มีอะไรพิเศษในสมองของคนอายุยืนระดับ "สุดยอดคนชรา"

Close-up head shot of a man smiling, with grey hair and grey eyebrows.

ที่มาของภาพ, Shane Collins, Northwestern University

คำบรรยายภาพ, "ผมภูมิใจมากที่ได้เป็นสุดยอดคนชรา" นายราฟ เรย์บ็อก ซึ่งเกิดเมื่อปี 1934 กล่าว
    • Author, มาร์การิตา โรดริเกซ
    • Role, บีบีซี นิวส์ มุนโด (แผนกภาษาสเปน)

"สมองส่วนฮิปโปแคมปัสของเธอสวยมาก" รศ.ดร.ทามาร์ เกเฟน ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทจิตวิทยาชาวอเมริกัน ย้อนรำลึกถึงคุณยายคนหนึ่ง ที่เคยเป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาวิจัยสมองของคนชรา โดยเธอประทับใจอย่างยิ่งกับสถาปัตยกรรมของโครงสร้างอันละเอียดอ่อน ในสมองส่วนดังกล่าวของคุณยายคนนั้น

"เซลล์ประสาทของเธออวบหนาและมีสุขภาพดี ฉันยังจำได้ถึงความคิดของตัวเองในตอนนั้นว่า มันช่างน่าอัศจรรย์ที่โครงสร้างอันซับซ้อนและชวนตื่นตะลึง สามารถจะกักเก็บความทรงจำอันเลวร้ายขนาดนั้นเอาไว้ได้" ดร.เกเฟนกล่าว

สาเหตุที่ ดร.เกเฟน ซึ่งเป็นนักวิจัยของโครงการศึกษาความชราขั้นสุดยอด (SuperAging Programme) ที่มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นของสหรัฐฯ ได้กล่าวเช่นนั้น เป็นเพราะคุณยายผู้มีสมองส่วนฮิปโปแคมปัสสวยงาม กลับมีอดีตอันดำมืดเพราะเคยตกเป็นเหยื่อของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว

อย่างไรก็ตาม ดร.เกเฟนจำได้ดีเสมอว่า ในตอนที่คุณยายยังมีชีวิตอยู่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เธอเป็นคนที่ร่าเริงแจ่มใสและพูดจาติดตลก ไม่ได้หม่นหมองอมทุกข์เลยแม้แต่น้อย "เรื่องมันนานมาแล้ว แต่ทุกวันนี้ฉันยังคงคิดถึงเธออยู่เรื่อย ๆ"

เรื่องราวข้างต้นคือสิ่งที่ ดร.เกเฟน ได้ให้สัมภาษณ์กับมาร์ติน วิลสัน ผู้เขียนบทความ "เราสามารถเรียนรู้อะไรจากสุดยอดคนชรา" ซึ่งเป็นบทความที่ระลึกครบรอบ 25 ปี ของโครงการศึกษาความชราขั้นสุดยอด โครงการนี้ได้ติดตามศึกษาเหล่าผู้สูงวัยที่ทั้งมีอายุยืนและสุขภาพร่างกายแข็งแรงในเวลาเดียวกัน รวมทั้งผ่าศพของคนชรากลุ่มนี้ เพื่อศึกษากายวิภาคของพวกเขาในตอนที่เสียชีวิตไปแล้วด้วย

บทความข้างต้นตีพิมพ์ลงในนิตยสารของมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น (Northwestern Magazine) โดยได้แสดงถึงสายใยความผูกพันระหว่างนักวิจัยและกลุ่มตัวอย่าง ที่ต่างก็ได้รู้จักมักคุ้นกันมาเป็นเวลานาน จนกลุ่มตัวอย่างที่บริจาคสมองเพื่อการวิจัยหลังเสียชีวิตไปแล้ว ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของนักวิจัยอย่าง ดร.เกเฟน อย่างไม่รู้ลืม

สมองก้อนแรก

คำว่า "ความชราขั้นสุดยอด" (SuperAging) เป็นคำศัพท์ที่ศูนย์วิจัยโรคอัลไซเมอร์ของมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น (Northwestern ADRC) คิดค้นขึ้น ส่วนที่มาของโครงการศึกษาความชราขั้นสุดยอดนั้น ต้องย้อนไปในช่วงกลางทศวรรษ 1990 เมื่อเกิดเรื่องบังเอิญที่สร้างความโชคดีอย่างยิ่งขึ้น

ผู้เขียนรายงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ "25 ปีแรกของโครงการศึกษาความชราขั้นสุดยอด แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น" ระบุไว้ในรายงานดังกล่าวว่า "เราได้รับชิ้นส่วนของสมองที่ผ่าชันสูตรแล้ว ซึ่งเป็นของผู้บริจาคหญิงที่เสียชีวิตในวัย 81 ปี"

Three female scientists are pictured round a computer screen, pointing at images of neurons and neuropathology. Dr Tamar Gefen is one the left, she has dark hair tied back and is wearing a white lab coat.

ที่มาของภาพ, Shane Collins, Northwestern University

คำบรรยายภาพ, รศ.ดร.ทามาร์ เกเฟน (ซ้าย) และทีมวิจัยกำลังมองดูภาพของเซลล์ประสาทและจุลกายวิภาคของระบบประสาท

สมองก้อนแรกของคนชราสุขภาพดีที่ถูกนำมาศึกษาดังกล่าว เดิมเป็นของกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมในโครงการวิจัยอื่น ซึ่งสมองของคนผู้นี้ "ไม่มีร่องรอยหรือประวัติของการทำงานบกพร่องเลย" ส่วนคะแนนจากการทดสอบความจำที่เธอทำได้ตอนยังมีชีวิตอยู่ ก็สูงมากจนอยู่ในระดับ "ยอดเยี่ยมเหนือคนวัยเดียวกัน" โดยความจำของเธอคล้ายกับคนที่ยังอยู่ในวัยเพียง 50 ปีเท่านั้น

สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับเหล่านักวิทยาศาสตร์มากที่สุด คือได้พบการพันกันของใยประสาทเซลล์สมอง (neurofibrillary tangle) เพียงปมเดียวเท่านั้น โดยอยู่ในเอนโทไรนัล คอร์เท็กซ์ (entorhinal cortex) หรือบริเวณหนึ่งของสมองส่วนกลีบขมับ ซึ่งเชื่อมต่อกับสมองหลายส่วนที่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความทรงจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความทรงจำเชิงพื้นที่, ความทรงจำภาพเหตุการณ์, และความทรงจำถึงเรื่องราวความเป็นมาในชีวิตของตนเอง

ปมของใยประสาทเซลล์สมองที่พันกันยุ่ง คือการสะสมตัวของโปรตีนทอ (tau protein) ในรูปของเส้นใยขนาดเล็ก โปรตีนที่พันกับเซลล์ประสาทชนิดนี้ ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานของสมอง แต่หากปมของเส้นใยโปรตีนที่พันกันสะสมตัวจนขยายใหญ่ขึ้น และยังแผ่กระจายไปทั่วสมอง อาจนำไปสู่การเสื่อมถอยของความคิดและความจำได้

นักวิจัยประจำโครงการศึกษาความชราขั้นสุดยอด บอกว่าการตรวจพบปมของใยประสาทเซลล์สมองเพียงจุดเดียวนั้น "ถือว่าเกิดขึ้นได้ยากมากในคนชราวัยขนาดนั้น...หาพบได้ยากแม้แต่ในกลุ่มคนที่ไม่มีประวัติความผิดปกติทางสมองเลย"

