยในการสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า แท้จริงแล้วเธออยากจะเชื่อว่าชาวเอเชียตระหนักรู้ถึงประเด็นการเหยียดเชื้อชาติ แต่เธอมองว่าพวกเขาเข้าใจประเด็นนี้ผ่านแค่กรอบสีผิวขาว-ดำ หรืออย่างมากก็เพิ่มคนผิวสีน้ำตาลเข้ามาด้วยเท่านั้น
เธอเสริมว่าประเด็นเรื่องเชื้อชาติในเอเชีย มักถูกเข้าใจหรือเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์อาณานิคมหรือจักรวรรดินิยม เช่น กลุ่มคนที่เคยถูกล่าอาณานิคมอย่างเป็นทางการ "พวกเขาเหมือนมีอัตลักษณ์ของความเป็น 'เหยื่อ' ร่วมกันอยู่โดยธรรมชาติ และไม่ใช่แค่เหยื่อของจักรวรรดินิยมหรืออาณานิคมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเป็นเหยื่อของการเหยียดเชื้อชาติด้วย"
ดร.นากาฮาระ ยกตัวอย่างกระแสสังคมครั้งใหญ่อย่างกรณี Black Lives Matter ในสหรัฐฯ ซึ่งกลายเป็นปรากฎการณ์ที่ขยายตัวไปทั่วโลก และกระแสเหล่านี้ก็เดินทางมาถึงเหมืองหลวงของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ดี เธอชี้ว่า จริง ๆ กระแสเหล่านี้ไม่ได้เป็นเครื่องสะท้อนความคิดเห็นของสังคมโดยรวม เพราะในครั้งนั้นก็ยังมีกระแสต่อต้าน (backlash) อย่างมาก รวมทั้งเสียงวิจารณ์ว่า "นี่เป็นเรื่องที่เสแสร้งหรือหน้าซื่อใจคด" และยังมีคนเอเชียบางคนที่ชี้ว่า "นี่ไม่ใช่ปัญหาของเรา นี่เป็นปัญหาของอเมริกา หรือนี่เป็นปัญหาของยุโรป"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในงานศึกษาที่มีชื่อว่า "'การปฏิเสธการมีอยู่ของการเหยียดเชื้อชาติในเอเชีย" ซึ่งตีพิมพ์เมื่อเดือน มิ.ย. 2568 ผู้เขียนหลักอย่าง ดร.นากาฮาระ และชิน กีวุก ไปสำรวจรายงานของ 16 รัฐภาคีในภูมิภาคเอเชีย ตั้งแต่ปี 2521-2566 ซึ่งส่งให้กับคณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติของสหประชาชาติ (UN CERD) ก่อนจะพบว่าภาครัฐของประเทศเหล่านี้ต่าง "ปฏิเสธ" การมีอยู่ของการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ
"การปฏิเสธ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางวาทกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหาเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นกลไกที่ฝังลึกอยู่ในโครงสร้าง ซึ่งใช้ในการให้เหตุผลและตอกย้ำการเลือกปฏิบัติที่มีอยู่เดิม" งานวิจัยชิ้นดังกล่าวชี้
ดร.นากาฮาระ อธิบายเพิ่มว่ารัฐต่าง ๆ ที่เธอศึกษาต่างปฏิเสธการมีอยู่ของการเหยียดเชื้อชาติผ่าน 3 รูปแบบหลัก ซึ่งประกอบไปด้วย 1. การปฏิเสธโดยตรงว่าการเหยียดเชื้อชาติหรือการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติไม่มีอยู่จริง 2. การปฏิเสธเชิงตีความ โดยอ้างว่าปรากฏการณ์ที่ถูกมองว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาตินั้น แท้จริงแล้วเป็นสิ่งอื่น และ 3. การปฏิเสธเชิงให้เหตุผล คือการแก้ตัว การบิดเบือนข้อเท็จจริง การปกป้องด้วยเหตุผลเชิงอุดมการณ์ หรือความพยายามลดทอนความสำคัญของข้อกล่าวหา
