เปิดภารกิจค้นหาอุกกาบาตเอเลียนใต้มหาสมุทรโลก

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ซาเรีย กอร์เวตต์
- Role, บีบีซีฟิวเจอร์
เชื่อกันว่า เศษซากของอุกกาบาตระหว่างดวงดาวแรก ยังคงจมอยู่ใต้มหาสมุทรแปซิฟิก แต่เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังรายหนึ่ง และทีมงานของเขา อ้างว่า ได้ค้นพบอุกกาบาต “เอเลียน” นี้แล้ว
ลึกลงไปใต้มหาสมุทรแปซิฟิก 1.6 กิโลเมตร สายเคเบิลสีเหล็ก ระโยงระยางด้วยเชือกสีม่วง กำลังแหวกว่ายอยู่กลางน้ำทะเลที่มืดสนิท มองไปอาจคล้ายปลากระเบนรูปร่างแปลกตา แต่นี่คือ “ตะขอเกี่ยวอันตรดารา” (อันตรดารา คือ ระหว่างดาวฤกษ์) ชิ้นแรกของโลก เป็นอุปกรณ์แปลกประหลาดที่ออกแบบโดยนักฟิสิกส์ชื่อดัง ดร.อาวี โลบ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
เขานำอุปกรณ์นี้มาใช้ เพื่อไล่ล่าวัตถุเอเลียน และมันอาจพบบางสิ่งเข้าแล้วก็เป็นได้
ย้อนไป 4 ปีก่อน โลบ กำลังคิดถึงโครงการแปลกประหลาดใหม่ให้ตัวเอง นั่นคือ ดาวเคราะห์น้อยรูปร่างประหลาด “โอมูอามูอา” ลักษณะเป็นแท่งยาวคล้ายซิการ์ ที่ทะยานผ่านโลกไปเมื่อเดือน ต.ค. ปี 2017 แล้วอันตรธานหายไปในอวกาศ
สำหรับเขาแล้ว ดาวเคราะห์น้อยนี้คือ “วัตถุอันตรดารา” หรือวัตถุที่เดินทางระหว่างดวงดาวที่โลกรู้จักเป็นครั้งแรก เขาเชื่อว่า มันเดินทางกว่า 600,000 ปี ข้ามจากดาวดวงหนึ่งมายังโลก
ความพยายามทำความเข้าใจดาวเคราะห์น้อยและปริศนาเบื้องหลังมัน ทำให้ โลบ ได้ฉายาใหม่ ว่า “นักล่าเอเลียนแห่งฮาร์วาร์ด” แล้วยังออกหนังสือขายดีติดอับดับ 1 เล่ม รวมถึงเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูจากเพื่อนนักวิทยาศาสตร์ในวงการ
ต่อมา โลบ ตัดสินใจค้นหาสิ่งแปลกปลอมอื่นในห้วงจักรวาล ด้วยความร่วมมือจากทีมนักศึกษามหาวิทยาลัย และบันทึกการเกิดลูกไฟเหนือท้องฟ้าทั่วโลกแบบออนไลน์ จนทำให้เขาได้มาพบกับ “ไอเอ็ม 1” (IM1) อุกกาบาตประหลาด ที่ระเบิดเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก เวลา 3.05 น. ของวันที่ 9 ม.ค. 2014
ตอนนี้ โลบ เชื่อแล้วว่า เขาได้ค้นพบเศษซากของผู้บุกรุกต่างดาว แต่ผงธุลีที่หาได้ยากยิ่ง ขนาดไม่ถึง 1 มิลลิเมตร จะเป็นเศษชิ้นส่วนจากระบบสุริยะอันห่างไกลหรือไม่
สิ่งย้ำเตือนสำคัญ
เป็นข้อเท็จจริงว่า ไม่มีมนุษย์คนใดได้พบกับวัตถุจากนอกระบบสุริยะ หรืออย่างน้อย ก็ยังไม่เคยมีบันทึกเป็นหลักฐาน
ตลอด 66 ปีของการสำรวจอวกาศ และภารกิจเก็บตัวอย่างวัตถุจากดวงจันทร์ พายุสุริยะ และดาวเคราะห์น้อย รวมถึงการค้นพบอุกกาบาตมากกว่า 70,000 ลูกบนพื้นผิวโลก แต่เศษชิ้นส่วนเหล่านี้ ที่กระจัดกระจายอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก ล้วนมาจากระบบสุริยะทั้งสิ้น
แม้แต่อุกกาบาตที่ชนโลกเมื่อ 66 ล้านปีก่อน จนทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธ์ ก็เชื่อว่ามาจาก “เมฆออร์ต” หรือชั้นเมฆในอวกาศที่ล้อมรอบระบบสุริยะ