ดร.ซานดรา เวนทรอบ หนึ่งในหัวหน้าทีมวิจัยและอาจารย์ผู้สอนของมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ให้สัมภาษณ์กับรายการ "ตรวจสุขภาพ" หรือ Health Check ของบีบีซี ถึงจุดเริ่มต้นในการวิจัยสมองของสุดยอดคนชราว่า "สมองก้อนแรกที่มาจากสุดยอดคนชราของเรา มีปมของใยประสาทเซลล์สมองที่พันกันเพียงจุดเดียวเท่านั้น ซึ่งทำให้พวกเราหลงดีใจว่า พระเจ้า...เราได้ค้นพบความลับของการรักษาสมองให้คงความเยาว์วัยตลอดกาล นั่นก็คืออย่าให้เกิดปมของใยประสาท"

"แต่เมื่อเราได้ตัวอย่างสมองจากสุดยอดคนชรามาเป็นก้อนที่สอง พวกเรากลับต้องผิดหวัง เพราะมันเต็มไปด้วยปมของใยประสาท โดยมีอยู่มากเท่ากับของคนที่แพทย์วินิจฉัยว่าเสียชีวิตด้วยโรคอัลไซเมอร์เลย"

สุดยอดคนชราคือใคร ?

นักวิจัยประจำโครงการศึกษาความชราขั้นสุดยอด นิยามคำว่า "สุดยอดคนชรา" (Superager) ว่าหมายถึงคนที่อายุ 80 ปีขึ้นไป ซึ่งสามารถทำคะแนนในแบบทดสอบการจำคำศัพท์ ได้เทียบเท่ากับคนที่มีอายุน้อยกว่าตนเอง 20-30 ปี

นักวิจัยใช้แบบทดสอบ Rey Auditory Verbal Learning Test ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้กันแพร่หลายในการทดสอบทางประสาทจิตวิทยา เพื่อประเมินความสามารถในการจดจำ นอกจากนี้ยังมีการใช้แบบทดสอบอื่น ๆ เพื่อประเมินความสามารถในการใช้ความคิดวิเคราะห์อีกด้วย

Picture of a brain in the hand of a scientist, who is wearing rubber gloves and is holding it over a plastic tray.

ที่มาของภาพ, Shane Collins, Northwestern University

คำบรรยายภาพ, สุดยอดคนชราบางคนที่เข้าร่วมในงานศึกษาวิจัยบริจาคสมองของพวกเขาหลังจากเสียชีวิตลง

นักวิจัยเลือกใช้ความทรงจำภาพเหตุการณ์ (episodic memory) มาเป็นเกณฑ์หลักในการประเมินข้างต้น เนื่องจากเป็น "องค์ประกอบส่วนที่เสื่อมถอยมากที่สุด" เมื่อคนทั่วไปแก่ตัวลง

ด้วยเหตุนี้ เกณฑ์มาตรฐานของผู้ที่เข้าขั้น "สุดยอดคนชรา" จึงอยู่ในระดับสูงลิ่ว นั่นก็คือต้องมีความทรงจำที่แจ่มชัดและถูกต้องแม่นยำ เหมือนกับคนที่มีอายุน้อยกว่าตนเอง 30 ปี เป็นอย่างต่ำ

รศ.ดร.มอลลี เอ. แมเทอร์ จากภาควิชาจิตเวชและพฤติกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น บอกกับบีบีซีว่าผลการทดสอบความจำกับสุดยอดคนชรานั้น ออกมาเป็นที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง "มันเป็นความรู้สึกแบบทั้งทึ่งและช็อกอย่างล้วน ๆ เมื่อได้เห็นคนวัย 90 สามารถจดจำข้อมูลใหม่เข้าหัวได้ในปริมาณมหาศาล ทั้งที่ฉันเคยเห็นคนวัย 50-60 ปี พยายามจดจำข้อมูลใหม่ได้อย่างยากลำบาก ในการทดสอบความจำที่ง่ายกว่ามาก"

