ดราม่าชาวเค-ป็อป อาเซียน-เกาหลีใต้ จากคอนเสิร์ตในมาเลเซีย บอกอะไรถึงการเหยียดกันเองของคนเอเชียด้วยกัน

DAY6

ที่มาของภาพ, DAY6

คำบรรยายภาพ, ภาพบรรยากาศคอนเสิร์ต DAY6 10th Anniversary <The DECADE> ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งโพสต์โดยบัญชีอย่างเป็นทางการของวง
    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 19 นาที

31 ม.ค. 2569 ศิลปินเค-ป็อปเกาหลีใต้วงเดย์ซิกส์ (DAY6) จัดคอนเสิร์ตเฉลิมฉลองครบรอบหนึ่งทศวรรษของการก่อตั้งวงที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นี่นับเป็นจุดหมายแห่งที่ 6 สำหรับการเฉลิมฉลองที่มีขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เว็บไซต์ ไลฟ์เนชั่น (live nation) ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายตั๋วคอนเสิร์ตครั้งนี้ระบุข้อปฏิบัติสำหรับผู้เข้าร่วมงานโดยห้ามนำอุปกรณ์บันทึกภาพหรือเสียงทุกชนิดเข้ามาในสถานที่ เช่น กล้องถ่ายภาพ กล้องฟิล์ม กล้องดิจิทัล แท็บเล็ต หรือแม้แต่กล้องโกโปร (GoPro) และสามารถนำเข้างานได้เฉพาะกล้องจากโทรศัพท์มือถือเท่านั้น หากเจ้าหน้าที่พบว่ามีการนำสิ่งของต้องห้ามเข้ามา ผู้ชมจะถูกเชิญออกจากสถานที่ทันที และจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมคอนเสิร์ตอีก และจะไม่มีการคืนเงินค่าบัตร

กฎเกณฑ์เช่นนี้เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยครั้งตามคอนเสิร์ตของศิลปินมากมาย ไม่ใช่เฉพาะแค่ศิลปินจากเกาหลีใต้เท่านั้น

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, คอนเสิร์ตของศิลปินจำนวนมากไม่อนุญาตให้ผู้เข้าร่วมนำกล้องเข้าไปบันทึกภาพและวิดีโอ

ชนวนเหตุจากคอนเสิร์ตเค-ป็อปในมาเลเซีย

ทว่าในวันนั้นเอง เกิดเหตุการณ์ที่มีชาวเกาหลีใต้คนหนึ่งลักลอบนำสิ่งของต้องห้ามเข้าไปในคอนเสิร์ตจนถูกเชิญตัวออกจากพื้นที่จัดงาน ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น มีการบันทึกภาพวิดีโอเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ โดยเห็นใบหน้าของบุคคลดังกล่าวชัดเจน ก่อนที่จะมีผู้เข้าร่วมงานนำคลิปดังกล่าวออกมาโพสต์บนโลกออนไลน์

เหตุการณ์ดังกล่าวลุกลามอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ เมื่อชาวเกาหลีบางส่วนกล่าวหาว่าผู้ที่ถ่ายคลิปละเมิดความเป็นส่วนตัว ขณะที่ชาวมาเลเซียบางส่วนโต้กลับว่า ผู้เข้าร่วมงานจากต่างประเทศควรเคารพกฎของสถานที่จัดงาน

การโต้เถียงยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อชาวเน็ตเกาหลีใต้เริ่มใช้วาทกรรมเหมารวมแฟนคลับศิลปินเกาหลีใต้จากกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากนั้น ชาวเน็ตจากฝั่งอาเซียนจึงรวมตัวกันภายใต้แฮชแท็ก #SEAbling ที่สื่อถึงความเป็นพี่น้องของคนในชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อตอบโต้ชาวเน็ตเกาหลีใต้

ท้ายที่สุดก็ลุกลามกลายเป็นการโจมตีด้วยถ้อยคำเหยียดเชื้อชาติ การดูหมิ่นด้านเศรษฐกิจ และความเกลียดชังผู้หญิงจากทั้งสองฝ่าย

BBC
คำบรรยายภาพ, ภาพบันทึกหน้าจอโพสต์บนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) โพสต์หนึ่งเขียนข้อความว่า "ชาวเน็ตเกาหลี (Knetz) ที่เลือกปฏิบัติต่อชาวมาเลย์ ตั้งสติหน่อย อาเซียนคือหนึ่งเดียว เราคือ 'SEAblings' พี่น้องที่เติบโตมาจากทะเลเดียวกันการรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นเพราะสีผิว ไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจ แต่มันสะท้อนปมด้อยของคุณเอง หยุดความเกลียดชังต่ำ ๆ แบบนี้เสียที รู้ไว้ด้วยว่ามันน่าอับอายแค่ไหน"