ที่มาของภาพ, Getty Images
“ชุมชนวิทยาศาสตร์ดวงดาว รวบรวมองค์ความรู้มากมายเกี่ยวกับวัตถุเหล่านี้ แต่เรายังไม่เคยได้ศึกษาวัตถุจากระบบสุริยะอื่นเลย” มาร์ก ฟรายส์ ผู้ดูแลฝุ่นอวกาศของนาซา กล่าว “เรารู้ว่ามีระบบเหล่านี้อยู่ แต่เราไม่สามารถศึกษามันได้ในห้องทดลอง”
ทุกสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับอวกาศที่ไกลห่างจากระบบสุริยะ จะมาจากการสังเกตแสงที่เดินทางมาไกล 40 ล้านล้านกิโลเมตรมายังโลก จากระบบสุริยะอื่นที่อยู่ใกล้ที่สุด คือ อัลฟา เซนทอรี ที่เหลือก็ล้วนแล้วแต่เป็นการคาดเดาเชิงวิชาการ อ้างอิงจากหลักเคมีและฟิสิกส์
เหตุการณ์หายาก
ในแวบแรก “ไอเอ็ม 1” เป็นเพียงตัวเลขในฐานข้อมูลออนไลน์ ภายใต้ชื่อ “CNEOS 2014-01-08”
แม้จะมีนักดาราศาสตร์มืออาชีพราว 10,000 คน และนักดาราศาสตร์สมัครเล่นอีกหลายพันคน คอยสังเกตการณ์อวกาศอยู่บ่อย ๆ แต่หลายครั้งที่อุกกาบาตบางลูก หลุดรอดสายตามนุษย์ไปได้ เพราะท้องฟ้านั้นกว้างใหญ่เกินกว่าจะสังเกตการณ์ได้ทั้งหมด ไม่เพียงเท่านั้น กล้องโทรทรรศน์เองก็ไม่ละเอียดพอจะตรวจจับวัตถุขนาดเล็กได้
ดังนั้น เมื่อ “ไอเอ็ม 1” พุ่งตกใส่โลก จึงไม่มีใครสังเกตเห็น บันทึกที่เป็นหลักฐานการดำรงอยู่ของอุกกาบาตรนี้มาจากรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นข้อมูลจากระบบเซ็นเซอร์ที่บันทึกวิถีพุ่ง ความเร็ว และระดับความสูงของอุกกาบาต ตอนที่มันพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศโลกลงมายังมหาสมุทรแอตแลนติก ใกล้กับประเทศโปรตุเกส
รายละเอียดอื่น ๆ หากมีอยู่จริง จะพบอยู่ได้เฉพาะในเอกสารลับเท่านั้น ไม่ใช่เพราะ ไอเอ็ม 1 เป็นยูเอฟโอ แต่เพราะการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะมากไป จะเป็นการเผยถึงศักยภาพทางการทหารที่สหรัฐฯ มีมากเกินไป
แต่ข้อมูลเพียงเท่านั้น ก็เพียงพอจะสะกิดความสนใจของโลบแล้ว เพราะ “ไอเอ็ม 1” พุ่งตกลงมายังโลกด้วยความเร็วที่ประหลาด
ดวงดาวในกาแล็กซีทางช้างเผือกล้วนเคลื่อนไหวด้วยการโคจรรอบจุดศูนย์กลาง ในกรณีของดวงอาทิตย์นั้นการโคจรครบ 1 รอบ อาจใช้เวลาถึง 230 ล้านปี
เมื่อดาวฤกษ์เคลื่อนที่ ก็จะพาวัตถุต่างในระบบสุริยะนั้น ๆ ไปด้วย นั่นหมายความว่า วัตถุใด ๆ ที่เดินทางเข้ามาในระบบสุริยะของเรา จะมีความเร็วที่กำหนดไว้แล้วโดยดาวฤกษ์ของวัตถุนั้น ๆ และเมื่อวัตถุเคลื่อนเข้าใกล้รัศมีแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ มันก็จะ “ตก” เข้ามาหาดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ด้วยเหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์คาดว่า อุกกาบาตระหว่างดวงดาวจึงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่าอุกกาบาตทั่วไป

ที่มาของภาพ, Getty Images