ผลการศึกษาของเธอพบว่า การปฏิเสธแบบแรกอย่างตรงไปตรงมา พบได้อย่างเด่นชัดที่สุด คิดเป็น 88 กรณีจากทั้งหมด 190 กรณี หรือราว 46% ของกรณีการเหยียดทั้งหมด
ในเอเชีย การอ้างว่าการเหยียดเชื้อชาติไม่มีอยู่จริงพบได้จากกรณีของมองโกเลีย ปากีสถาน และบังกลาเทศ ที่บอกชัดเจนว่าไม่มีการเลือกปฏิบัติ ส่วนญี่ปุ่น ลาว และกัมพูชาไม่ได้ปฏิเสธตรง ๆ แต่บอกว่า "ไม่เคยพบเหตุการณ์ที่น่ากังวล"
หนึ่งในประเทศที่น่าสนใจคือ เกาหลีใต้ ข้ออ้างที่ถูกนำมาใช้อย่างโดดเด่นคือ การอ้างว่าไม่คุ้นเคยหรือไม่รู้จักปรากฏการณ์ดังกล่าว (unfamiliarity)
ดร.นากาฮาระ อธิบายเพิ่มเติมว่า รัฐเกาหลีใต้อ้างความเป็นเนื้อเดียวกันของคนในชาติ ทั้งมิติ "สายเลือดบริสุทธิ์" การใช้ภาษาเดียวกัน มีวัฒนธรรมเดียวกัน และไม่มี "ผู้เป็นอื่นทางเชื้อชาติ" อยู่ในประเทศ ดังนั้นจึงไม่อาจมีการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของเชื้อชาติเกิดขึ้นได้ตั้งแต่แรก
มุมมองเช่นนี้ทำให้เกาหลีใต้สามารถให้เหตุผลรองรับการที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กล่าวถึงการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ และการที่ประเทศปฏิเสธการออกกฎหมายเฉพาะเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ
เกาหลีใต้ คือ "อเมริกันผิวขาวแห่งเอเชีย" ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
วาทกรรมสาดเสียเทเสีย หรือการเหยียดเชื้อชาติ รูปร่างหน้าตา ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากคอนเสิร์ตในมาเลเซียนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นแค่จากฝั่งชาวเน็ตเกาหลีใต้เท่านั้น เพราะฝั่งอาเซียนเองก็หยิบประเด็นต่าง ๆ มาโจมตีคนที่ถูกมองว่าเป็นศัตรูเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ดี เพื่อพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นหรือที่มาของมุมมองของชาวเกาหลีใต้ บีบีซีไทยพูดคุยกับ ซู รยอน ยุน ศาสตราจารย์วิจัยทางวิชาการ ภายใต้ทุนของมูลนิธิวิจัยแห่งชาติเกาหลี (National Research Foundation) ประจำสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยซองกงฮเว ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เกี่ยวกับเรื่องนี้
เธอเริ่มอธิบายว่า การสร้างคำจำกัดความว่านี่คือการแบ่งแยกหรือการเหยียดกันระหว่างเอเชียตะวันออกปะทะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการชี้ว่าชาวเกาหลีใต้อยากทำตัว "เป็นคนอเมริกัน" หรือมิติความขาวของผิว ไปจนถึงสถานะทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่าประเทศในอาเซียน สุดท้ายแล้ว "การตีกรอบความขัดแย้งทางวัฒนธรรมร่วมสมัยนี้ในลักษณะเช่นนี้ ถือเป็นความล้มเหลวหรือปัญหาในตัวมันเอง เพราะมันทำให้รากเหง้าทางประวัติศาสตร์ที่ลึกกว่านั้นถูกบดบังไปหมด"
สืบเนื่องจากคำอธิบายถึงแนวคิดเรื่องความเป็นเนื้อเดียวกัน (homogeneity) และตำนาน "สายเลือดเดียว" (single-blood myth) ที่ปรากฏอยู่ในรายงานอย่างเป็นทางการของเกาหลีใต้ที่เราได้พูดถึงก่อนจากงานวิจัยของ ดร.นากาฮาระ ศ.ยุน เสริมว่า สิ่งหนึ่งที่ยังไม่ถูกนำเข้ามาวิเคราะห์ในการถกเถียงครั้งนี้คือมิติทางประวัติศาสตร์ของคนเกาหลีใต้เอง
ถ้าย้อนกลับไปให้ไกลในอดีต ศ.ยุน อธิบายว่าชาวเกาหลีถูกบังคับให้อยู่ในสภาวะที่ต้องสร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่แข็งแรงและชัดเจน เพราะในช่วงหนึ่ง "อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของพวกเขากำลังถูกลบเลือนจากการปกครองแบบอาณานิคมของญี่ปุ่น"
ประวัติศาสตร์ในอดีตยังช่วยอธิบายประเด็นการแบ่งแยกด้วยภูมิศาสตร์กลุ่มประเทศเช่นเดียวกัน ศ.ยุน กล่าวว่า การมองเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยสายตาแบ่งแยกแบบเอเชียตะวันออก หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แท้จริงแล้วก็เป็นผลผลิตจากยุคสงครามเย็น

ที่มาของภาพ, Getty Images
"ก่อนหน้านั้น แนวคิดของเราที่มีต่อ 'เอเชีย' ไม่ได้ถูกแบ่งแยกเป็นส่วน ๆ ชัดเจนเช่นนี้ การแบ่งเช่นนี้เกิดขึ้นเพื่อความสะดวกของจักรวรรดินิยมอเมริกันและกลุ่มประเทศโซเวียต ซึ่งกำลังแข่งขันแย่งชิงอิทธิพลทางดินแดนกันอยู่ในเวลานั้น" ศ.ยุนกล่าว
เธอยกตัวอย่างว่า ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สองไม่นาน และก่อนที่สงครามเย็นจะทวีความเข้มข้นขึ้น ภูมิภาคอย่างเช่น ปาเลสไตน์ ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของเอเชียอย่างชัดเจน ไม่มีข้อกังขาในเรื่องนี้เลย
ทว่าในจินตนาการร่วมสมัยของเรา ปาเลสไตน์มักไม่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของเอเชีย แต่ถูกจัดว่าเป็นตะวันออกกลาง สิ่งนี้จึงสะท้อนให้เห็นได้ว่า ความเข้าใจของชาวเอเชียที่มีต่อคำว่า "เอเชีย" ได้เปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด และสะท้อนว่าการนิยามเอเชียคืออะไรนั้น ถูกสร้างขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางประวัติศาสตร์
"แนวคิดที่ว่า 'เอเชียตะวันออก' แยกออกจาก 'เอเชียตะวันออกเฉียงใต้' ก็มีปัญหาในตัวมันเองอยู่แล้ว เพราะสถานที่อย่างเช่น ไต้หวัน ก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราควรถูกจัดอยู่ในเอเชียตะวันออก หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กันแน่ การจัดหมวดหมู่เหล่านี้จึงมีความลื่นไหลสูง และเป็นผลผลิตของความตึงเครียดทางประวัติศาสตร์และอุดมการณ์"
ต่อประเด็นเรื่องการบอกว่าชาวเกาหลีใต้พยายามทำตัวเป็น "อเมริกันผิวขาวแห่งเอเชีย" เธอบอกกับบีบีซีไทยว่า แม้เธอจะเข้าใจเจตนาของคำวิจารณ์ แต่ตั้งข้อสังเกตว่า หากพูดง่าย ๆ เช่นนั้น ก็จะเป็นการอ้างว่าความรู้และวิธีคิดเรื่องเชื้อชาติของชาวเกาหลีใต้เป็นเพียงสิ่งที่รับต่อมาจากชาวอเมริกันเท่านั้น "ซึ่งความจริงไม่ได้เรียบง่ายแบบนั้น และไม่ได้เป็นกระบวนการทางเดียวเช่นนั้น"
