ฮอร์โมนควบคุมจิตใจของคุณได้อย่างไร?

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, จัสมิน ฟ็อกซ์-สเกลลี
    • Role, บีบีซี ฟิวเจอร์

คนเรามักจะทึกทักกันเอาเองว่า อารมณ์และความรู้สึกของตัวเรานั้น อยู่ภายใต้การควบคุมของสติสัมปชัญญะและจิตสำนึกของเราเอง แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ ?

บรรดานักวิทยาศาสตร์ทราบกันมานานแล้วว่า สารเคมีที่เป็นตัวส่งสัญญาณในร่างกายของคนเรา ซึ่งเรียกว่าสารสื่อประสาท (neurotransmitter) มีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อสมอง แต่เมื่อวิทยาการก้าวหน้าไปมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์จึงได้เรียนรู้เพิ่มเติมว่า ฮอร์โมนชนิดต่าง ๆ ก็สามารถ "ปั่นหัว" คนเราได้ อย่างคาดไม่ถึงเช่นกัน

ปัจจุบันนักวิจัยบางกลุ่มพยายามใช้ประโยชน์จากความรู้ข้างต้น เพื่อค้นหาวิธีบำบัดรักษาแบบใหม่สำหรับโรคทางใจ อย่างเช่นโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวล

ฮอร์โมนคือตัวส่งสัญญาณทางเคมี ที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากต่อม อวัยวะ และเนื้อเยื่อบางส่วน ให้เข้าสู่กระแสเลือดและไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ก่อนจะจับเข้ากับตัวรับที่ผิวเซลล์บางจุดโดยเฉพาะ การที่ฮอร์โมนจับเข้ากับตัวรับนั้น เรียกได้ว่าเป็น "การจับมือทางชีวภาพ" ซึ่งก็คือการสื่อสารโดยบอกให้ร่างกายทำบางสิ่งบางอย่าง เช่นเมื่อฮอร์โมนอินซูลินถูกปลดปล่อยออกมา มันจะสั่งให้เซลล์ตับและเซลล์กล้ามเนื้อ ดูดซับน้ำตาลกลูโคสส่วนเกินในกระแสเลือดเข้าไปภายในเซลล์ เพื่อกักเก็บเป็นพลังงานสำรองในรูปของไกลโคเจน

การควบคุมที่มองไม่เห็น

ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบฮอร์โมนแล้วกว่า 50 ชนิด ที่มีอยู่ในร่างกายของคนเรา โดยฮอร์โมนเหล่านี้ร่วมกันจัดการควบคุมกระบวนการทางชีวภาพต่าง ๆ หลายร้อยกระบวนการในร่างกายมนุษย์ ซึ่งรวมถึงการเจริญเติบโตและพัฒนาการ, เรื่องทางเพศและการเจริญพันธุ์, วงจรการหลับ-ตื่น, รวมทั้งสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างสุขภาพจิต

ศาสตราจารย์นาฟิซซา อิสมาอิล นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยออตตาวาของแคนาดา บอกว่า "ฮอร์โมนมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของเรามากจริง ๆ มันทำอย่างนั้นได้โดยไปมีปฏิกิริยากับสารสื่อประสาท ซึ่งถูกผลิตและหลั่งออกมาจากบางส่วนของสมอง นอกจากนี้ การที่ฮอร์โมนมีอิทธิพลต่อกระบวนการชีวภาพบางอย่าง เช่นการตายของเซลล์และการสร้างเซลล์ประสาทเกิดใหม่ (neurogenesis) ก็สามารถส่งผลต่อสภาพจิตใจของเราได้เช่นกัน"

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ฮอร์โมนแปรปรวนทำให้เกิดผลกระทบหลายอย่าง รวมทั้งไปรบกวนวงจรการหลับ-ตื่น ตามปกติ

โรคหรืออาการผิดปกติทางจิต อย่างเช่นโรคซึมเศร้า, โรควิตกกังวล, หรือโรคเครียดหลังประสบเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) จะพบได้บ่อยขึ้นและมากขึ้น ในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพศหญิง ดังจะเห็นได้จากกรณีศึกษาเปรียบเทียบระหว่างเด็กชายและเด็กหญิง ซึ่งพวกเขามีระดับของอารมณ์เศร้าที่ใกล้เคียงกันในวัยเด็ก แต่เมื่อถึงวัยรุ่น เด็กสาวกลับมีแนวโน้มจะเกิดภาวะซึมเศร้าได้มากกว่าเด็กหนุ่มถึงสองเท่า ความแตกต่างทางฮอร์โมนระหว่างสองเพศนี้ จะคงอยู่อย่างถาวรไปตลอดชีวิต

