“ฌาปนกิจด้วยน้ำ” เผาศพวิถีใหม่ช่วยลดโลกร้อน

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่ออาร์ชบิชอป เดสมอนต์ ตูตู นักรณรงค์ต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวชาวแอฟริกาใต้ และเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ได้ถึงแก่กรรมลงเมื่อเกือบสองปีที่แล้ว สิ่งที่บุคคลสำคัญผู้นี้ได้สั่งเสียไว้เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อเป็นแบบอย่างให้ชาวโลกได้ปฏิบัติตาม ก็คือการให้ฌาปนกิจร่างของท่านด้วยน้ำ (aqua cremation) ซึ่งเป็นวิธีจัดการศพแบบใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดวิธีหนึ่ง
ปัจจุบัน มีบริษัทเอกชนเริ่มเปิดให้บริการฌาปนกิจศพด้วยน้ำในหลายประเทศ รวมถึงในบางส่วนของสหรัฐฯ แคนาดา เม็กซิโก ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และบางประเทศในยุโรป แต่ยังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายนัก เนื่องจากยังมีราคาแพงและผู้คนไม่คุ้นเคยกับการทำศพที่นอกเหนือไปจากการฝังดินหรือเผาด้วยไฟ
แม้ข้อความที่ว่า “เผาศพด้วยน้ำ” จะฟังดูย้อนแย้งอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่กระบวนการดังกล่าวสามารถย่อยสลายร่างผู้วายชนม์ได้อย่างสะดวกรวดเร็วพอ ๆ กับการเผาศพด้วยไฟ ทั้งยังไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศหรือเพิ่มการปล่อยคาร์บอนที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน รวมทั้งช่วยประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงด้วย
อันที่จริงแล้ว การฌาปนกิจหรือเผาศพด้วยน้ำเป็นกระบวนการย่อยสลายศพโดยใช้ปฏิกิริยาเคมีที่เรียกว่า “อัลคาไลน์ ไฮโดรไลซิส” (alkaline hydrolysis) หรือการย่อยสลายเนื้อเยื่อในร่างกายด้วยสารละลายร้อนที่มีฤทธิ์เป็นด่างอย่างรุนแรง
ร่างของผู้ตายจะถูกนำเข้าไปในเตาเหล็กกล้าไร้สนิม (สแตนเลส) ก่อนจะปล่อยสารละลายร้อนที่ประกอบไปด้วยน้ำ 95% ผสมกับด่างเช่นโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์หรือโซเดียมไฮดรอกไซด์ 5% ให้ไหลเข้าท่วมศพ

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
หากญาติมิตรของผู้ตายเลือกวิธีเผาศพด้วยน้ำแบบอุณหภูมิต่ำ จะมีการควบคุมให้สารละลายมีอุณหภูมิไม่ถึงจุดเดือดที่ความดันบรรยากาศปกติ ซึ่งจะทำให้ศพถูกย่อยสลายช้า ๆ จนเนื้อเยื่อต่าง ๆ หมดไปภายในเวลา 14-16 ชั่วโมง
แต่ถ้าเลือกวิธีเผาศพด้วยน้ำแบบอุณหภูมิสูง สารละลายจะถูกทำให้ร้อนขึ้นไปถึง 160 องศาเซลเซียส และมีการเพิ่มความดันในเตาเผา ซึ่งจะเร่งให้การย่อยสลายศพเสร็จสิ้นลงภายในเวลาเพียง 4-6 ชั่วโมงเท่านั้น
สารละลายร้อนที่มีฤทธิ์เป็นด่าง จะไปสลายพันธะเคมีของเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์ จนเหลือเพียงกระดูกที่อยู่ในรูปของแคลเซียมฟอสเฟตบริสุทธิ์ ซึ่งสามารถนำไปบดเป็นผงเพื่อมอบให้กับญาติมิตร ไม่ต่างจากเถ้ากระดูกที่เกิดจากการเผาศพด้วยไฟ เนื่องจากสามารถนำไปประกอบพิธีขั้นสุดท้าย เช่นลอยอังคารหรือโปรยในสถานที่ที่ผู้ตายต้องการได้
สำหรับของเหลวที่เหลือจากการฌาปนกิจศพด้วยน้ำ จะเป็นสารละลายปลอดเชื้อที่ประกอบไปด้วยสารอินทรีย์อย่างกรดอะมิโน เกลือ น้ำตาล และสบู่ ซึ่งจะถูกขับออกทางท่อน้ำทิ้งของสถานประกอบพิธีศพ โดยไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม
อันที่จริง ปฏิกิริยาเคมีที่ใช้ในการฌาปนกิจศพด้วยน้ำ ถูกคิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรกโดยชาวอังกฤษตอนช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เพื่อให้เกษตรกรใช้กำจัดซากสัตว์ที่ไม่ต้องการ โดยมีผลพลอยได้เป็นกาวและเจลาติน

ที่มาของภาพ, WHITE ROSE AQUA CREMATION
หลังจากนั้น มีการนำปฏิกิริยาเคมีดังกล่าวมาใช้กำจัดซากวัวที่ตายด้วยโรควัวบ้า (BSE) ระหว่างช่วงทศวรรษ 1980-1990 และใช้ในโรงเรียนแพทย์เพื่อจัดการกับร่างที่มีผู้บริจาคมาเพื่อการวิจัย ก่อนจะมีบริษัทเอกชนในสหรัฐฯ พัฒนาเตาเผาศพด้วยน้ำสำหรับมนุษย์ เพื่อเปิดให้บริการฌาปนกิจศพแก่คนทั่วไปเป็นครั้งแรก เมื่อปี 2011
ส่วนที่สหราชอาณาจักร ทางการเพิ่งจะอนุญาตให้ผู้คนใช้วิธีฌาปนกิจศพด้วยน้ำได้ภายในสิ้นปีนี้ โดยบริษัท Co-op Funeralcare ผู้ให้บริการทำศพและประกอบพิธีศพรายใหญ่ของอังกฤษ กำลังมองหากรอบการดำเนินธุรกิจที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้การฌาปนกิจศพด้วยน้ำมีราคาถูกลง จนเป็นที่นิยมกันมากขึ้นในฐานะทางเลือกของคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม











