นิติเวชศาสตร์ : “ฟาร์มศพ” คืออะไรและเหตุใดมันจึงจุดประเด็นถกเถียงในหมู่นักวิทยาศาสตร์

ที่มาของภาพ, IFAAS/USF
- Author, คาร์ลอส เซอร์ราโน (@carliserrano)
- Role, บีบีซี มุนโด
คำเตือน : บทความนี้มีภาพและเนื้อหาที่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ
หากมองจากระยะไกล ทุ่งโล่งอันเขียวขจีแห่งหนึ่งในรัฐฟลอริดา ของสหรัฐฯ ดูเหมือนสถานที่อันงดงามสำหรับการเดินเล่นชมธรรมชาติ แต่หากเดินเข้าไปใกล้ ๆ ก็จะเข้าใจว่าเหตุใดต้นไม้ใบหญ้าในแถบนี้ถึงได้เจริญงอกงามเป็นอย่างดี
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพืชบริเวณนี้ได้รับสารอาหารจากร่างอันเน่าเปื่อยของมนุษย์นั่นเอง
ยิ่งในวันที่แสงแดดเจิดจ้า และอากาศร้อนชื้นนั้น เมื่อคุณเดินเข้าไปในทุ่งแห่งนี้ก็จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นสาบอันรุนแรงจนทำให้น้ำตาเอ่อท้นขึ้นมา
ในทุ่งขนาดประมาณ 6 ไร่แห่งนี้ มีศพมนุษย์ 15 ศพกระจายอยู่โดยรอบบริเวณ ทั้งหมดไม่สวมเสื้อผ้า บางศพอยู่ในกรงเหล็ก ขณะที่บางศพถูกห่อด้วยพลาสติกสีฟ้า และบางศพถูกฝังอยู่ในหลุมตื้น ๆ แต่ส่วนมากจะถูกวางไว้ในที่โล่งท่ามกลางสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ

ที่นี่คือห้องปฏิบัติการกลางแจ้งทางนิติมานุษยวิทยา (Forensic Anthropology) ของมหาวิทยาลัยเซาท์ฟลอริดา ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลนอกเมืองแทมปา ไม่ห่างจากเรือนจำของเมือง
แม้บางคนจะเรียกสถานที่แบบนี้ว่า "ฟาร์มศพ" แต่บรรดานักวิทยาศาสตร์มักเรียกว่า "สุสานทางนิติเวชศาสตร์" หรือแม้แต่ "ห้องปฏิบัติการซากดึกดำบรรพ์" (Taphonomy ) เพราะเป็นสถานที่ที่พวกเขาศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตหลังจากได้ตายไปแล้ว
มันคือสถานที่ทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่าสิ่งที่เกิดกับร่างอันไร้วิญญาณของมนุษย์เหล่านี้จะสวนทางกับพิธีกรรมที่มักเกี่ยวข้องกับความตายก็ตาม
"ฟาร์ม" แห่งนี้ เปิดขึ้นเมื่อปี 2017 โดยที่เดิมทีมีแผนจะไปตั้งในเมืองฮิลล์โบโรห์ที่อยู่ใกล้เคียง แต่ถูกคัดค้านจากชาวเมืองที่เกรงว่ามันจะดึงดูดสัตว์ที่กินซากสัตว์อื่นเป็นอาหาร และก่อกลิ่นเหม็นรบกวน ซึ่งจะทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลง
ไม่ใช่แค่ชาวบ้านเท่านั้นที่รู้สึกไม่สบายใจ และไม่เห็นด้วยกับการมีศพคนนอนเรียงรายในที่เปิดโล่งใกล้ชุมชน แต่นักวิทยาศาสตร์ด้านนิติเวชศาสตร์บางคนก็แสดงความกังขาในประโยชน์ของฟาร์มศพลักษณะนี้ ว่าเป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่
ศพที่เน่าเปื่อย