สมองของสุดยอดคนชรา ต่างจากคนแก่ทั่วไปอย่างไร

การมีอยู่ของคนกลุ่ม "สุดยอดคนชรา" ได้ท้าทายต่อความเชื่อดั้งเดิมที่ว่า ความเสื่อมถอยด้านการคิดวิเคราะห์และความจำ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อคนเราแก่ตัวลง

นักวิจัยพบว่าคุณตาคุณยายที่เป็นสุดยอดคนชรานั้น มีลักษณะปรากฏ (phenotype) หรือลักษณะต่าง ๆ ที่สังเกตเห็นได้เนื่องจากการแสดงออกของยีน แตกต่างจากคนทั่วไปที่อยู่ในวัยเดียวกัน ทั้งลักษณะปรากฏทางประสาทจิตวิทยา (neuropsychological phenotype) หรือความสามารถในการคิดและการจำ และลักษณะปรากฏทางประสาทชีววิทยา (neurobiological phenotype) ซึ่งก็คือโครงสร้างทางกายภาพของสมองนั่นเอง

Yvonne Gregwor pictured from behind, she has hair styed in small plaits and is wearing a purple tie dye t-shirt. She is looking at a folder on a page that is open on the picture of a screw.

ที่มาของภาพ, Shane Collins, Universidad de Northwestern

คำบรรยายภาพ, อีวอนน์ เกร็กวอร์ สุดยอดคนชรา ระหว่างการทดสอบที่แสดงรูปภาพของวัตถุ โดยบุคคลที่เข้ารับการทดสอบต้องเรียกชื่อของวัตถุนั้นให้เร็วที่สุด

ตัวอย่างเช่น "พวกเขามีปริมาตรของเนื้อสมองในส่วนเปลือกสมอง ไม่ต่างจากผู้ใหญ่ในวัยกลางคนที่ระบบประสาทปกติ ทั้งที่คนกลุ่มนี้มีอายุน้อยกว่าพวกเขา 20-30 ปี" ดร.แมเทอร์กล่าว

ปริมาตรของเนื้อสมองในส่วนเปลือกสมอง (cortical volume) หมายถึงปริมาณของเนื้อเยื่อในสมองส่วนเซเรบรัล คอร์เท็กซ์ (cerebral cortex) ซึ่งเป็นเปลือกชั้นนอก สมองส่วนนี้มีบทบาทสำคัญต่อจิตสำนึกและการคิดวิเคราะห์ นอกจากนี้ บางส่วนของมันยังมีความเกี่ยวข้องกับการประมวลผลด้านภาษาและความทรงจำด้วย

สิ่งที่นักวิจัยได้ค้นพบอีกอย่างหนึ่ง คือการที่สมองของสุดยอดคนชรามีเซลล์ประสาทชนิดฟอนอีโคโนโม (Von Economo Neuron – VEN) เป็นจำนวนสูงกว่าและหนาแน่นกว่าคนวัยเดียวกันมาก ทั้งยังมีอยู่มากกว่าคนทั่วไปที่อายุน้อยกว่าถึงหลายสิบปีด้วย

เชื่อกันว่าเซลล์ประสาทชนิดนี้ มีบทบาทสำคัญต่อปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และการพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมที่ซับซ้อนของมนุษย์ การค้นพบนี้สอดคล้องกับรายงานจากการเฝ้าสังเกตของนักวิจัย ซึ่งพบว่าบรรดาสุดยอดคนชรานั้น ส่วนใหญ่แล้วมีความสนใจและกระตือรือร้น ที่จะรักษาสายสัมพันธ์ทางสังคมของพวกเขาเอาไว้ให้แน่นแฟ้น

อย่างไรก็ตาม ดร.แมเทอร์อธิบายถึงความเกี่ยวข้องระหว่างเซลล์ประสาท VEN กับพฤติกรรมทางสังคมของสุดยอดคนชราว่า "เรายังไม่แน่ใจว่าสองสิ่งนี้ อะไรเป็นเหตุและอะไรเป็นผลกันแน่" เพราะจำนวนของเซลล์ประสาท VEN ที่มากกว่า อาจทำให้เกิดความสนใจที่จะเข้าสังคม ในขณะที่พฤติกรรมชอบเข้าสังคม ก็อาจทำให้เซลล์ประสาท VEN ทวีจำนวนเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

