หมีขั้วโลกเสี่ยงจากโรคภัยมากขึ้น ขณะที่ดินแดนอาร์กติกร้อนขึ้น

A polar bear mother and cubs

ที่มาของภาพ, USGS

คำบรรยายภาพ, ในเขตอาร์กติกที่กำลังร้อนขึ้น หมีขั้วโลกใช้เวลาอยู่บนผืนแผ่นดินมากขึ้น
    • Author, วิกตอเรีย กิลล์
    • Role, ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์

งานวิจัยจากสำนักสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Geological Survey -- USGS) เผยว่า อุณหภูมิสูงขึ้นในเขตอาร์กติก ทำให้หมีขั้วโลกต้องเผชิญความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และปรสิต เมื่อเปรียบเทียบกับ 30 ปีก่อน ที่มีโอกาสน้อยกว่า

การศึกษายังให้เบาะแสเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างโรคในหมีขั้วโลกกับการสูญเสียพื้นที่น้ำแข็ง นักวิทยาศาสตร์ได้ตรวจสอบตัวอย่างเลือดจากหมีบริเวณทะเลชุกชี ซึ่งอยู่ระหว่างอะแลสกาและรัสเซีย

ทีมวิจัยได้วิเคราะห์ตัวอย่างที่เก็บได้ระหว่างปี 1987-1994 และนำตัวอย่างเลือดมาเก็บและศึกษาซ้ำในอีกสามทศวรรษต่อมา ระหว่างปี 2008-2017 โดยพบว่า ตัวอย่างเลือดในช่วงหลังมีสัญญาณเคมีบ่งชี้ว่า หมีติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือปรสิตอย่างน้อยหนึ่งในห้าชนิด มีจำนวนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

Wildlife biologist Dr Karyn Rode from the US Geological Survey checks on a sedated wild polar bear in the Alaskan Arctic

ที่มาของภาพ, USGS

คำบรรยายภาพ, นักชีววิทยาสัตว์ป่า คารีน โรด (ที่ปรากฏในภาพขณะอยู่กับหมีขั้วโลกป่าที่ถูกทำให้สลบ) และทีมงานของเธอได้เก็บตัวอย่างเลือดจากหมีขั้วโลกในธรรมชาติเพื่อตรวจสอบสุขภาพของสัตว์เหล่านี้

การทราบผลกระทบต่อสุขภาพทางกายภาพของหมีขั้วโลกจากตัวอย่างเลือดนั้นเป็นเรื่องยาก แต่นักชีววิทยาสัตว์ป่าจากสำนักสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา อย่าง ดร.คารีน โรด กล่าวว่า ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า มีบางสิ่งกำลังเปลี่ยนแปลงไปทั่วทั้งระบบนิเวศแถบอาร์กติก

นักวิจัยได้ทดสอบเชื้อก่อโรคหกชนิดที่แตกต่างกัน ได้แก่ ไวรัส แบคทีเรีย และปรสิต ส่วนใหญ่พบในสัตว์บก แต่ก่อนหน้านี้เคยพบในสัตว์ทะเลด้วย เช่น สัตว์ที่หมีขั้วโลกล่าเป็นอาหาร

ดร.โรด กล่าวว่า การศึกษาได้ครอบคลุมช่วงเวลาสามทศวรรษ ซึ่งเป็นช่วงที่มีการสูญเสียพื้นที่น้ำแข็งจำนวนมาก และมีการใช้ที่ดินเพิ่มขึ้นในบริเวณที่หมีขั้วโลกอาศัยอยู่

“เราต้องการรู้ว่าการสัมผัสกับเชื้อเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ โดยเฉพาะเชื้อบางชนิดที่เราคิดว่าเกี่ยวข้องกับสัตว์บกเป็นหลัก”