เธอบอกว่าญี่ปุ่นเองก็มีรูปแบบของชาตินิยมทางชาติพันธุ์ของตัวเองเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ง่ายขนาดจะบอกว่า "ชาวญี่ปุ่นแค่อยากเป็นคนขาวหรือชาวยุโรป" ซึ่งเป็นวาทกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้า โดยเฉพาะช่วงปลายทศวรรษ 1990 ถึงต้นทศวรรษ 2000 ตอนที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังรุ่งเรืองสูงสุด
ศ.ยุน เสริมว่า ปัจจุบันจีนเองก็ถูกอธิบายว่าเป็นมหาอำนาจอาณานิคมแบบใหม่ในแอฟริกา ราวกับกำลังเลียนแบบยุโรป แต่ความจริงแล้วพลวัตภายในของจีนรวมถึงความสัมพันธ์ของจีนกับภูมิภาคต่าง ๆ ก็ไม่ได้เหมือนกับยุโรปผิวขาวหรืออเมริกาผิวขาวเสียทีเดียว
"คำอธิบายลักษณะนี้ แม้จะดูชัดเจนและน่าดึงดูด เพราะมันเป็นข้ออ้างที่ฟังดูเข้าใจง่าย และดูเหมือนจะอธิบายหลายปรากฏการณ์ได้ แต่ในความเป็นจริง มันกลับทำให้บริบทเฉพาะของท้องถิ่น และบริบททางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน ถูกกลบเลือนไป" ศาสตราจารย์ชาวเกาหลีใต้เสริม
เธอเสริมในมิติเรื่อง "ความขาว" อีกว่า แนวคิดเรื่องความขาวไม่ได้ถูกนำเข้ามาจากตะวันตก แล้วถูกใช้ในรูปแบบเดิมทุกประการ แต่ถูกดัดแปลงให้เข้ากับบริบทท้องถิ่นของแต่ละภูมิภาค เช่น ในเวียดนามก็มีการนิยมชอบคนผิวขาวเช่นกัน แต่ไม่ได้แปลว่าคนเวียดนามอยากเป็นชาวตะวันตก เพราะความนิยมนั้นผูกอยู่กับโครงสร้างชนชั้นที่มีมาก่อน กล่าวคือ คนผิวคล้ำถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของแรงงานและชนชั้นล่าง ไม่ใช่เรื่องของเชื้อชาติล้วน ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นการผสมกันระหว่างอิทธิพลวัฒนธรรมจากสหรัฐฯ และลำดับชั้นทางชนชั้นที่มีอยู่เดิมในท้องถิ่น ทำให้ไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ด้วยสูตรสำเร็จแบบใดแบบหนึ่งได้
ความเกลียดชังต่อผู้หญิงที่ซ่อนอยู่ในสังคมวัฒนธรรมของเกาหลีใต้
ท่ามกลางสมรภูมิรบออนไลน์นี้ มีโพสต์หนึ่งบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ที่กลายเป็นไวรัลอย่างมาก ผู้ใช้งานบัญชีรายหนึ่งโพสต์ภาพลิงอุรังอุตังก่อนจะเขียนแคปชันด้วยภาษาเกาหลีซึ่งเมื่อแปลเป็นภาษาไทยโดยโปรแกรมภาษาออนไลน์ จะมีเนื้อความว่า "ผู้หญิงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังโกรธ"

ศ.ยุน กล่าวว่า ปรากฏการณ์หนึ่งที่น่ากังวลมาก แต่กลับไม่ถูกพูดถึงในวงกว้างจากเหตุการณ์ครั้งนี้คือ ความเกลียดชังต่อผู้หญิง (misogyny) ที่เร้นกายอยู่ในภาพใหญ่ของการเหยียดกันไปมา
เธอบอกว่าภาพอุรังอุตังนั้น ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเชื้อชาติ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเกลียดผู้หญิงที่เชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องเชื้อชาติด้วย