เมื่อตรวจสอบลึกลงไปในระดับเซลล์ นักวิจัยยังพบว่าสมองของสุดยอดคนชรา มีร่องรอยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ น้อยกว่าคนวัยเดียวกันมาก "ฉันว่ามันน่าประหลาดใจจริง ๆ ที่เหล่าสุดยอดคนชรานั้นสูงวัยถึง 80 หรือ 90 ปีแล้ว บางคนก็มีอายุมากกว่าร้อยปี แต่มีปมของใยประสาทเซลล์สมองที่พันกันน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนที่คาดเดาได้โดยเฉลี่ยของคนวัยเดียวกัน" ดร.แมเทอร์ กล่าวอธิบาย

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังคงไม่ทราบว่า เหตุใดสุดยอดคนชราจึงมีปมของใยประสาทเซลล์สมองที่พันกันน้อยกว่า แต่คาดว่าน่าจะมีสาเหตุบางอย่าง ที่ช่วยหยุดยั้งการก่อตัวของปมเส้นใยโปรตีนที่พันกันยุ่งเหล่านี้ได้ ส่วนเรื่องที่ว่ากลุ่มสุดยอดคนชราซึ่งมีปมของใยประสาทเซลล์สมองจำนวนมาก ยังคงมีความจำดีเหมือนคนอายุน้อยกว่าได้อย่างไรนั้น ยังคงเป็นปริศนาที่ต้องรอการไขให้กระจ่างต่อไป

พฤติกรรมหลากหลายรูปแบบ

ในคลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น นายราฟ เรย์บ็อก ซึ่งเกิดเมื่อปี 1934 และเป็นหนึ่งในสุดยอดคนชราที่เป็นอาสาสมัครผู้เข้าร่วมการวิจัย กล่าวว่า "ผมภูมิใจมากที่ได้เป็นสุดยอดคนชรา"

Shelves containing large glass boxes with lids, which all contain different brains and are labelled.

ที่มาของภาพ, Shane Collins, Northwestern University

คำบรรยายภาพ, "มันค่อนข้างลึกซึ้งจริง ๆ เมื่อคุณอยู่ในธนาคารสมองและคุณกำลังมองไปที่แหล่งที่มาของประสบการณ์ทั้งหมดของเราในฐานะมนุษย์" ดร.แมเทอร์ กล่าว

นับตั้งแต่โครงการวิจัยนี้ได้ก่อตั้งขึ้น มีสุดยอดคนชราเคยเข้าร่วมการศึกษาวิจัยแล้วถึง 290 ราย และมีการผ่าชันสูตรสมองของพวกเขาไปแล้ว 77 ครั้ง เพื่อทำความเข้าใจว่า เหตุใดสมองของคนกลุ่มนี้จึงมีความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองสูง จนไม่เกิดความเสื่อมถอยด้านความคิดและความจำ

ทุกวันนี้โครงการวิจัยดังกล่าว ยังคงมีสุดยอดคนชราที่ยังมีชีวิตอยู่ เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในการศึกษาวิจัยถึง 133 คน โดยเนื้อหาในบทความของมาร์ติน วิลสัน ระบุว่าลักษณะหรือพฤติกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของกลุ่มสุดยอดคนชรานั้น "ไม่มีอยู่จริง" เพราะพวกเขาแต่ละคนมีวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันออกไปมาก

"สุดยอดคนชราบางคน ดูจะปฏิบัติตัวตามคำแนะนำเพื่อการมีสุขภาพดีไปเสียทุกเรื่อง แต่อีกหลายคนกลับไม่ได้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มักสูบบุหรี่และดื่มสุราเป็นประจำ ไม่ชอบออกกำลังกาย นอนหลับไม่สนิท แถมยังเจอกับสถานการณ์เลวร้ายในชีวิตที่ทำให้เกิดความเครียดสูงด้วย" รายงานวิจัยเกี่ยวกับช่วง 25 ปีแรก ของโครงการศึกษาความชราขั้นสุดยอดระบุ