ฟาร์มศพของมหาวิทยาลัยเซาท์ฟลอริดาแห่งนี้ไม่ใช่แห่งเดียวในสหรัฐฯ ทว่ายังมีฟาร์มลักษณะเดียวกันอีก 6 แห่งในสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศออสเตรเลีย แคนาดา และสหราชอาณาจักรก็เตรียมเปิดสถานที่แบบเดียวกันภายในปีนี้
ศพส่วนใหญ่ที่ฟาร์มแห่งนี้ได้รับการบริจาคเพื่อการศึกษาทางวิทยาศาสตร์จากทั้งตัวเจ้าของเองก่อนที่พวกเขาจะเสียชีวิต และจากครอบครัวของพวกเขา
จุดประสงค์หลักของฟาร์มศพที่นี่คือ การศึกษาทำความเข้าใจกระบวนการเน่าสลายของศพ และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบศพ
นักวิทยาศาสตร์หวังว่า ข้อมูลที่ได้จะนำไปใช้ต่อยอดในการไขคดีฆาตกรรม และช่วยยกระดับเทคนิคทางนิติเวชศาสตร์ในการระบุอัตลักษณ์บุคคล

"เมื่อคนตาย จะมีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน" ดร.เอริน คิมเมิร์ล ผู้อำนวยการสถาบันนิติมานุษยวิทยา ของมหาวิทยาลัยเซาท์ฟลอริดา กล่าวกับบีบีซี "ตั้งแต่กระบวนการเน่าสลายตามธรรมชาติ ไปจนถึงการมีแมลงไปไต่ตอมศพ และการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศโดยรอบ"
ดร.คิมเมิร์ล และทีมงานเชื่อว่า เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องศึกษาศพที่กำลังเน่าเปื่อยในขณะที่กระบวนการดังกล่าวกำลังเกิดขึ้น และในสภาพแวดล้อมจริง

เข้าใจกระบวนการเน่าสลายของศพ
ดร.คิมเมิร์ล ระบุว่า การเน่าเปื่อยของศพมนุษย์โดยทั่วไปมีระยะดังต่อไปนี้ :
- สด : ระยะนี้เริ่มขึ้นทันทีที่หัวใจหยุดเต้น อุณหภูมิร่างกายจะตก โลหิตหยุดไหลเวียนไปทั่วร่างกาย และเริ่มจับตัวในบางจุด
- ขึ้นอืด : แบคทีเรียเริ่มกินเนื้อเยื่อของร่างกาย และสีผิวเริ่มเปลี่ยนจนสังเกตเห็นได้ เริ่มเกิดก๊าซขึ้น ทำให้ร่างกายเริ่มอืดบวมจนเนื้อเยื่อปริออก
- เน่าสลายระยะแรก : เป็นระยะที่เกิดการเสื่อมสลายมากที่สุด เนื้อเยื่ออ่อนส่วนใหญ่อาจถูกหนอนแมลงวันชอนไชกิน หรือเริ่มมีของเหลวไหลออกจากร่างกาย
- เน่าสลายระยะสุดท้าย : เนื้อเยื่ออ่อนส่วนใหญ่ถูกกิน จำนวนแบคทีเรีย หนอน หรือแมลงที่มากินศพเริ่มลดลง โดยหากศพอยู่บนดิน พืชโดยรอบจะตาย และระดับความเป็นกรดของดินจะเปลี่ยนไป
- ศพแห้ง : ซากศพที่เหลืออยู่จะเริ่มมีสภาพเหมือนโครงกระดูก โดยกระบวนการนี้จะเริ่มปรากฏชัดที่ใบหน้า มือ และเท้า หากสภาพอากาศบริเวณนั้นมีความชื้น ศพจะเริ่มกลายสภาพเป็นมัมมี่ พืชที่อยู่บริเวณโดยรอบจะเริ่มโตขึ้นอีกครั้งเพราะได้รับสารอาหารจากศพ