ดังนั้นเราอาจกล่าวโทษฮอร์โมนได้ว่า เป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้อารมณ์ไม่มั่นคง และหากคุณเป็นเพศหญิง ฮอร์โมนเพศนั้นมีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่ออารมณ์ความรู้สึกของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน ระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจะตกลง ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ผู้หญิงบางคน (แต่ไม่ใช่ทุกคน) อาจเริ่มรู้สึกหงุดหงิด, เหนื่อยล้า, ซึมเศร้า, และวิตกกังวลได้ ตามที่ข้อมูลในเว็บไซต์ของสำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NHS) ได้ระบุเอาไว้

สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญยังบอกว่า ผู้หญิงบางคนอาจเจอกับ "กลุ่มอาการผิดปกติทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ขั้นรุนแรง ก่อนมีประจำเดือน" (PMDD) ซึ่งเป็นความผิดปกติทางอารมณ์ที่มีอาการหนัก อันเนื่องมาจากความแปรปรวนของฮอร์โมนที่รุนแรงยิ่งกว่าอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) ตามปกติ ผู้หญิงที่เป็น PMDD จะมีอารมณ์เหวี่ยงขึ้นลงรุนแรง เครียดวิตกกังวลและซึมเศร้า บางครั้งอาจเกิดความคิดอยากฆ่าตัวตาย ในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน

"สำหรับผู้หญิงจำนวนไม่น้อย PMDD ถือเป็นปัญหาเรื้อรังที่พวกเธอต้องเจอทุกเดือน มันจึงสามารถส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชีวิตคนได้" ผศ.ดร.ลีซา ฮันต์โซ ผู้เชี่ยวชาญสาขาจิตเวชและพฤติกรรมศาสตร์ จากคณะแพทยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ของสหรัฐฯ กล่าว

หลังจากคลอดบุตร ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนของผู้หญิงจะตกฮวบลงทันที แต่ในทางกลับกัน ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะพุ่งสูงขึ้นก่อนการตกไข่ ซึ่งทำให้ผู้หญิงอารมณ์ดีและมีความสุขเป็นพิเศษในช่วงนั้น ส่วนสารสเตียรอยด์ที่ออกฤทธิ์ต่อประสาท "อัลโลเพร็กนาโนโลน" (allopregnanolone) ซึ่งเกิดจากการสลายตัวของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนตามธรรมชาติ สามารถทำให้คนเรามีอารมณ์ผ่อนคลายและสงบจิตใจลงได้ โดยผศ.ดร.ฮันต์โซ บอกว่า "หากฉีดอัลโลเพร็กนาโนโลนให้สักเข็ม จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย"

นอกจากวันนั้นของเดือนที่ทำให้อารมณ์แปรปรวนแล้ว การที่ระดับฮอร์โมนมีความผันผวนขึ้นลง ทั้งในช่วงการตั้งครรภ์, ช่วงใกล้หมดประจำเดือน, และในช่วงวัยทองที่หมดประจำเดือนแล้ว ล้วนสามารถสร้างความปั่นป่วนทางจิตใจและอารมณ์ได้ไม่แพ้กัน โดยสถิติขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าผู้หญิงที่เพิ่งให้กำเนิดบุตร ต้องเจอกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด คิดเป็นจำนวนสูงสุดถึง 13% เลยทีเดียว

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนของคุณแม่มือใหม่ จะตกฮวบลงอย่างน่ากลัวหลังคลอด ส่วนในกลุ่มผู้หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือน (perimenopause) ก็อาจเจอกับความผันผวนแปรปรวนของฮอร์โมน ที่เกี่ยวข้องกับรังไข่และการตกไข่มากเป็นพิเศษ

ศาสตราจารย์ลีซา กาเลอา ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยโทรอนโตของแคนาดา ให้คำอธิบายถึงเรื่องความแปรปรวนของฮอร์โมนนี้ว่า "มันอาจไม่ใช่ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระดับฮอร์โมนในช่วงเวลาหนึ่ง หรือปริมาณที่แน่นอนของฮอร์โมนในร่างกายของคนผู้นั้น แต่เป็นไปได้อย่างมากว่า เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของระดับฮอร์โมน ทั้งลดลงจากสูงไปหาต่ำ และพุ่งขึ้นจากต่ำไปหาสูง"