หมีขั้วโลกติดเชื้อก่อโรค 5 ชนิดที่พบได้บ่อยขึ้น ได้แก่ ปรสิตสองชนิดที่ทำให้เกิดโรคท็อกโซพลาสโมซิส (โรคไข้ขี้แมว) และนีโอสโปโรซิส แบคทีเรียสองชนิดที่ทำให้เกิดโรคไข้กระต่าย (rabbit fever) และบรูเซลโลซิส (หรือโรคแท้งติดต่อ) รวมถึงไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้หัดสุนัข

“โดยทั่วไป หมีมีภูมิต้านทานโรคค่อนข้างแข็งแรง” ดร.โรดอธิบาย “โรคไม่ค่อยมีผลต่อประชากรหมี แต่สิ่งที่เราพบเน้นย้ำว่า ระบบนิเวศในอาร์กติกกำลังเปลี่ยนแปลงไป”

ข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับหมีขั้วโลก

  • ปัจจุบันมีหมีขั้วโลกเหลืออยู่ประมาณ 26,000 ตัวทั่วโลก โดยส่วนใหญ่อยู่ในแคนาดา นอกจากนี้ยังพบในสหรัฐฯ รัสเซีย กรีนแลนด์ และนอร์เวย์
  • หมีขั้วโลกถูกจัดให้อยู่ในสถานะ "เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์" โดยสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) โดยมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้จำนวนประชากรลดลง
  • หมีขั้วโลกเพศผู้โตเต็มวัยมีลำตัวยาวได้ถึง 3 เมตร และน้ำหนักเกือบ 600 กิโลกรัม
  • พวกมันสามารถกินไขมันสัตว์ได้มากถึง 45 กิโลกรัมในมื้อเดียว
  • หมีขั้วโลกมีประสาทรับกลิ่นที่ยอดเยี่ยม สามารถดมกลิ่นเหย้าได้จากระยะไกลถึง 16 กิโลเมตร
  • พวกมันมีความสามารถในการว่ายน้ำ เคยมีการพบเห็นว่าพวกมันว่ายน้ำห่างจากชายฝั่งถึง 100 กิโลเมตร และสามารถว่ายน้ำด้วยความเร็วประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนหนึ่งเพราะอุ้งเท้าของพวกมันมีลักษณะคล้ายพังผืด
A group of polar bears captured from a collar camera

ที่มาของภาพ, USGS

คำบรรยายภาพ, การศึกษาด้วยกล้องติดปลอกคอได้เปิดเผยว่า หมีขั้วโลกกินอะไรในช่วงฤดูร้อนที่ปราศจากน้ำแข็ง และยังบันทึกการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่น่าประหลาดใจอีกด้วย

ในสหรัฐอเมริกา หมีขั้วโลกถูกจัดให้อยู่ในสถานะ "สัตว์ใกล้สูญพันธุ์" นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่ออนาคตของพวกมันคือการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยบนแผ่นน้ำแข็งซึ่งหมีขั้วโลกต้องพึ่งพาเพื่อเป็นพื้นที่ล่าเหยื่อในทะเล

งานวิจัยก่อนหน้านี้ที่ใช้กล้องติดปลอกคอเพื่อติดตามพฤติกรรมพวกมันพบว่า เมื่อหมีขั้วโลกต้องใช้เวลามากขึ้นบนบกในช่วงที่ไม่มีน้ำแข็ง พวกมันไม่สามารถหาแคลอรีเพียงพอสำหรับความต้องการของร่างกายได้

ดร. โรดอธิบายว่า หมีขั้วโลกเป็นนักล่าสูงสุดในห่วงโซ่อาหาร

“งานวิจัยของเราชี้ให้เห็นว่าหมีได้รับเชื้อโรคบางชนิดผ่านทางเหยื่อที่พวกมันล่า”

“การเปลี่ยนแปลงในการสัมผัสเชื้อของหมีขั้วโลกสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่สัตว์ชนิดอื่น ๆ กำลังเผชิญด้วยเช่นกัน”

ผลการวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ PLOS One