ย้อนที่มา 70 ปีแห่งความขัดแย้งในแคชเมียร์ ระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน

Indian troops on the Indian side of the Line of Control in Kashmir - one soldier looks through binoculars while the other looks in another direction

ที่มาของภาพ, Getty Images

หลังจากเหตุสังหารประชาชน 26 คน โดยมือปืนในแคว้นแคชเมียร์ เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ที่ผ่านมา ดินแดนบนเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้ ซึ่งเป็นเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างอินเดียและปากีสถานมานานกว่า 7 ทศวรรษ ได้กลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้ง

นับตั้งแต่เป็นเอกราชจากอังกฤษในปี 1947 บริติชอินเดียเดิมได้แยกตัวออกเป็นสองประเทศ คืออินเดียและปากีสถาน ทั้งสองประเทศซึ่งล้วนมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองได้ทำสงครามกันมาแล้วสองครั้งจากประเด็นพิพาทเหนือดินแดนแห่งนี้ซึ่งมีคนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ทั้งสองประเทศต่างก็อ้างกรรมสิทธิเหนือดินแดนแห่งนี้

นอกจากนี้ แคว้นแคชเมียร์ยังมีพื้นที่บางส่วนที่จีนเข้าปกครองด้วยเช่นกัน โดยแคชเมียร์ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีกองกำลังทหารอยู่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ในปี 2019 รัฐสภาของอินเดียได้ยกเลิกสถานะพิเศษของดินแดนแห่งนี้ที่ให้อำนาจปกครองตนเองในระดับหนึ่ง

ภูมิภาคนี้ยังถูกแบ่งออกเป็นสองดินแดนภายใต้การบริหารของรัฐบาลกลางอินเดีย

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รัฐบาลอินเดียได้อ้างซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าสถานการณ์ด้านความปลอดภัยในภูมิภาคนี้ดีขึ้นแล้ว และกลุ่มกบฏต่อต้านการปกครองของอินเดียก็ถูกสกัดกั้นไปแล้ว

ขณะที่นักวิจารณ์ได้ตั้งคำถามถึงคำกล่าวอ้างดังกล่าวของรัฐบาลอินเดียอีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุการณ์นองเลือดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

A Pakistani soldier stands guard at a post as vehicles with UN written on the side arrive

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทหารชาวปากีสถานนายหนึ่งกำลังยืนประจำการที่ด่านตรวจแห่งหนึ่ง ขณะที่รถยนต์ที่มีผู้สังเกตการณ์ทางทหารของสหประชาชาติโดยสารไปด้วยเดินทางมาถึงใกล้กับเส้นแบ่งเขตหยุดยิง (Line of Control)

ประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ปี 1947

นับตั้งแต่อินเดียและปากีสถานได้รับเอกราชจากการปกครองอังกฤษในปี 1947 อดีตผู้ปกครองรัฐจัมมูและแคชเมียร์ได้รับทางเลือกให้สามารถเข้าร่วมรัฐที่พวกเขาต้องการได้ กล่าวคือจะเลือกไปรวมกับอินเดียหรือปากีสถานก็ได้

ในตอนนั้น ฮารี ซิงห์ มหาราชาผู้ปกครองแคชเมียร์ซึ่งเป็นชาวฮินดู เป็นประมุขของดินแดนที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมแห่งนี้ เขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะไปเข้าร่วมกับประเทศใด ฮารี ซิงห์ จึงลงนามในข้อตกลง "หยุดนิ่ง (standstill)" เป็นการชั่วคราวเพื่อที่จะรักษาบริการด้านการคมนาคมขนส่งและบริการอื่น ๆ กับปากีสถานต่อไป

ต่อมาในเดือน ต.ค. 1947 มีกลุ่มชนเผ่าจากปากีสถานได้บุกรุกเข้ามาในแคว้นแคชเมียร์ โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากรายงานว่ามีการโจมตีชาวมุสลิม รวมถึงความผิดหวังจากกลยุทธ์การยืดเวลาของฮารี ซิงห์

ฮารี ซิงห์ จึงขอความช่วยเหลือทางทหารจากอินเดีย

From left to right: Pandit Jwawharlal Nehry, vice-president of the interim government; Lord Ismay, councillor to Lord Mountbatten and India's viceroy; Lord Mountbatten, and Ali Jinnah, president of the Muslim League for India

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ในระหว่างการแถลงข่าวในกรุงนิวเดลี ในปี 1947 ลอร์ด เมานต์แบตเทน (กลางขวา) อุปราชของอินเดีย พร้อมกับผู้นำของอินเดีย เห็นพ้องกันเรื่องการแบ่งแยกอินเดีย

ลอร์ด เมานต์แบตเทน อุปราชของอินเดียเชื่อว่า สันติภาพจะเกิดในแคชเมียร์ได้โดยการให้ดินแดนแห่งนี้เข้าร่วมกับอินเดียเป็นการชั่วคราว ในระหว่างรอการลงคะแนนเสียงเพื่อกำหนดสถานะขั้นสุดท้าย