"บางคนจะไวต่อความผันผวนเปลี่ยนแปลงแบบนี้ได้มากกว่าผู้อื่น ในขณะที่บางคนสามารถผ่านช่วงย่างเข้าสู่วัยทองไปได้ โดยไม่เกิดอาการอะไรขึ้นเลย" ศ.กาเลอากล่าว

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เด็กชายและเด็กหญิงมีระดับของอารมณ์เศร้าที่ใกล้เคียงกันในวัยเด็ก แต่เมื่อถึงวัยรุ่น เด็กสาวมีแนวโน้มจะเกิดภาวะซึมเศร้าได้มากกว่าเด็กหนุ่มถึงสองเท่า

ไม่เพียงแต่ผู้หญิงเท่านั้น ฮอร์โมนเพศของผู้ชายอย่างเทสโทสเตอโรน ก็ลดลงเช่นกันเมื่อบุรุษเพศสูงวัยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศในผู้ชายนี้ มักจะค่อยเป็นค่อยไปและไม่แสดงออกอย่างรุนแรงชัดเจน เท่ากับที่เกิดขึ้นในสตรีเพศ

แต่ถึงกระนั้น หลักฐานจากงานวิจัยบางชิ้นชี้ว่า ความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอารมณ์แปรปรวนในผู้ชายบางคนได้ แต่ไม่ใช่กับผู้ชายทั้งหมด

ศ.อิสมาอิล บอกว่า "เราเห็นความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ในผู้ชายบางคน เมื่อระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนผันผวนขึ้นลง สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงวัยตลอดชีวิตของพวกเขา และแน่นอนว่าหัวข้อการศึกษาวิจัยดังกล่าว ยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร"

วิธีหนึ่งที่ฮอร์โมนเพศสามารถจะส่งผลต่ออามรณ์ความรู้สึกได้นั้น คือการเพิ่มระดับของสารสื่อประสาทที่เรียกว่า "เซโรโทนิน" (serotonin) และโดพามีน (dopamine) ภายในสมอง ที่ผ่านมานักวิจัยเชื่อกันอย่างมากว่า เซโรโทนินที่อยู่ในระดับต่ำคือสาเหตุของโรคซึมเศร้า ทำให้ยาต้านเศร้าสมัยใหม่หลายขนาน ถูกออกแบบมาให้เพิ่มระดับของเซโรโทนินในสมอง

มีหลักฐานจากงานวิจัยที่ชี้ว่า เอสโตรเจนบางชนิดสามารถทำให้ตัวรับเซโรโทนิน ตอบสนองได้อย่างว่องไวขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มจำนวนตัวรับโดพามีนในสมองขึ้นอีกด้วย แนวคิดทางฮอร์โมนบำบัดหนึ่งเชื่อว่า เอสโตรเจนช่วยปกป้องเซลล์ประสาทไม่ให้เกิดความเสียหาย และยังกระตุ้นการงอกและเจริญเติบโตของเซลล์ประสาทใหม่ ในสมองส่วนฮิปโปแคมปัสซึ่งมีบทบาทสำคัญด้านความจำและอารมณ์

คนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ ต่างมีอาการแบบเดียวกัน คือสูญเสียเซลล์ประสาทจำนวนมากในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส ในขณะที่ยาต้านเศร้าและยาหลอนประสาทที่ทำให้อารมณ์ดี อย่างเช่นสารไซโลไซบิน (psilocybin) ในเห็ดเมา สามารถกระตุ้นให้เซลล์ประสาทเกิดขึ้นใหม่ในสมองส่วนนี้ได้

"ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีฤทธิ์ปกป้องเซลล์ประสาท จึงช่วยส่งเสริมการเกิดใหม่ของเซลล์ประสาทได้ด้วย" ศ.อิสมาอิลกล่าว "นี่คือคำตอบว่าเหตุใด แขนงประสาท (dendrite) ที่ยื่นออกมาจากเซลล์ประสาท จึงหดสั้นลงเมื่อผู้หญิงถึงวัยหมดประจำเดือน มันสั้นกว่าช่วงวัยก่อนหน้านั้น"

ปัญหาดังกล่าวยังทำให้หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือน เกิดอาการสมองล้า (brain fog) และมีปัญหาเรื่องความจำอยู่บ่อยครั้ง

เมื่อการตอบสนองต่อความเครียดของร่างกายผิดพลาด

การสูญเสียเซลล์ประสาทในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส ทำให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงตามมากับระบบฮอร์โมนอีกระบบหนึ่ง ซึ่งก็คือ "แกนไฮโปทาลามัส-ต่อมใต้สมอง-ต่อมหมวกไต" (hypothalamus-pituitary-adrenal – HPA) ที่ควบคุมปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดของร่างกาย