ดร.เกเฟน กล่าวเสริมในประเด็นนี้ว่า "แน่นอนว่าไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว แต่ใครจะรู้ว่าสักวันหนึ่ง เราจะได้ทราบถึงคำตอบของปริศนานี้ แต่ฉันคิดว่าเรายังคงห่างไกลจากการได้สูตรยาอายุวัฒนะ ที่แพทย์สามารถจะสั่งให้กับคนทั่วไปได้...นั่นเป็นเพราะปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ ที่ซับซ้อน จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ทั้งในเรื่องของชีววิทยา พันธุกรรม และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการฟื้นฟูตัวเองของสมอง"

ด้านดร.เวนทรอบ บอกกับบีบีซีว่า "คุณจะไม่กลายร่างเป็นสุดยอดคนชราโดยอัตโนมัติ เพียงเพราะคุณกินดี นอนดี จัดการกับความเครียด เลิกสูบบุหรี่ดื่มเหล้า หรืออะไรทำนองนั้น"

"แต่การรักษาสุขภาพดังข้างต้น จะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมในตอนที่คุณแก่ตัวลงอย่างแน่นอน ดังนั้นคำแนะนำของเราก็คือ ให้พยายามดูแลสุขภาพให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่จะลดความเสี่ยงต่อโรคภัย หากคุณทำได้ตามนั้นและมีพื้นฐานทางพันธุกรรมที่ดี ก็จะมีโอกาสได้เป็นสุดยอดคนชราสูงขึ้น"

ส่วนคำถามที่ว่า มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่ผู้พยายามดูแลรักสุขภาพ จะมีสมองที่คิดและจำได้อย่างมีประสิทธิภาพในตอนที่สูงวัย เหมือนกับกลุ่มสุดยอดคนชรา ดร.เวนทรอบ ได้ให้คำตอบในเรื่องนี้ว่า

"อย่างที่เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว สมองที่เป็นรูปแบบเฉพาะของสุดยอดคนชรานั้นไม่มีอยู่จริง สิ่งสุดยอดที่พวกเขามีอยู่ คือความจำและคุณภาพชีวิตที่ดีเยี่ยมโดยรวม"

ดร.เวนทรอบอธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อผ่าสมองของสุดยอดคนชราออกมาดูหลังพวกเขาเสียชีวิต จะพบว่าบางคนมีร่องรอยความเสียหายจากความชราน้อยมากหรือไม่มีเลย แต่อีกหลายคนก็มีก้อนโปรตีนซึ่งเกิดจากโรคอัลไซเมอร์มากเท่ากับคนทั่วไป ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้สูญเสียเซลล์ประสาทที่แข็งแรงได้ในคนส่วนใหญ่ นำไปสู่ภาวะบกพร่องทางการคิดและการจำ รวมทั้งภาวะสมองเสื่อมได้ในที่สุด

ดร.เวนทรอบ กล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า "ด้วยเหตุผลบางอย่าง ร่างกายของสุดยอดคนชราไม่ได้ผลิตโปรตีนที่เป็นโทษ ในอัตราที่มากเท่ากับคนแก่วัยเดียวกัน แต่ก็เป็นไปได้ด้วยว่า มีการผลิตโปรตีนดังกล่าวในปริมาณที่พอ ๆ กัน ทว่ามีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้สุดยอดคนชรา สามารถจะมีภูมิต้านทานต่อโปรตีนนี้ จนไม่เกิดความเสียหายต่อเซลล์ประสาทในสมองที่ยังมีสุขภาพดี นั่นคือปริศนาที่น่าตื่นเต้นในงานวิจัยของเรา"