บัญชีหนึ่งที่โพสต์เป็นภาษาเกาหลีระบุเนื้อหาที่แปลเป็นภาษาไทยผ่านโปรแกรมแปลภาษาออนไลน์มีเนื้อหาว่า "แม้ว่าประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างอินโดนีเซียจะแบนเค-ป็อป หรือเค-ดราม่า เป็นเวลาร้อยวัน ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อวงการบันเทิงเกาหลีทั้งนั้น"

บัญชีดังกล่าวระบุต่อไปว่าตลาดหลักของเค-ป็อป นั้นคือเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และอเมริกาเหนือ

"ฉันหวังให้เธอคว่ำบาตรจริง ๆ และจากนี้ไป ฉันหวังให้เธอเลิกสนใจเกาหลี มันน่าสมเพชที่คุณ ซึ่งมีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แร้นแค้นจนต้องมาพึ่งวัฒนธรรมของประเทศอื่นอย่างเดียว เป็นแบบนั้น"

จากโพสต์ดังกล่าว อีกบัญชีหนึ่งออกมาโพสต์ตอบโต้ว่า "จงให้เผ่าพันธุ์ที่อ้างว่าตนเหนือกว่าผู้อื่น แต่กลับลืมใบหน้าและคุณค่าที่แท้จริงของตน ได้รับรู้ความจริงอันโหดร้ายเสียบ้าง" พร้อมกับใส่แฮชแท็ก #SEAbling

ขณะที่อีกบัญชีหนึ่งซึ่งโพสต์เป็นภาษาเกาหลี แต่บัญชีระบุว่าอยู่อินโดนีเซีย ระบุว่า "ชาวเน็ตเกาหลี (Knetz) ที่เลือกปฏิบัติต่อชาวมาเลย์ ตั้งสติหน่อย อาเซียนคือหนึ่งเดียว เราคือ 'SEAblings' พี่น้องที่เติบโตมาจากทะเลเดียวกันการรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นเพราะสีผิว ไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจ แต่มันสะท้อนปมด้อยของคุณเอง หยุดความเกลียดชังต่ำ ๆ แบบนี้เสียที รู้ไว้ด้วยว่ามันน่าอับอายแค่ไหน"

สำหรับการโจมตีอื่น ๆ ที่เห็นได้ชัดเจนเป็นเรื่องการทำศัลยกรรมของชาวเกาหลีใต้ พร้อมกับมีมที่มักแนบธงสัญลักษณ์ของกลุ่มประเทศอาเซียนไว้ด้วยกัน

จากคอนเสิร์ตที่ควรเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จของศิลปินและกลุ่มแฟนคลับที่มาจากหลากหลายพื้นเพ เหตุการณ์นั้นกลับกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับภูมิภาคที่ดึงความสนใจได้ไปจนถึงซีกโลกที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง

บีบีซีไทยชวนผู้อ่านมาสำรวจประเด็นการเหยียดเชื้อชาติจากผู้คนภายในทวีปเดียวกัน รวมไปถึงมิติอื่น ๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้การทะเลาะกันของ "ชาวเค-ป็อป" หลากสัญชาติ

Getty Images // NEW YORK, NY - MAY 15: Fans cheer as K-Pop group BTS performs in Central Park, May 15, 2019 in New York City. Fans waited in line for days to see the group perform as part of ABC's 'Good Morning America' summer concert series. (Photo by Drew Angerer/Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หมายเหตุ: เป็นเพียงภาพประกอบบทความเท่านั้น

การเหยียดเชื้อชาติในเอเชียมีหรือไม่ ?