ในเดือนนั้นเอง ฮารี ซิงห์ ได้ลงนามในภาคยานุวัติสาร (Instrument of Accession) ซึ่งเป็นการเข้าเป็นอัครภาคีสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือกับอินเดีย โดยมอบการควบคุมนโยบายต่างประเทศและการป้องกันประเทศให้กับอินเดีย

กองทัพอินเดียได้เข้ายึดครองพื้นที่สองในสามของแคชเมียร์ ด้านปากีสถานได้ยึดครองพื้นที่ทางตอนเหนือส่วนที่เหลือไว้ ขณะที่ในทศวรรษที่ 1950 จีนก็ยึดครองพื้นที่ทางตะวันออกของภูมิภาคนี้ โดยเรียกว่า "อักไซจิน" (Aksai Chin)

ประเด็นว่าภาคยานุวัติสารดังกล่าวหรือการเข้ามาของกองทัพอินเดียเกิดขึ้นก่อนกัน ถือเป็นที่มาหลักของข้อพิพาทระหว่างอินเดียและปากีสถาน

อินเดียยืนกรานว่า ฮารี ซิงห์ ลงนามในภาคยานุวัติสารดังกล่าวก่อน นี่จึงทำให้การมีกองกำลังของอินเดียในดินแดนดังกล่าวมีความชอบธรรม

ขณะที่ปากีสถานยืนกรานว่า มหาราชาคงไม่สามารถลงนามในภาคยานุวัติสารดังกล่าวก่อนที่กองทหารอินเดียจะมาถึงได้ ดังนั้นจึงถือว่า ฮารี ซิงห์ กับอินเดียได้เพิกเฉยต่อข้อตกลง "หยุดนิ่ง" กับปากีสถาน

Pakistan's flag and buildings viewed from Seemari village in Kupwara, on India's side of the Line of Control in Kashmir

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทหารนายหนึ่งมองไปที่ธงและอาคารของปากีสถาน จากหมู่บ้านสีมารี (Seemari) ซึ่งอยู่ฝั่งอินเดียของเส้นแบ่งเขตหยุดยิง

รัฐบาลปากีสถานต้องการให้มีการจัดทำประชามติเพื่อตัดสินสถานะของแคชเมียร์ ขณะที่รัฐบาลอินเดียโต้แย้งว่า จากการที่ผู้คนในดินแดนแห่งนี้ได้ลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งระดับรัฐและระดับชาติของอินเดียติดต่อกันหลายครั้ง ถือว่าชาวแคชเมียร์ได้ยืนยันการเข้าร่วมกับอินเดียแล้ว

ด้านปากีสถานอ้างถึงมติขององค์การสหประชาติหลายฉบับที่สนับสนุนการลงประชามติที่ดำเนินการโดยสหประชาชาติ ในขณะที่อินเดียกล่าวว่าข้อตกลงซิมลาปี 1972 ผูกมัดทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในลักษณะรัฐต่อรัฐ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญใด ๆ จากจุดยืนดังกล่าวมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว

นอกจากนี้ ชาวแคชเมียร์บางส่วนยังพยายามมองหาทางเลือกที่สาม นั่นคือการประกาศเอกราช ซึ่งเป็นทางเลือกที่ไม่ว่าจะเป็นปากีสถานหรือแม้แต่อินเดียก็ไม่พร้อมพิจารณา

A Pakistani soldier stands on the edge of a rock face with his gun resting on the ground, looking over the Line of Control into Indian-administered Kashmir

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทหารปากีสถานนายหนึ่งยืนรักษาการและมองไปยังแคว้นแคชเมียร์ที่บริหารจัดการโดยอินเดีย

ทั้งสองประเทศได้สู้รบกันผ่านสงครามเหนือแคชเมียร์ระหว่าปี 1947-48 และอีกครั้งในปี 1965

อินเดียและปากีสถานได้กำหนดแนวหยุดยิงดั้งเดิมเป็นทางการว่าเป็น "เส้นแบ่งเขตหยุดยิง (Line of Control)" ในข้อตกลงซิมลา แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้ป้องกันการปะทะกันที่เกิดขึ้นอีกในปี 1999 บนธารน้ำแข็งเซียเชน (Siachen glacier) ซึ่งอยู่นอกเส้นแบ่งเขตหยุดยิงดังกล่าว ต่อมาอินเดียและปากีสถานเกือบจะทำสงครามกันอีกครั้งในปี 2002

สถานการณ์ได้เพิ่มความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เมื่อมีกลุ่มก่อความไม่สงบที่นำโดยกลุ่มอิสลามเกิดขึ้นในปี 1989 อินเดียจึงได้มอบอำนาจเพิ่มเติมแก่กองทัพเพื่อยุติการก่อกบฏดังกล่าวภายใต้พระราชบัญญัติอำนาจพิเศษของกองกำลังติดอาวุธ (Armed Forces Special Powers Act - AFSPA) ที่ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์