เมื่อเรารู้สึกเครียดวิตกกังวล สมองส่วนไฮโปทาลามัสที่ควบคุมการปลดปล่อยฮอร์โมนส่วนใหญ่ในร่างกาย จะส่งสัญญาณไปยังต่อมใต้สมองหรือต่อมพิทูอิทารี เพื่อให้หลังฮอร์โมน "อะดรีโนคอร์ติโคโทรปิก" (adrenocorticotropic hormone - ACTH) ออกมา

ฮอร์โมน ACTH จะไปกระตุ้นต่อมหมวกไตหรือต่อมอะดรีนัล ให้ปลดปล่อย "ฮอร์โมนเครียด" หรือคอร์ติซอล (cortisol) ซึ่งฮอร์โมนนี้จะสั่งร่างกายให้ปลดปล่อยน้ำตาลกลูโคสออกสู่กระแสเลือด เพื่อให้สมองและร่างกายมีพลังงานเพิ่มขึ้น จนเหลือเฟือต่อการเร่งใช้พลังงานในภาวะฉุกเฉิน

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ฮอร์โมน "ออกซิโทซิน" หรือ "ฮอร์โมนแห่งความรัก" มีความเกี่ยวข้องกับการสร้างสายใยผูกพัน และเชื่อว่าสามารถต้านทานผลกระทบบางอย่างจากความเครียดได้

ดร.ฮันต์โซ อธิบายว่า "เมื่อบุคคลมีความเครียด ร่างกายจะเปิดสวิตช์เพื่อใช้งานแกน HPA ในระยะสั้นแล้วนี่คือการปรับตัวที่มีประโยชน์ เพราะช่วยให้ร่างกายจัดการกับความเครียดได้ แต่ในระยะยาวมันจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ"

ตามปกติแล้ว เมื่อมีฮอร์โมนเครียดหรือคอร์ติซอลหลั่งออกมาอย่างท่วมท้นในร่างกาย สิ่งนี้จะกลายเป็นสัญญาณที่สื่อสารกับสมองว่า ควรจะผ่อนคลายหรือสงบลงได้แล้ว สมองส่วนฮิปโปแคมปัสจะบอกกับสมองส่วนไฮโปทาลามัส ให้หยุดสื่อสารกับต่อมใต้สมอง ซึ่งจะเป็นการหยุดยั้งปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดทั้งหมดลง

แต่หากใครเกิดความเครียดแบบเรื้อรัง เช่นต้องเผชิญกับการข่มขู่, การล่วงละเมิด, หรือการใช้ความรุนแรงอยู่เสมอ การส่งสัญญาณเพื่อให้ร่างกายหยุดปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียด ก็จะไม่มีทางเกิดขึ้น จนทำให้ภายในสมองท่วมท้นไปด้วยฮอร์โมนคอร์ติซอล

ความเครียดแบบเรื้อรังจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมลงอย่างมาก เพราะเมื่อนานไปคอร์ติชอลจะทำให้การอักเสบในสมองเพิ่มขึ้น จนเซลล์ประสาทในสมองส่วนฮิปโปแคมปัสพากันตายลง ส่งผลให้สมองส่วนนี้ ไม่อาจจะส่งสัญญาณหยุดยั้งปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดได้

ยิ่งไปกว่านั้น คอร์ติซอลยังทำลายเซลล์ประสาทในสมองส่วนอื่น ๆ อีกด้วย เช่นที่อะมิกดาลา (amygdala) และเปลือกสมองส่วนหน้าสุดหรือกลีบหน้าผาก (prefrontal cortex) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความจำ การมีสมาธิจดจ่อ และอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ

ศ.อิสมาอิลบอกว่า "สมองส่วนอะมิกดาลาช่วยให้เราควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ ดังนั้นการสูญเสียปริมาตรของเนื้อสมองในบริเวณดังกล่าว จึงมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับการที่คนปกติผู้หนึ่ง กลับกลายเป็นคนที่เจ้าอารมณ์มากขึ้น หงุดหงิดง่ายขึ้น รวมทั้งควบคุมอารมณ์ด้านลบของตนเองไม่ค่อยได้"