อย่างไรก็ตาม ระยะนี้มีความไน่แน่นอน และแปรผันได้ง่ายตามสิ่งแวดล้อมที่ศพอยู่
ด้วยเหตุนี้ ดร.คิมเมิร์ล และนักวิทยาศาสตร์ด้านนิติเวชศาสตร์คนอื่น ๆ จึงสนใจทำงานวิจัยที่นี่
ข้อมูลที่เป็นประโยชน์
เพื่อให้สามารถศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นกับศพในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้นั้น นักวิทยาศาสตร์จึงเก็บศพบางส่วนไว้ในกรงเหล็ก ขณะที่อีกส่วนปล่อยให้อยู่ในที่เปิดโล่งตามธรรมชาติ
ด้วยวิธีนี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเฝ้าสังเกตกระบวนการเน่าสลายของศพ ทั้งการที่หนอนแมลงวันชอนไชเข้าไปกินเนื้อเยื่ออ่อน แล้วเหลือทิ้งไว้เพียงผิวหนังและกระดูก
- เจ้าสาวชาวไทย : ตำรวจอังกฤษยืนยันแล้ว ศพหญิงนิรนามที่พบเมื่อเกือบ 15 ปีก่อนคือ ลำดวน สีกันยา
- 'เจ้าสาวชาวไทย': เตรียมเทียบดีเอ็นเอร่างหญิงนิรนามกับพ่อแม่ 'ลำดวน' หวังช่วยไขคดีปริศนา 14 ปี
- 'เจ้าสาวชาวไทย': ผ่านไป 14 ปี เริ่มมีเบาะแสว่าร่างที่พบในอุทยานแห่งชาติอังกฤษ อาจคือ หญิงสาวจาก จ.อุดรธานี แต่ยังรอผลพิสูจน์ดีเอ็นเอ
แต่ศพที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ในที่เปิดโล่งตามธรรมชาติจะดึงดูดสัตว์กินซากต่าง ๆ เช่น นกแร้ง หมาป่าไคโยตี สัตว์ฟันแทะขนาดเล็ก และตัวโอพอสซัม
บางครั้งสัตว์กินซากเหล่านี้จะมากันเป็นฝูง แล้วกัดแทะกินเนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อ และอวัยวะต่าง ๆ หรือแม้แต่พลิกกลับศพเพื่อกินร่างกายส่วนที่เหลือ

"เราพยายามเก็บข้อมูลของศพในสภาพต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุด" ดร.คิมเมิร์ล กล่าว
เพื่อเฝ้าสังเกตกระบวนการเหล่านี้ นักวิทยาศาสตร์จะไปที่ฟาร์มทุกวัน เพื่อบันทึกข้อมูลศพแต่ละร่าง โดยการถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ สังเกตดู และจดบันทึกรายละเอียดต่าง ๆ เช่น ท่าที่ศพถูกวาง ตำแหน่งของศพว่าอยู่ใกล้น้ำ หรืออยู่ใต้ดิน อยู่ในกรง หรืออยู่ในที่เปิดโล่ง เป็นต้น
นักธรณีวิทยา และนักธรณีฟิสิกส์ จะเข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นกับดิน น้ำ อากาศ และพืช ที่อยู่รอบศพ เพื่อหาว่าสิ่งที่ไหลออกจากร่างกายมนุษย์ที่กำลังเน่าเปื่อยจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร
เมื่อศพกลายสภาพเป็นโครงกระดูก ก็จะถูกเคลื่อนย้ายไปเก็บไว้ที่ "แล็บแห้ง" ซึ่งที่ห้องปฏิบัติการนี้จะมีการนำกระดูกมาทำความสะอาดและเก็บรักษาไว้ให้นักศึกษาและนักวิจัยได้ใช้งานต่อไป
คดีที่ยังปิดไม่ลง