แต่การวิเคราะห์ของ โลบ ชี้ว่า อุกกาบาต “ไอเอ็ม 1” ไม่เพียงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่มากกว่าระบบสุริยะที่มันดำรงอยู่ แต่มันยังเดินทางด้วยความเร็วสูงกว่าดวงดาวอื่นที่อยู่ใกล้เคียงถึง 95% ทำให้เขาเชื่อว่า อุกกาบาตนี้เดินทางมาจากดวงดาวอื่น ไม่เพียงเท่านั้น แม้จะรวมปัจจัยการเดินทางระหว่างดวงดาวเข้าไปแล้ว ก็ยังไม่แน่ชัดว่า อุกกาบาต “ไอเอ็ม 1” ทำความเร็วเช่นนั้นได้อย่างไร
ประการที่ 2 อุกกาบาตลูกนี้แข็งแกร่งมาก แทนที่จะแตกกระจายเมื่อผ่านเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก “ไอเอ็ม 1” กลับยังคงสภาพอยู่ได้จนกระทั่งถึงชั้นบรรยากาศส่วนล่าง ดังนั้น องค์ประกอบของอุกกาบาตเองก็เป็นปริศนา แต่ที่แน่ ๆ มันต้องมีความแข็งมากกว่าเหล็กเสียอีก
“เราพบว่า ความแข็งแกร่งขององค์ประกอบอุกกาบาตต้องมากกว่าหินอวกาศทั่วไป 2-3 เท่าตัว” โลบ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนจะเริ่มการสำรวจ
โลบ พร้อมด้วยเพื่อนนักวิทยาศาสตร์จากฮาร์วาร์ด ประเมินด้วยความมั่นใจ 99.999% ว่า อุกกาบาต “ไอเอ็ม 1” เป็นอุกกาบาตระหว่างดวงดาว ถือเป็นอุกกาบาตหายากลูกที่ 3 ที่เคยมีการค้นพบ ลูกแรกคือ “2I/Borisov” ที่ค้นพบเมื่อเดือน ส.ค. 2019 และ “โอมูอามูอา” เพียงแต่ครั้งนี้ อุกกาบาต “ไอเอ็ม 1” อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ก็มีอุปสรรคอยู่
เพราะเมื่อทีมวิจัยเขียนบทความถึงการค้นพบดังกล่าว วารสารวิทยาศาสตร์ปฏิเสธไม่ยอมตีพิมพ์ เพราะผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจทานบทความรู้สึกว่า ต้องมีรายละเอียดมากกว่านี้อีก ดังนั้น ภารกิจของโลบจึงต้องชะลอออกไป เพราะจำเป็นต้องเข้าถึงเอกสารลับของรัฐบาลสหรัฐฯ เสียก่อน
หลังยื่นอุทธรณ์ต่อทำเนียบขาวมานานหลายปี ในที่สุด ช่วงปีที่ผ่านมา นาซาได้รับจดหมาย ลงนามโดยพลโทแห่งกองกำลังอวกาศสหรัฐฯ และประทับด้วยตราสีน้ำเงินจากกระทรวงกลาโหม ยืนกรานว่า พวกเขาได้ตรวจสอบงานของโลบแล้วกับหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ที่ศูนย์ปฏิบัติการอวกาศสหรัฐฯ และยืนยันว่าข้อมูล “มีความเที่ยงตรงเพียงพอ” ที่บ่งชี้ว่า อุกกาบาตปริศนานี้มาจากอวกาศนอกระบบสุริยะของเรา
“นี่เป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก ที่กระทรวงกลาโหมจะมาปกป้องผม” โลบ กล่าว อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์นาซาบางคน ยังคลางแคลงใจ รวมถึง มาร์ก ฟรายส์ ผู้ดูแลฝุ่นอวกาศของนาซา ขณะที่ บีบีซีได้ติดต่อนักวิทยาศาสตร์อื่นอีก 2 คน แต่พวกเขาปฏิเสธไม่แสดงความเห็น เพราะไม่อยากไปเกี่ยวโยงกับคำกล่าวอ้างของโลบ
แต่หาก อุกกาบาต “ไอเอ็ม 1” มีคุณลักษณะอย่างที่โลบได้ค้นพบจริง มันก็ก่อให้เกิดคำถามตามมาหลายข้อ ซึ่งจนถึงตอนนี้ ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัด ไม่ว่าจะเป็นคำถามว่า อุกกาบาตนี้เกิดมาจากอะไร และทำไมมันเดินทางด้วยความเร็วที่สูงเช่นนี้

ที่มาของภาพ, Abraham Loeb