หากไล่ดูไปตามโพสต์ท่ามกลางสมรภูมิสู้รบออนไลน์ในเหตุการณ์นี้ ผู้อ่านจะสามารถเห็นผู้คนแสดงความคิดเห็นในเชิงเหยียดเชื้อชาติ หรือมองว่าประเทศของตนเองดีกว่าประเทศอื่น

บัญชีหนึ่งบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) โพสต์ภาพที่แสดงให้เห็นลิงตัวหนึ่งกำลังจ้องไปที่หนังสือที่มันเปิดอยู่ อย่างไรก็ดี ในแคปชันซึ่งเขียนเป็นภาษาเกาหลี เมื่อแปลออกมาเป็นภาษาไทยด้วยโปรแกรมแปลภาษาออนไลน์จะได้ใจความว่า "ระดับสติปัญญาและระดับการศึกษาของอินโดนีเซียโดยเฉลี่ยต่ำมาก ถึงขนาดที่คนเกาหลีที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความบกพร่องทางสติปัญญา ยังสามารถไปทำงานเป็นศาสตราจารย์ในอินโดนีเซียได้"

BBC
คำบรรยายภาพ, ภาพ ๆ หนึ่งที่ถูกโพสต์บนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) แสดงให้เห็นลิงตัวหนึ่งกำลังจ้องไปที่หนังสือที่มันเปิดอยู่ ภาพนี้เป็นหนึ่งในการโจมตีเพื่อนร่วมทวีปเอเชียที่เกิดจากดราม่าที่คอนเสิร์ตในมาเลเซียเมื่อเดือน ม.ค.

สิ่งนี้นำไปสู่การตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วผู้คนในเอเชียตระหนักรู้ถึงการเหยียดเชื้อชาติหรือการเหยียดสีผิวมากน้อยแค่ไหน

ดร.จุนกิ นากาฮาระ จากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ บอกกับบีบีซีไทยในการสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า แท้จริงแล้วเธออยากจะเชื่อว่าชาวเอเชียตระหนักรู้ถึงประเด็นการเหยียดเชื้อชาติ แต่เธอมองว่าพวกเขาเข้าใจประเด็นนี้ผ่านแค่กรอบสีผิวขาว-ดำ หรืออย่างมากก็เพิ่มคนผิวสีน้ำตาลเข้ามาด้วยเท่านั้น

เธอเสริมว่าประเด็นเรื่องเชื้อชาติในเอเชีย มักถูกเข้าใจหรือเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์อาณานิคมหรือจักรวรรดินิยม เช่น กลุ่มคนที่เคยถูกล่าอาณานิคมอย่างเป็นทางการ "พวกเขาเหมือนมีอัตลักษณ์ของความเป็น 'เหยื่อ' ร่วมกันอยู่โดยธรรมชาติ และไม่ใช่แค่เหยื่อของจักรวรรดินิยมหรืออาณานิคมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเป็นเหยื่อของการเหยียดเชื้อชาติด้วย"

ดร.นากาฮาระ ยกตัวอย่างกระแสสังคมครั้งใหญ่อย่างกรณี Black Lives Matter ในสหรัฐฯ ซึ่งกลายเป็นปรากฎการณ์ที่ขยายตัวไปทั่วโลก และกระแสเหล่านี้ก็เดินทางมาถึงเหมืองหลวงของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี เธอชี้ว่า จริง ๆ กระแสเหล่านี้ไม่ได้เป็นเครื่องสะท้อนความคิดเห็นของสังคมโดยรวม เพราะในครั้งนั้นก็ยังมีกระแสต่อต้าน (backlash) อย่างมาก รวมทั้งเสียงวิจารณ์ว่า "นี่เป็นเรื่องที่เสแสร้งหรือหน้าซื่อใจคด" และยังมีคนเอเชียบางคนที่ชี้ว่า "นี่ไม่ใช่ปัญหาของเรา นี่เป็นปัญหาของอเมริกา หรือนี่เป็นปัญหาของยุโรป"

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, รัฐเกาหลีใต้อ้างความเป็นเนื้อเดียวกันของคนในชาติ ทั้งมิติ "สายเลือดบริสุทธิ์" การใช้ภาษาเดียวกัน มีวัฒนธรรมเดียวกัน และไม่มี "ผู้เป็นอื่นทางเชื้อชาติ" อยู่ในประเทศ ดังนั้นจึงไม่อาจมีการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของเชื้อชาติเกิดขึ้นได้ตั้งแต่แรก

ในงานศึกษาที่มีชื่อว่า "'การปฏิเสธการมีอยู่ของการเหยียดเชื้อชาติในเอเชีย" ซึ่งตีพิมพ์เมื่อเดือน มิ.ย. 2568 ผู้เขียนหลักอย่าง ดร.นากาฮาระ และชิน กีวุก ไปสำรวจรายงานของ 16 รัฐภาคีในภูมิภาคเอเชีย ตั้งแต่ปี 2521-2566 ซึ่งส่งให้กับคณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติของสหประชาชาติ (UN CERD) ก่อนจะพบว่าภาครัฐของประเทศเหล่านี้ต่าง "ปฏิเสธ" การมีอยู่ของการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ

"การปฏิเสธ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางวาทกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหาเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นกลไกที่ฝังลึกอยู่ในโครงสร้าง ซึ่งใช้ในการให้เหตุผลและตอกย้ำการเลือกปฏิบัติที่มีอยู่เดิม" งานวิจัยชิ้นดังกล่าวชี้

ดร.นากาฮาระ อธิบายเพิ่มว่ารัฐต่าง ๆ ที่เธอศึกษาต่างปฏิเสธการมีอยู่ของการเหยียดเชื้อชาติผ่าน 3 รูปแบบหลัก ซึ่งประกอบไปด้วย 1. การปฏิเสธโดยตรงว่าการเหยียดเชื้อชาติหรือการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติไม่มีอยู่จริง 2. การปฏิเสธเชิงตีความ โดยอ้างว่าปรากฏการณ์ที่ถูกมองว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาตินั้น แท้จริงแล้วเป็นสิ่งอื่น และ 3. การปฏิเสธเชิงให้เหตุผล คือการแก้ตัว การบิดเบือนข้อเท็จจริง การปกป้องด้วยเหตุผลเชิงอุดมการณ์ หรือความพยายามลดทอนความสำคัญของข้อกล่าวหา

ผลการศึกษาของเธอพบว่า การปฏิเสธแบบแรกอย่างตรงไปตรงมา พบได้อย่างเด่นชัดที่สุด คิดเป็น 88 กรณีจากทั้งหมด 190 กรณี หรือราว 46% ของกรณีการเหยียดทั้งหมด

ในเอเชีย การอ้างว่าการเหยียดเชื้อชาติไม่มีอยู่จริงพบได้จากกรณีของมองโกเลีย ปากีสถาน และบังกลาเทศ ที่บอกชัดเจนว่าไม่มีการเลือกปฏิบัติ ส่วนญี่ปุ่น ลาว และกัมพูชาไม่ได้ปฏิเสธตรง ๆ แต่บอกว่า "ไม่เคยพบเหตุการณ์ที่น่ากังวล"

หนึ่งในประเทศที่น่าสนใจคือ เกาหลีใต้ ข้ออ้างที่ถูกนำมาใช้อย่างโดดเด่นคือ การอ้างว่าไม่คุ้นเคยหรือไม่รู้จักปรากฏการณ์ดังกล่าว (unfamiliarity)

ดร.นากาฮาระ อธิบายเพิ่มเติมว่า รัฐเกาหลีใต้อ้างความเป็นเนื้อเดียวกันของคนในชาติ ทั้งมิติ "สายเลือดบริสุทธิ์" การใช้ภาษาเดียวกัน มีวัฒนธรรมเดียวกัน และไม่มี "ผู้เป็นอื่นทางเชื้อชาติ" อยู่ในประเทศ ดังนั้นจึงไม่อาจมีการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของเชื้อชาติเกิดขึ้นได้ตั้งแต่แรก

มุมมองเช่นนี้ทำให้เกาหลีใต้สามารถให้เหตุผลรองรับการที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กล่าวถึงการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ และการที่ประเทศปฏิเสธการออกกฎหมายเฉพาะเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ

เกาหลีใต้ คือ "อเมริกันผิวขาวแห่งเอเชีย" ?

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หมายเหตุ: เป็นเพียงภาพประกอบบทความเท่านั้น

วาทกรรมสาดเสียเทเสีย หรือการเหยียดเชื้อชาติ รูปร่างหน้าตา ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากคอนเสิร์ตในมาเลเซียนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นแค่จากฝั่งชาวเน็ตเกาหลีใต้เท่านั้น เพราะฝั่งอาเซียนเองก็หยิบประเด็นต่าง ๆ มาโจมตีคนที่ถูกมองว่าเป็นศัตรูเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี เพื่อพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นหรือที่มาของมุมมองของชาวเกาหลีใต้ บีบีซีไทยพูดคุยกับ ซู รยอน ยุน ศาสตราจารย์วิจัยทางวิชาการ ภายใต้ทุนของมูลนิธิวิจัยแห่งชาติเกาหลี (National Research Foundation) ประจำสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยซองกงฮเว ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เกี่ยวกับเรื่องนี้

เธอเริ่มอธิบายว่า การสร้างคำจำกัดความว่านี่คือการแบ่งแยกหรือการเหยียดกันระหว่างเอเชียตะวันออกปะทะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการชี้ว่าชาวเกาหลีใต้อยากทำตัว "เป็นคนอเมริกัน" หรือมิติความขาวของผิว ไปจนถึงสถานะทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่าประเทศในอาเซียน สุดท้ายแล้ว "การตีกรอบความขัดแย้งทางวัฒนธรรมร่วมสมัยนี้ในลักษณะเช่นนี้ ถือเป็นความล้มเหลวหรือปัญหาในตัวมันเอง เพราะมันทำให้รากเหง้าทางประวัติศาสตร์ที่ลึกกว่านั้นถูกบดบังไปหมด"

สืบเนื่องจากคำอธิบายถึงแนวคิดเรื่องความเป็นเนื้อเดียวกัน (homogeneity) และตำนาน "สายเลือดเดียว" (single-blood myth) ที่ปรากฏอยู่ในรายงานอย่างเป็นทางการของเกาหลีใต้ที่เราได้พูดถึงก่อนจากงานวิจัยของ ดร.นากาฮาระ ศ.ยุน เสริมว่า สิ่งหนึ่งที่ยังไม่ถูกนำเข้ามาวิเคราะห์ในการถกเถียงครั้งนี้คือมิติทางประวัติศาสตร์ของคนเกาหลีใต้เอง

ถ้าย้อนกลับไปให้ไกลในอดีต ศ.ยุน อธิบายว่าชาวเกาหลีถูกบังคับให้อยู่ในสภาวะที่ต้องสร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่แข็งแรงและชัดเจน เพราะในช่วงหนึ่ง "อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของพวกเขากำลังถูกลบเลือนจากการปกครองแบบอาณานิคมของญี่ปุ่น"

ประวัติศาสตร์ในอดีตยังช่วยอธิบายประเด็นการแบ่งแยกด้วยภูมิศาสตร์กลุ่มประเทศเช่นเดียวกัน ศ.ยุน กล่าวว่า การมองเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยสายตาแบ่งแยกแบบเอเชียตะวันออก หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แท้จริงแล้วก็เป็นผลผลิตจากยุคสงครามเย็น

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สงครามเกาหลี (2493–2496) คือความขัดแย้งทางทหารระหว่างเกาหลีเหนือและใต้ ซึ่งกลายเป็นการปะทะครั้งแรกของสงครามเย็น จนนำไปสู่การสร้างเขตปลอดทหาร (DMZ) ที่ยังคงแบ่งแยกคาบสมุทรเกาหลีมาจนถึงทุกวันนี้

"ก่อนหน้านั้น แนวคิดของเราที่มีต่อ 'เอเชีย' ไม่ได้ถูกแบ่งแยกเป็นส่วน ๆ ชัดเจนเช่นนี้ การแบ่งเช่นนี้เกิดขึ้นเพื่อความสะดวกของจักรวรรดินิยมอเมริกันและกลุ่มประเทศโซเวียต ซึ่งกำลังแข่งขันแย่งชิงอิทธิพลทางดินแดนกันอยู่ในเวลานั้น" ศ.ยุนกล่าว

เธอยกตัวอย่างว่า ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สองไม่นาน และก่อนที่สงครามเย็นจะทวีความเข้มข้นขึ้น ภูมิภาคอย่างเช่น ปาเลสไตน์ ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของเอเชียอย่างชัดเจน ไม่มีข้อกังขาในเรื่องนี้เลย

ทว่าในจินตนาการร่วมสมัยของเรา ปาเลสไตน์มักไม่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของเอเชีย แต่ถูกจัดว่าเป็นตะวันออกกลาง สิ่งนี้จึงสะท้อนให้เห็นได้ว่า ความเข้าใจของชาวเอเชียที่มีต่อคำว่า "เอเชีย" ได้เปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด และสะท้อนว่าการนิยามเอเชียคืออะไรนั้น ถูกสร้างขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางประวัติศาสตร์

"แนวคิดที่ว่า 'เอเชียตะวันออก' แยกออกจาก 'เอเชียตะวันออกเฉียงใต้' ก็มีปัญหาในตัวมันเองอยู่แล้ว เพราะสถานที่อย่างเช่น ไต้หวัน ก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราควรถูกจัดอยู่ในเอเชียตะวันออก หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กันแน่ การจัดหมวดหมู่เหล่านี้จึงมีความลื่นไหลสูง และเป็นผลผลิตของความตึงเครียดทางประวัติศาสตร์และอุดมการณ์"