"ฉันคิดว่าสื่อ รวมถึงตัวแฟนคลับเองยังแทบไม่ได้พูดถึงเลยว่า สิ่งเหล่านี้อาศัยการทำให้ผู้หญิงกลายเป็นวัตถุ (objectifying women) อย่างมาก" ศ.ยุน กล่าว
เธอบอกว่าจริงอยู่ที่ชาวเกาหลีมีภาพจำเฉพาะต่อสตรีที่มาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ถูกหล่อหลอมมาเป็นเวลานับทศวรรษ เธอชี้ว่ารายการโทรทัศน์จำนวนมากในช่วงปลายทศวรรษ 2000 ถึงต้นทศวรรษ 2010 เลือกนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีเกาหลีและลูกสะใภ้จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแต่งงานกับผู้ชายเกาหลีในชุมชนชนบท

ที่มาของภาพ, Getty Images
รายการเหล่านี้อาจถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงให้ผู้ชมเกาหลีเห็นว่าสังคมกำลังกลายเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงมันกลับตอกย้ำภาพเหมารวมเกี่ยวกับชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะผู้หญิง เช่นว่าพวกเธอขี้เกียจหรือไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีภาพจำอีกแบบหนึ่งที่นำเสนอว่าผู้หญิงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขยัน ปรับตัวเก่ง ยอมปรับตัว และนิสัยดี
ทว่าไม่ว่าจะเป็นภาพจำแบบไหน คุณลักษณะที่สังคมเชื่อไปแล้วเช่นนี้ของหญิงจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับผู้หญิงเกาหลี ที่ถูกมองว่าเย่อหยิ่งหรือไม่เคารพผู้ชายเกาหลีเช่นเดียวกัน
"เวลาที่สื่อหรือคนบางส่วนในสังคมเกาหลีบอกว่าผู้หญิงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขยันมาก ๆ นั่นไม่ใช่คำชม เพราะมันเน้นย้ำว่าพวกเธอสามารถถูกใช้เป็นแรงงาน ได้ง่าย หรือเหมือนกับว่าพวกเธอไม่มีคุณลักษณะอื่นนอกจากความขยัน"
"คุณสามารถใช้ภาพจำนี้เพื่อพูดว่า 'ผู้หญิงคนนี้ขยันมาก ทำไมคุณทำแบบนั้นไม่ได้' ดังนั้นมันจึงกลายเป็นกลไกควบคุมทางวัฒนธรรมที่ปฏิเสธความหลากหลายของผู้หญิงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ราวกับว่าพวกเธอไม่มีบุคลิกหรือสิทธิที่หลากหลาย… มันอาจจะเหมือนเป็นภาพลักษณ์เชิงบวก แต่จริง ๆ แล้วมันคือ ภาพจำที่ใช้ควบคุม (controlling image)" ทั้งผู้หญิงจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้หญิงจากเกาหลีใต้เอง
เธอกล่าวต่อไปอีกว่า แนวคิดเช่นนี้ไม่เป็นประโยชน์กับผู้หญิงสักชาติเดียวเพราะนี่ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงเกาหลีถูกมองว่าสูงกว่าในจินตนาการแบบนี้ ผู้หญิงเกาหลีไม่ได้ถูกมองว่าสูงกว่า พวกเธอยังต้องถูกควบคุมเหมือนกัน เช่น "ดูผู้หญิงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ขยันและเชื่อฟังสิ คุณก็ควรเป็นแบบนั้น"
"ดังนั้นมันไม่ใช่แค่เรื่องผู้หญิงเกาหลี ผู้หญิงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ขยันหรือที่ขี้เกียจ แต่ภาพเหมารวมทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกันเพื่อค้ำจุนโครงสร้างอำนาจบางอย่าง" ศ.ยุน กล่าว