ข้อมูลที่นักวิทยาศาสตร์เก็บรวบรวมมาได้นั้นจะเป็นประโยชน์ในการสืบสวนคดีทางนิติเวชศาสตร์
การเก็บข้อมูลอย่างละเอียดของกระบวนการเน่าสลายของศพจะช่วยให้ทราบว่า ศพนี้เสียชีวิตมาแล้วนานเท่าใด และอยู่ในจุดที่พบเป็นระยะเวลาเท่าใด หรือแม้แต่ศพได้ถูกเคลื่อนย้าย หรือถูกนำไปฝังเมื่อใด
นอกจากนี้ยังช่วยให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับตัวเจ้าของศพเอง ซึ่งจะนำไปใช้ประกอบกับข้อมูลจากการวิเคราะห์ด้านพันธุกรรมและกระดูก ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวนและไขคดีฆาตกรรมได้
ความท้าทายในการทำงานกับศพ
คนส่วนใหญ่อาจรู้สึกว่านี่คืองานที่น่ากลัว แต่ ดร.คิมเมิร์ล ระบุว่า เธอไม่รู้สึกลำบากใจในการทำงานนี้เลย เพราะ "ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ และการทำงานเป็นมืออาชีพ คุณเรียนรู้ที่จะเว้นระยะห่างของตัวเอง" ซึ่งเธอหมายถึงการปิดกั้นอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองจากสิ่งที่ผู้คนหวาดกลัวอย่างความตาย
เธอบอกว่า ส่วนที่ยากที่สุดของงานนี้คือการได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวตนของศพที่เธอต้องศึกษา
"เรามักร่วมงานในการสืบสวนคดีฆาตกรรม และสิ่งท้าทายที่สุดก็คือการได้รับรู้เรื่องที่น่าเศร้าสลดใจมาก ๆ"
"สิ่งที่แย่ที่สุดคือการได้เห็นมนุษย์คนหนึ่งสามารถทำอะไรต่อมนุษย์คนอื่นได้บ้าง"
บางครั้ง ดร.คิมเมิร์ล และเพื่อนร่วมงานของเธอต้องพูดคุยกับครอบครัวที่สูญเสียลูกไปเมื่อ 20 หรือ 30 ปีก่อน แต่ยังหาศพของพวกเขาไม่เจอ
เธอบอกว่างานของเธอคุ้มค่ากับการทุ่มเทแรงกายและแรงใจในการทำงาน เพราะอาจช่วยไขคดีฆาตกรรมที่ยังปิดไม่ลงเกือบ 250,000 คดีในสหรัฐฯ
นับแต่เปิดทำการเมื่อเดือน ต.ค.ปี 2017 ฟาร์มศพที่นี่ได้รับบริจาคศพเพื่อการศึกษาแล้ว 50 ศพ และมีคนอีก 180 รายที่ตัดสินใจบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาเมื่อพวกเขาเสียชีวิตลง
ผู้บริจาคส่วนใหญ่เป็นผู้อยู่ในวัยชรา และวางแผนสำหรับช่วงสุดท้ายในชีวิต อย่างไรก็ตาม ฟาร์มแห่งนี้ไม่รับศพของผู้ที่ป่วยเป็นโรคติดเชื้อรุนแรง

ที่มาของภาพ, Getty Creative Stock
ศาสตร์ใหม่ และข้อถกเถียงด้านจริยธรรม
ฟาร์มศพ อาจให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในเชิงวิทยาศาสตร์ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องการนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้งาน
นายแพทริก แรนดอล์ฟ-ควินนีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาและนิติมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยเซ็นทรัลแลงคาเชียร์ ในสหราชอาณาจักร บอกว่า "ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการศึกษาเกี่ยวกับการเน่าสลายของศพในที่เปิดโล่งแบบนี้"
แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วเขาจะชอบการศึกษาแบบที่ฟาร์มศพลักษณะนี้ แต่นี่ยังถือเป็นศาสตร์ใหม่ เพราะ "ยังมีตัวแปรมากมายที่ไม่สามารถควบคุมได้ในการศึกษาและเฝ้าสังเกต จึงทำให้ผลลัพธ์ที่ได้นำมาตีความได้ยากลำบาก" แรนดอล์ฟ-ควินนีย์ กล่าว
เขาคิดว่า ความท้าทายของการศึกษาลักษณะนี้คือการนำข้อมูลที่ได้มาทำให้เป็นมาตรฐานและสามารถแบ่งปันกันในแวดวงวิทยาศาสตร์ได้
ขณะที่ ดร.ซู แบล็ก จากมหาวิทยาลัยแลงคาสเตอร์ ในสหราชอาณาจักร ก็วิจารณ์ฟาร์มศพและตั้งคำถามถึงคุณค่าของงานวิจัยลักษณะนี้ ซึ่งเธอชี้ว่าอาจทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่แม่นยำจากกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก และผลลัพธ์ที่มีความผันแปรสูง
นอกจากนี้เธอยังแสดงความกังวลในด้านจริยธรรมด้วย "ฉันมองว่าแนวคิดในการศึกษาลักษณะนี้ทั้งน่ากลัวและน่าสยดสยอง...ฉันรู้สึกไม่สบายใจมากตอนที่ถูกเชิญไปดูหนึ่งในฟาร์มลักษณะนี้ราวกับมันเป็นสถานที่ท่องเที่ยว"
อย่างไรก็ตาม ดร.คิมเมิร์ล มองว่าห้องศึกษาลักษณะนี้มีความสำคัญและกำลังได้รับความสนใจขึ้นทุกขณะ
"คนที่เข้าใจงานวิจัยลักษณะนี้และประโยชน์ในการใช้งานจริงก็จะตระหนักว่าฟาร์มศพมีความจำเป็นอย่างไร"