ต่อประเด็นเรื่องการบอกว่าชาวเกาหลีใต้พยายามทำตัวเป็น "อเมริกันผิวขาวแห่งเอเชีย" เธอบอกกับบีบีซีไทยว่า แม้เธอจะเข้าใจเจตนาของคำวิจารณ์ แต่ตั้งข้อสังเกตว่า หากพูดง่าย ๆ เช่นนั้น ก็จะเป็นการอ้างว่าความรู้และวิธีคิดเรื่องเชื้อชาติของชาวเกาหลีใต้เป็นเพียงสิ่งที่รับต่อมาจากชาวอเมริกันเท่านั้น "ซึ่งความจริงไม่ได้เรียบง่ายแบบนั้น และไม่ได้เป็นกระบวนการทางเดียวเช่นนั้น"

เธอบอกว่าญี่ปุ่นเองก็มีรูปแบบของชาตินิยมทางชาติพันธุ์ของตัวเองเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ง่ายขนาดจะบอกว่า "ชาวญี่ปุ่นแค่อยากเป็นคนขาวหรือชาวยุโรป" ซึ่งเป็นวาทกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้า โดยเฉพาะช่วงปลายทศวรรษ 1990 ถึงต้นทศวรรษ 2000 ตอนที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังรุ่งเรืองสูงสุด

ศ.ยุน เสริมว่า ปัจจุบันจีนเองก็ถูกอธิบายว่าเป็นมหาอำนาจอาณานิคมแบบใหม่ในแอฟริกา ราวกับกำลังเลียนแบบยุโรป แต่ความจริงแล้วพลวัตภายในของจีนรวมถึงความสัมพันธ์ของจีนกับภูมิภาคต่าง ๆ ก็ไม่ได้เหมือนกับยุโรปผิวขาวหรืออเมริกาผิวขาวเสียทีเดียว

"คำอธิบายลักษณะนี้ แม้จะดูชัดเจนและน่าดึงดูด เพราะมันเป็นข้ออ้างที่ฟังดูเข้าใจง่าย และดูเหมือนจะอธิบายหลายปรากฏการณ์ได้ แต่ในความเป็นจริง มันกลับทำให้บริบทเฉพาะของท้องถิ่น และบริบททางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน ถูกกลบเลือนไป" ศาสตราจารย์ชาวเกาหลีใต้เสริม

เธอเสริมในมิติเรื่อง "ความขาว" อีกว่า แนวคิดเรื่องความขาวไม่ได้ถูกนำเข้ามาจากตะวันตก แล้วถูกใช้ในรูปแบบเดิมทุกประการ แต่ถูกดัดแปลงให้เข้ากับบริบทท้องถิ่นของแต่ละภูมิภาค เช่น ในเวียดนามก็มีการนิยมชอบคนผิวขาวเช่นกัน แต่ไม่ได้แปลว่าคนเวียดนามอยากเป็นชาวตะวันตก เพราะความนิยมนั้นผูกอยู่กับโครงสร้างชนชั้นที่มีมาก่อน กล่าวคือ คนผิวคล้ำถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของแรงงานและชนชั้นล่าง ไม่ใช่เรื่องของเชื้อชาติล้วน ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นการผสมกันระหว่างอิทธิพลวัฒนธรรมจากสหรัฐฯ และลำดับชั้นทางชนชั้นที่มีอยู่เดิมในท้องถิ่น ทำให้ไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ด้วยสูตรสำเร็จแบบใดแบบหนึ่งได้

ความเกลียดชังต่อผู้หญิงที่ซ่อนอยู่ในสังคมวัฒนธรรมของเกาหลีใต้

ท่ามกลางสมรภูมิรบออนไลน์นี้ มีโพสต์หนึ่งบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ที่กลายเป็นไวรัลอย่างมาก ผู้ใช้งานบัญชีรายหนึ่งโพสต์ภาพลิงอุรังอุตังก่อนจะเขียนแคปชันด้วยภาษาเกาหลีซึ่งเมื่อแปลเป็นภาษาไทยโดยโปรแกรมภาษาออนไลน์ จะมีเนื้อความว่า "ผู้หญิงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังโกรธ"