เธอบอกว่าภาพจำเหล่านี้นำไปสู่ความจริงที่น่าหดหู่ในเกาหลีใต้ คือผู้หญิงแรงงานข้ามชาติจากเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และกัมพูชาจำนวนหนึ่งตกเป็นเหยื่อ ความรุนแรงในครอบครัวและแม้กระทั่งการฆาตกรรม โดยสามีชาวเกาหลี

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อมิติความเกลียดชังผู้หญิงเหล่านี้ถูกซ้อนทับอยู่กับแวดวงเค-ป็อป ที่ถูกมองว่ามีแฟนคลับเป็นผู้หญิงจำนวนมากกว่า เธอบอกว่าดราม่าของแฟนคลับเหล่านี้มักถูกมองเหมือนการทะเลาะกันของผู้หญิงในมิติว่า "ผู้หญิงก็ทะเลาะกันเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ตลอด" จึงถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็ก ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นสังคมที่ใหญ่กว่า
เธอเสริมว่าสิ่งที่น่าสนใจคือ ดราม่าเหล่านี้บนแพลตฟอร์มอย่างเอ็กซ์ (X) ถูกผู้ใช้งานเพศชายในเกาหลีคัดลอกไปเผยแพร่ในชุมชนสิทธิผู้ชาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานว่า 'เฟมินิสม์ล้มเหลว' หรือ 'ผู้หญิงไม่สามารถเป็นพันธมิตรกันได้'"
เธอมองว่าสมรภูมิสู้รบที่เกิดขึ้นระหว่างแฟนคลับเค-ป็อป หลากหลายสัญชาติครั้งนี้ โดยเฉพาะที่เพศหญิงซึ่งเข้ามาสู้รบปรบมือกันเองนั้นเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง
"แฟนคลับจริง ๆ แล้วมีศักยภาพในการสร้างความรู้และความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ ที่ท้าทายกรอบชาตินิยมหลังสงครามเย็น แต่น่าเสียดายที่หลายคนกลับถูกดูดเข้าไปอยู่ใน ความคิดแบบชาตินิยมอนุรักษนิยม" ศ.ยุนกล่าว
"มันน่าผิดหวังที่แฟน ๆ ซึ่งอาจมีศักยภาพจะต่อต้านนโยบายวัฒนธรรมแบบชาตินิยมและเหยียดเพศ กลับเป็นกลุ่มที่แสดงทัศนคติเหล่านั้นอย่างเข้มข้นที่สุด"
เธอทิ้งท้ายว่า ปัญหาคือผู้หญิงเองก็อาจเผลอยอมรับหรือเข้าข้างแนวคิดชาตินิยมและการเกลียดผู้หญิงเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมเค-ป็อปเองก็ไม่ได้ทำอะไรอย่างจริงจัง เมื่อเห็นแฟนคลับถกเถียงกันในลักษณะที่ไม่สร้างสรรค์
นักวิชาการเกาหลีใต้แสดงทัศนะด้วยว่าผู้นำในอุตสาหกรรมรวมถึงไอดอลควรมีบทบาทในการรับผิดชอบต่อประเด็นเหล่านี้ ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงในพื้นที่โซเชียลมีเดีย
"ลองจินตนาการดูว่า จะเกิดพลังแบบไหน หากผู้หญิงปฏิเสธภาพจำเหล่านี้ และสร้างพันธมิตรข้ามชาติและข้ามชาติพันธุ์ ขึ้นมา" ศ.ยุน กล่าว
หมายเหตุ: ในบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนเลือกนำเสนอมิติของชาวเกาหลีใต้เป็นหลัก เพื่อช่วยให้ผู้อ่านชาวไทยเข้าใจบริบทของปรากฏการณ์ครั้งนี้มากขึ้น ไม่ได้เป็นเจตนาหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ชาวอาเซียน