แม้ว่าจะมีการทบทวนเกี่ยวกับ AFSPA ในบางโอกาส แต่กฎหมายดังกล่าวยังคงมีผลบังคับใช้ในจัมมูและแคชเมียร์ที่อินเดียบริหารอยู่

Village houses in Kel, on the Pakistani side of the Line of Control

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สภาพบ้านเรือนในหมู่บ้านเคล (Kel) ในเส้นแบ่งเขตหยุดยิงฝั่งปากีสถาน

ลำดับเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์แคชเมียร์

  • 1846 - ก่อตั้งแคชเมียร์ในฐานะรัฐมหาราชา (Princely State)
  • 1947-48 - มหาราชาแห่งแคชเมียร์ลงนามในภาคยานุวัติสารกับอินเดีย หลังจากกองกำลังชนเผ่าปากีสถานกลุ่มหนึ่งได้บุกรุกเข้ามาโจมตีในแคชเมียร์ สงครามระหว่างอินเดียและปากีสถานจึงได้ปะทุขึ้นในแคชเมียร์นับตั้งแต่ตอนนั้น
  • 1949 - แคชเมียร์ถูกแบ่งระหว่างอินเดียและปากีสถาน พร้อมทั้งมีการตกลงเส้นหยุดยิง
  • 1962 - จีนเอาชนะอินเดียในสงครามที่กินเวลาสั้น ๆ ในกรณีพิพาทเรื่องพื้นที่ชายแดนอักไซจิน
  • 1965 - สงครามระหว่างอินเดียและปากีสถานครั้งที่สองจบลงด้วยการหยุดยิง
  • การเติบโตขึ้นของแนวความคิดชาตินิยมแคชเมียร์: แนวร่วมปลดปล่อยจัมมูแคชเมียร์ก่อตั้งขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายในการก่อตั้งรัฐอิสระผ่านการรวมตัวกันใหม่ของแคชเมียร์ทั้งส่วนที่บริหารโดยอินเดียและปากีสถาน
  • 1972 - ข้อตกลงซิมลา: อินเดียและปากีสถานได้กำหนดเส้นหยุดยิงอย่างเป็นทางการที่เรียกว่า "เส้นแบ่งเขตหยุดยิง" เป็นส่วนหน่งของการแก้ปัญหาครั้งใหม่ด้วยการเจรจาในหลายรูปแบบ หลังจากสงครามที่เกิดขึ้นจากทั้งสองฝ่ายสิ้นสุดลงด้วยการแยกตัวของบังกลาเทศออกจากปากีสถาน
  • ทศวรรษ 1980-90 - การก่อความไม่สงบในแคชเมียร์: ความไม่พอใจต่อการปกครองของอินเดียทำให้เกิดการต่อต้านด้วยอาวุธ การประท้วงครั้งใหญ่ และกลุ่มก่อการร้ายที่ได้รับการสนับสนุนจากปากีสถานเพิ่มขึ้น และมีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคน
  • 1999 - อินเดียและปากีสถานได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในความขัดแย้งช่วงเวลาสั้น ๆ หลังจากกลุ่มก่อการร้ายได้ข้ามเส้นแบ่งเขตหยุดยิงเข้ามาในเขตคาร์กิล ที่อินเดียปกครอง
  • 2008 - อินเดียและปากีสถานเปิดเส้นทางการค้าโดยผ่านเส้นแบ่งเขตหยุดยิงเป็นครั้งแรกในรอบหกทศวรรษ
  • 2010 - เกิดการประท้วงต่อต้านอินเดียในแคชเมียร์ส่วนที่อินเดียปกครอง เป็นผลให้มีเยาวชนเสียชีวิตมากว่า 100 คน
  • 2015 - จุดเปลี่ยนทางการเมือง: การเลือกตั้งในจัมมูและแคชเมียร์ทำให้พรรค BJP ซึ่งเป็นพรรคชาตินิยมฮินดูของอินเดียซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ได้กลายมาเป็นผู้เล่นทางการเมืองที่สำคัญในภูมิภาคเป็นครั้งแรก BJP ได้จัดตั้งรัฐบาลผสมโดยจับมือกับพรรคประชาธิปไตยประชาชนมุสลิมในภูมิภาคแคชเมียร์
  • 2019 - รัฐบาลอินเดียถอดสถานะพิเศษของจัมมู-แคชเมียร์ออกจากสถานะเดิมที่ทำให้รัฐนี้มีอำนาจปกครองตนเองอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ จัมมู-แคชเมียร์เดิมถูกแบ่งออกเป็น 2 ภูมิภาคที่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลกลางอินเดีย
Landscape view of a rice field with village and snow mountain at Pahalgam in Indian-administered Kashmir

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นาข้าวในเมืองพาฮาลแกม แคว้นแคชเมียร์