BBC
คำบรรยายภาพ, ภาพบันทึกหน้าจอโพสต์หนึ่งที่เผยให้เห็นภาพลิงอุรังอุตัง พร้อมแคปชันด้วยภาษาเกาหลีซึ่งเมื่อแปลเป็นภาษาไทยโดยโปรแกรมภาษาออนไลน์ จะมีเนื้อความว่า "ผู้หญิงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังโกรธ"

ศ.ยุน กล่าวว่า ปรากฏการณ์หนึ่งที่น่ากังวลมาก แต่กลับไม่ถูกพูดถึงในวงกว้างจากเหตุการณ์ครั้งนี้คือ ความเกลียดชังต่อผู้หญิง (misogyny) ที่เร้นกายอยู่ในภาพใหญ่ของการเหยียดกันไปมา

เธอบอกว่าภาพอุรังอุตังนั้น ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเชื้อชาติ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเกลียดผู้หญิงที่เชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องเชื้อชาติด้วย

"ฉันคิดว่าสื่อ รวมถึงตัวแฟนคลับเองยังแทบไม่ได้พูดถึงเลยว่า สิ่งเหล่านี้อาศัยการทำให้ผู้หญิงกลายเป็นวัตถุ (objectifying women) อย่างมาก" ศ.ยุน กล่าว

เธอบอกว่าจริงอยู่ที่ชาวเกาหลีมีภาพจำเฉพาะต่อสตรีที่มาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ถูกหล่อหลอมมาเป็นเวลานับทศวรรษ เธอชี้ว่ารายการโทรทัศน์จำนวนมากในช่วงปลายทศวรรษ 2000 ถึงต้นทศวรรษ 2010 เลือกนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีเกาหลีและลูกสะใภ้จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแต่งงานกับผู้ชายเกาหลีในชุมชนชนบท

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "เวลาที่สื่อหรือคนบางส่วนในสังคมเกาหลีบอกว่าผู้หญิงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขยันมาก ๆ นั่นไม่ใช่คำชม..."

รายการเหล่านี้อาจถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงให้ผู้ชมเกาหลีเห็นว่าสังคมกำลังกลายเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงมันกลับตอกย้ำภาพเหมารวมเกี่ยวกับชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะผู้หญิง เช่นว่าพวกเธอขี้เกียจหรือไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีภาพจำอีกแบบหนึ่งที่นำเสนอว่าผู้หญิงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขยัน ปรับตัวเก่ง ยอมปรับตัว และนิสัยดี

ทว่าไม่ว่าจะเป็นภาพจำแบบไหน คุณลักษณะที่สังคมเชื่อไปแล้วเช่นนี้ของหญิงจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับผู้หญิงเกาหลี ที่ถูกมองว่าเย่อหยิ่งหรือไม่เคารพผู้ชายเกาหลีเช่นเดียวกัน

"เวลาที่สื่อหรือคนบางส่วนในสังคมเกาหลีบอกว่าผู้หญิงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขยันมาก ๆ นั่นไม่ใช่คำชม เพราะมันเน้นย้ำว่าพวกเธอสามารถถูกใช้เป็นแรงงาน ได้ง่าย หรือเหมือนกับว่าพวกเธอไม่มีคุณลักษณะอื่นนอกจากความขยัน"

"คุณสามารถใช้ภาพจำนี้เพื่อพูดว่า 'ผู้หญิงคนนี้ขยันมาก ทำไมคุณทำแบบนั้นไม่ได้' ดังนั้นมันจึงกลายเป็นกลไกควบคุมทางวัฒนธรรมที่ปฏิเสธความหลากหลายของผู้หญิงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ราวกับว่าพวกเธอไม่มีบุคลิกหรือสิทธิที่หลากหลาย… มันอาจจะเหมือนเป็นภาพลักษณ์เชิงบวก แต่จริง ๆ แล้วมันคือ ภาพจำที่ใช้ควบคุม (controlling image)" ทั้งผู้หญิงจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้หญิงจากเกาหลีใต้เอง

เธอกล่าวต่อไปอีกว่า แนวคิดเช่นนี้ไม่เป็นประโยชน์กับผู้หญิงสักชาติเดียวเพราะนี่ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงเกาหลีถูกมองว่าสูงกว่าในจินตนาการแบบนี้ ผู้หญิงเกาหลีไม่ได้ถูกมองว่าสูงกว่า พวกเธอยังต้องถูกควบคุมเหมือนกัน เช่น "ดูผู้หญิงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ขยันและเชื่อฟังสิ คุณก็ควรเป็นแบบนั้น"