"การฝ่อตัวของสมองส่วนกลีบหน้าผาก มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการตั้งสมาธิจดจ่อได้ยาก รวมทั้งไม่อาจคิดตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม ส่วนการฝ่อตัวของสมองส่วนฮิปโปแคมปัสนั้น อาจทำให้ความสามารถในการจดจำข้อมูลลดลงได้"

ส่วนฮอร์โมนแห่งความรักหรือออกซิโทซินนั้น ออกจะตรงข้ามกับฮอร์โมนแห่งความเครียดอย่างคอร์ติซอล เพราะช่วยเพิ่มความรู้สึกอบอุ่นใจ และทำให้เกิดความเมตตากรุณาในจิตใจ

หากฮอร์โมนออกซิโทซินหลั่งตามปกติ ในขณะที่หญิงคลอดบุตร, ให้นมลูก, และขณะถึงจุดสุดยอดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ก็จะช่วยให้เกิดความรู้สึกรักใคร่ผูกพันได้ ซึ่งแสดงว่าฮอร์โมนออกซิโทซินมีบทบาทสำคัญ ต่อการสร้างสายใยผูกพันทั้งในสัตว์และมนุษย์

ศ.อิสมาอิลบอกว่า "ออกซิโทซินเกี่ยวข้องกับการสานสายใยระหว่างบุคคล รวมทั้งสร้างความรู้สึกผูกพันแบบอบอุ่นมั่นคง ซึ่งแน่นอนว่าช่วยต้านทานอารมณ์ลบจากความเครียดได้ เมื่อเรารู้สึกปลอดภัยและมั่นใจว่ามีแรงสนับสนุนอยู่รอบตัว ฮอร์โมนคอร์ติซอลจะลดระดับลง แม้ในสถานการณ์ที่น่าจะเพิ่มขึ้นเพราะเผชิญความเครียด"

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผลวิจัยชี้ว่าการบำบัดด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งรวมถึงการบำบัดด้วยฮอร์โมนทดแทน (HRT) ช่วยบรรเทาอาการไม่พึงประสงค์ ให้กับผู้หญิงบางคนที่ถึงวัยหมดประจำเดือนได้

มีผลการวิจัยที่ชี้ว่า หากใครได้สูดดมสเปรย์พ่นจมูกที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมนออกซิโทซิน จะทำให้คนผู้นั้น "ใจกว้าง" มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากขึ้น ทั้งยังรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และมีแนวโน้มจะให้ความร่วมมือกับคนรอบข้างมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าผู้เชี่ยวชาญทุกคนจะเห็นด้วยกับผลการวิจัยข้างต้น เพราะยังไม่มีการทดลองที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า ออกซิโทซินในกระแสเลือดสามารถซึมผ่าน "แนวป้องกัน" หรือเนื้อเยื่อที่กั้นขวางระหว่างเลือดกับสมอง (blood brain barrier) จนเข้าถึงเซลล์ประสาทในสมองได้

ส่วนทฤษฎีซึ่งเป็นที่ยอมรับมากกว่า เกี่ยวกับสาเหตุทางฮอร์โมนของโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลนั้น คาดว่าเกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมน 2 ชนิด ที่ผลิตจากต่อมไทรอยด์ ซึ่งเป็นต่อมไร้ท่อรูปผีเสื้อในลำคอของคนเรา

ฮอร์โมนสองชนิดดังกล่าว คือ "ไตรไอโอโดไทโรนีน" (triiodothyronine - T3) และ "ไทรอกซีน" (thyroxine - T4) ทั้งคู่ร่วมกันควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจและอุณหภูมิร่างกาย แต่หากฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์มีมากจนเกินไป เช่นในกรณีที่ต่อมไทรอยด์ทำงานอย่างแข็งขันผิดปกติ อาจทำให้เกิดโรควิตกกังวลตามมาได้ ในทางตรงกันข้าม หากฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์มีน้อยเกินไป ก็จะทำให้เกิดโรคซึมเศร้า แต่โชคดีที่โดยทั่วไปแล้ว การแก้ไขระดับฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ให้กลับคืนมาเป็นปกติ จะสามารถรักษาโรคทางใจดังกล่าวอย่างได้ผลชะงัด

"เมื่อคนไข้มาพบหมอ แล้วบอกว่าตนเองมีความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ สิ่งแรกที่หมอจะตรวจก็คือระดับฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกาย เพราะเมื่อเราสามารถแก้ไขฮอร์โมนตัวที่เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ ก็จะสามารถปรับอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติได้เช่นกัน" ศ.อิสมาอิลกล่าวอธิบาย