คำอธิบายนั้นมีหลากหลาย ทั้งแบบเป็นหลักการ อาทิ ทฤษฎีว่า อุกกาบาตเกิดจากซูเปอร์โนวา หรือการระเบิดของดวงดาวอันไกลโพ้น ไปจนถึงทฤษฎีเหลวไหล
ส่วนคำอธิบายของโลบนั้น กล้าถึงขนาดชี้ว่า อุกกาบาตนี้เป็นหลักฐานถึงเทคโนโลยีจากอารยธรรมเอเลียน ซึ่งได้รับการสนับสนุนน้อยมาก
เดวิด สเปอร์เกล ศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านชีวดาราศาสตร์ มหาวิทยาลัยพรินส์ตัน ที่กำลังนั่งเป็นประธานคณะกรรมการศึกษาอิสระในเรื่องการสังเกตการณ์บนท้องฟ้าแต่ไม่ใช่อากาศยาน หรือ UAPs เห็นพ้องว่า ไอเอ็ม 1 เป็นวัตถุที่น่าสนใจก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่า มันจะเป็นวัตถุที่สร้างขึ้นโดยสิ่งที่มีชีวิตทรงภูมิปัญญานอกโลก
ดังนั้น มีหนทางเดียวที่จะรู้ได้แน่ชัด
การค้นหาที่ต้องใช้ความกล้า
ทีมค้นหาอุกกาบาตของโลบ ขึ้นเรือซิลเวอร์สตาร์ เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2023 และเดินทางไปถึงมหาสมุทร บริเวณห่างจากเกาะมานูส์ของปาปัวนิวกินี ราว 84 กิโลเมตร ซึ่งเป็นจุดที่ทีมวิจัยประเมินข้อมูลจากกองทัพสหรัฐฯ และการอ่านค่าแรงสั่นสะเทือนในพื้นที่ แล้วพบว่า เป็นจุดที่เขาเชื่อว่า อุกกาบาตตกลงมา
เรือซิลเวอร์สตาร์ ซึ่งติดตั้ง “ตะขอเกี่ยวอันตรดารา” พร้อมด้วยเงินสนับสนุนกว่า 35 ล้านบาท จากผู้ก่อตั้งบริษัทบล็อกเชน คาร์ดาโน ทีมวิจัยได้เริ่มการเก็บตัวอย่างจากรอบนอกรัศมีจุดตกของอุกกาบาต เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับเศษชิ้นส่วนจากอุกกาบาติ ไอเอ็ม 1
“ตะขอเกี่ยวอันตรดารา” หรือ Interstellar Hook ออกแบบคล้ายแคร่เลื่อนใต้ทะเล ที่ลากจูงด้วยเชือกยาวจากบริเวณด้านหลังเรือซิลเวอร์สตาร์ มันจะทำการเก็บตัวอย่างที่อาจเป็นเศษชิ้นส่วนอุกกาบาต ด้วยแรงดูดจากแม่เหล็กชนิดพิเศษ

ที่มาของภาพ, Abraham Loeb
กระบวนการนี้มีความสำคัญมาก เพราะสิ่งที่โลบและทีมงานคาดหวัง มากกว่าเศษชิ้นส่วนขนาดใหญ่ คือ สเฟียรูลส์ (spherules) เป็นลูกทรงกรมจากเหล็กหรือแก้ว ขนาดเพียง 1 มิลลิเมตร ที่เกิดจากการเผาผลาญของอุกกาบาตตอนที่เกิดการระเบิด เป็นวัตถุที่มักพบบริเวณจุดตกของอุกกาบาตทั่วโลก
เมื่อปีที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์ ณ แหล่งฟอสซิลในรัฐนอร์ทดาโกตา ซึ่งเป็นสถานที่ที่เชื่อว่าไดโนเสาร์และสัตว์ดึกดำบรรพ์มากมาย ถูกฝังอยู่ในวันที่อุกกาบาตพุ่งชนโลก พวกเขาประกาศว่าได้พบสเฟียรูลส์ ภายในฟอสซิลปลา บริเวณเหงือกปลา จุดเดียวกับที่ปลาตัวนี้หายใจใต้น้ำเมื่อ 66 ล้านปีก่อน
แม้จะผ่านมาเกือบทศวรรษ นับแต่เศษชิ้นส่วนอุกกาบาตกระจัดกระจายเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ โลบ มั่นใจว่าอย่างน้อย สเฟียรูลส์บางส่วนจะยังฝังตัวอยู่ใต้พื้นที่มหาสมุทร และถ้า ไอเอ็ม 1 มีส่วนผสมของแม่เหล็กอย่างเหล็ก ซึ่งพบกันมากในอุกกาบาตต่าง ๆ แผนการของเขาก็มีแนวโน้มที่จะดูดจับอนุภาคขนาดจิ๋วนี้ขึ้นมาได้