"ดังนั้นมันไม่ใช่แค่เรื่องผู้หญิงเกาหลี ผู้หญิงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ขยันหรือที่ขี้เกียจ แต่ภาพเหมารวมทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกันเพื่อค้ำจุนโครงสร้างอำนาจบางอย่าง" ศ.ยุน กล่าว

เธอบอกว่าภาพจำเหล่านี้นำไปสู่ความจริงที่น่าหดหู่ในเกาหลีใต้ คือผู้หญิงแรงงานข้ามชาติจากเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และกัมพูชาจำนวนหนึ่งตกเป็นเหยื่อ ความรุนแรงในครอบครัวและแม้กระทั่งการฆาตกรรม โดยสามีชาวเกาหลี

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "มันน่าผิดหวังที่แฟน ๆ ซึ่งอาจมีศักยภาพจะต่อต้านนโยบายวัฒนธรรมแบบชาตินิยมและเหยียดเพศ กลับเป็นกลุ่มที่แสดงทัศนคติเหล่านั้นอย่างเข้มข้นที่สุด"

เมื่อมิติความเกลียดชังผู้หญิงเหล่านี้ถูกซ้อนทับอยู่กับแวดวงเค-ป็อป ที่ถูกมองว่ามีแฟนคลับเป็นผู้หญิงจำนวนมากกว่า เธอบอกว่าดราม่าของแฟนคลับเหล่านี้มักถูกมองเหมือนการทะเลาะกันของผู้หญิงในมิติว่า "ผู้หญิงก็ทะเลาะกันเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ตลอด" จึงถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็ก ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นสังคมที่ใหญ่กว่า

เธอเสริมว่าสิ่งที่น่าสนใจคือ ดราม่าเหล่านี้บนแพลตฟอร์มอย่างเอ็กซ์ (X) ถูกผู้ใช้งานเพศชายในเกาหลีคัดลอกไปเผยแพร่ในชุมชนสิทธิผู้ชาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานว่า 'เฟมินิสม์ล้มเหลว' หรือ 'ผู้หญิงไม่สามารถเป็นพันธมิตรกันได้'"

เธอมองว่าสมรภูมิสู้รบที่เกิดขึ้นระหว่างแฟนคลับเค-ป็อป หลากหลายสัญชาติครั้งนี้ โดยเฉพาะที่เพศหญิงซึ่งเข้ามาสู้รบปรบมือกันเองนั้นเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง

"แฟนคลับจริง ๆ แล้วมีศักยภาพในการสร้างความรู้และความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ ที่ท้าทายกรอบชาตินิยมหลังสงครามเย็น แต่น่าเสียดายที่หลายคนกลับถูกดูดเข้าไปอยู่ใน ความคิดแบบชาตินิยมอนุรักษนิยม" ศ.ยุนกล่าว

"มันน่าผิดหวังที่แฟน ๆ ซึ่งอาจมีศักยภาพจะต่อต้านนโยบายวัฒนธรรมแบบชาตินิยมและเหยียดเพศ กลับเป็นกลุ่มที่แสดงทัศนคติเหล่านั้นอย่างเข้มข้นที่สุด"

เธอทิ้งท้ายว่า ปัญหาคือผู้หญิงเองก็อาจเผลอยอมรับหรือเข้าข้างแนวคิดชาตินิยมและการเกลียดผู้หญิงเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมเค-ป็อปเองก็ไม่ได้ทำอะไรอย่างจริงจัง เมื่อเห็นแฟนคลับถกเถียงกันในลักษณะที่ไม่สร้างสรรค์

นักวิชาการเกาหลีใต้แสดงทัศนะด้วยว่าผู้นำในอุตสาหกรรมรวมถึงไอดอลควรมีบทบาทในการรับผิดชอบต่อประเด็นเหล่านี้ ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงในพื้นที่โซเชียลมีเดีย

"ลองจินตนาการดูว่า จะเกิดพลังแบบไหน หากผู้หญิงปฏิเสธภาพจำเหล่านี้ และสร้างพันธมิตรข้ามชาติและข้ามชาติพันธุ์ ขึ้นมา" ศ.ยุน กล่าว

หมายเหตุ: ในบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนเลือกนำเสนอมิติของชาวเกาหลีใต้เป็นหลัก เพื่อช่วยให้ผู้อ่านชาวไทยเข้าใจบริบทของปรากฏการณ์ครั้งนี้มากขึ้น ไม่ได้เป็นเจตนาหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ชาวอาเซียน