แม้ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์จะยังไม่ทราบว่า เหตุใดฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ถึงส่งผลกระทบต่อจิตใจและอารมณ์ได้ แต่มีสมมติฐานหนึ่งที่คาดว่า ฮอร์โมนไตรไอโอโดไทโรนีน หรือ T3 อาจเพิ่มระดับปริมาณของเซโรโทนินและโดพามีนในสมอง หรืออาจทำให้ความไวของตัวรับสารสื่อประสาทเหล่านี้เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ตัวรับฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ยังพบได้มาก ในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์ด้วย

วิธีรักษาแบบใหม่

วงการแพทย์ในปัจจุบันหวังว่า ความรู้ใหม่เกี่ยวกับฮอร์โมน และความสามารถในการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ความรู้สึกของมัน จะได้รับการพัฒนาจนตกผลึกเป็นแนวทางบำบัดรักษาใหม่ ๆ

ปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณเชิงบวกแล้วว่า ความหวังนี้กำลังกลายเป็นจริง โดยมีการผลิตยาที่ชื่อเบร็กซาโนโลน (Brexanolone) ซึ่งออกฤทธิ์เลียนแบบฮอร์โมนอัลโลเพร็กนาโนโลน มาช่วยรักษาภาวะซึมเศร้าหลังคลอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานจากผลวิจัยอยู่บ้างว่า หากระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนของผู้ชายลดต่ำลง การรับฮอร์โมนทดแทนเข้าไปเสริม พร้อมกับกินยาต้านเศร้าบางชนิดไปด้วย จะทำให้ความผิดปกติทางอารมณ์ดีขึ้น ยิ่งกว่าการรับฮอร์โมนทดแทนเพียงอย่างเดียว

งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า การบำบัดด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน รวมทั้งการให้ฮอร์โมนทดแทน (HRT) สามารถช่วยให้ผู้หญิงบางคนในวัยทองและวัยใกล้หมดประจำเดือน มีอารมณ์ดีและแจ่มใสร่าเริงขึ้น อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลเสมอไปกับผู้หญิงทุกคน

ส่วนยาคุมกำเนิดที่เป็นยาฮอร์โมน สามารถจะใช้ได้ผลในการปรับอารมณ์ของผู้หญิงที่มีภาวะ PMDD ซึ่งพวกเธอจะซึมเศร้าและวิตกกังวลอย่างรุนแรงกว่าคนทั่วไป อย่างไรก็ตาม ยาคุมกำเนิดอาจทำให้ผู้หญิงในภาวะ PMDD บางราย มีอาการแย่ลงได้

ข้อมูลข้างต้นนี้แสดงให้เห็นว่า การวิจัยเพื่อค้นหาแนวทางใหม่ ๆ ในการใช้ฮอร์โมนบำบัดรักษาโรค ยังคงมีอุปสรรคขัดขวางจากประเด็นปัญหาที่ว่า ปัจจุบันเรายังคงไม่เข้าใจแจ่มแจ้ง ว่าเหตุใดบางคนจึงไวต่อความผันผวนปรวนแปรของฮอร์โมนมากเหลือเกิน ในขณะที่อีกหลายคนกลับไม่เป็นเช่นนั้น

ศ.อิสมาอิล กล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า "เรารู้ดีว่าฮอร์โมนส่งผลกระทบต่ออารมณ์และสุขภาพจิต แต่เราจะต้องรู้ให้ได้อย่างชัดแจ้งเสียก่อนว่า กระบวนการทำงานที่แท้จริงของฮอร์โมนนั้นเป็นอย่างไร ก่อนจะไปคิดถึงวิธีใช้ฮอร์โมนบำบัดรักษาโรค ซึ่งต้องทำได้อย่างปลอดภัยและใช้ได้ผลจริง"

"อย่างที่ทราบกันดีว่า ยาต้านเศร้าที่ควบคุมระดับฮอร์โมนเซโรโทนิน ใช้ไม่ได้ผลในหลายกรณี งานวิจัยบางชิ้นถึงกับระบุว่า ยาต้านเศร้าชนิดนี้ใช้ได้ผลน้อยกว่าในผู้ป่วยบางกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มวัยรุ่น ดังนั้นเราควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับช่วงวัยนี้ให้มากขึ้นว่าพวกเขามีอะไรพิเศษ ทั้งต้องเรียนรู้ถึงลักษณะของสมองและพัฒนาการในวัยดังกล่าว ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้วัยรุ่น ดื้อต่อการบำบัดรักษาด้วยฮอร์โมนยิ่งกว่าวัยอื่น"