ฝ่ายค้านกล่าวหารัฐบาลแพทองธาร ปล่อยให้กองทัพมีปฏิบัติการไอโอ - เผย 46 รายชื่อเป้าหมายถูก "ล็อกเป้า"

ชยพล สท้อนดี สส. ประชาชน

ที่มาของภาพ, thai news pix

คำบรรยายภาพ, ชยพล สท้อนดี สส. กทม. จากพรรคประชาชน (ปชน.) เปิดอภิปรายว่าภายใต้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย (พท.) กองทัพยังคงมีปฏิบัติการไอโออยู่

ไฮไลท์สำคัญที่เกิดขึ้นในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีวันที่สองในช่วงค่ำที่ผ่านมา สส. ฝ่ายค้าน ได้เปิดอภิปรายต่อปฏิบัติการจิตวิทยาหรือไอโอของกองทัพที่คาบเกี่ยวและต่อเนื่องมายังรัฐบาลภายใต้การบริหารของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยกล่าวหานายกฯ ยอมให้กองทัพไม่ต้องถูกกำกับควบคุมโดยรัฐบาลพลเรือน ปล่อยให้ขบวนการไอโอของกองทัพสร้างความขัดแย้งในสังคม โจมตีตั้งแต่กลุ่มนักวิชาการที่ถูกกองทัพมองว่าเป็นฝ่ายเห็นต่างไปจนถึงบิดาของนายกฯ เอง

นี่คือปฏิบัติการภาคต่อหลังจากพรรคการเมืองสีส้ม เคยเปิดการอภิปรายประเด็น "ไอโอกองทัพ" มาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงปี 2563 เป็นอย่างน้อย

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องเป็นวันที่สอง เริ่มต้นในเวลา 08.00 น. ของวันนี้ (25 มี.ค.) หลังประธานสั่งพักการประชุมไปเมื่อเวลา 02.33 น. ซึ่งตั้งแต่ช่วงเช้า ฝ่ายค้านได้เปิดอภิปรายกรณี "ชายชั้น 14" การแก้ปัญหาอาชญากรรมหลอกลวงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และความล้มเหลวในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ

ในประเด็นปฏิบัติการไอโอกองทัพ นายชยพล สท้อนดี สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ได้ใช้เวลา 100 นาที ไล่เรียงรายละเอียดของปฏิบัติการไอโอ โดยปูเหตุการณ์มาตั้งแต่ช่วงก่อนการเลือกตั้งในเดือน พ.ค. 2566 และอ้างว่าการอภิปรายทั้งหมดอยู่บนข้อมูลของเอกสารของหน่วยไอโอของคนในกองทัพหรือไซเบอร์ทีม เอกสารได้จากเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจที่ "รักในประชาธิปไตย" เอกสารภายในของขบวนการไอโอของกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เอกสารการทำงานของไซเบอร์ทีมของศูนย์ปฏิบัติการ (ศปก.) ร่วมระหว่างทหารและตำรวจ และเอกสารประเมินภัยคุกคามของกองอำนวยการความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่นายกฯ เป็นผู้อำนวยการ

เนื้อหาการอภิปรายของ "ไอโอกองทัพ" ภาคต่อ ที่ถูกนำมาใช้ในการแสดงความไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร สรุปใจความได้ดังนี้

เผยไอโอกองทัพมีปฏิบัติการช่วงการเลือกตั้งปี 2566

นายชยพล สท้อนดี สส. กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า ตนเคยหวังไว้ว่าหลังจากขับไล่รัฐบาลจากคณะรัฐประหารออกจากการเมืองไทยไปได้แล้ว เรื่องเลวร้ายอย่างปฏิบัติการไอโอจะหมดไป แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ทำ "ดีลปีศาจ" ได้อำนาจทางการเมือง บิดาได้กลับบ้าน แลกกับการให้กองทัพเป็นเขตทหารที่พลเรือนเข้าไม่ได้ ขบวนการไอโอที่เกิดในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็เติบโตและเลวร้ายขึ้นกว่าเดิม ในยุคของนายกฯ ที่ชื่อ แพทองธาร

เขากล่าวว่าจากเอกสารคณะทำงานความมั่นคงพิเศษของกองทัพบก (ทบ.) ทำให้ทราบว่าช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2566 หน่วยศูนย์ปฏิบัติการร่วมฯ ระหว่างเหล่าทัพและตำรวจ ได้วิเคราะห์ว่ามีความเคลื่อนไหวต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงสั่งการให้ทุกเหล่าทัพจัดตั้ง "คณะทำงานความมั่นคงพิเศษ" ขึ้น เพื่อจัดทำข้อมูลโครงสร้างแนวทางการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงาน และบัญชีอินฟลูเอ็นเซอร์ ที่แต่ละหน่วยมีเสริมสร้างขึ้นใช้งานอยู่ในปัจจุบัน โดยจากเอกสารหลักฐานฉบับหนึ่งที่เขานำเสนอ เป็นหนังสือนำส่งกำลังพลของกองทัพเรือซึ่งมีหน้าที่เป็นอินฟลูเอ็นเซอร์จำนวน 131 ราย ลงวันที่ 30 ม.ค. 68 อินฟลูฯ แต่ละคนจะระบุชื่อผุ้ใช้ของตนเอง ในทุกแพลตฟอร์ม ทั้งเอ็กซ์ เฟซบุ๊ก ติ๊กตอก ยูทิวบ์ อินสตาแกรม โดยข้อมูลมีการระบุชื่อกำลังพล ตำแหน่ง ชื่อบัญชี ยอดคนติดตาม และยอดคนกดไลก์

เอกสารฉบับเดียวกันนี้ ยังสั่งการให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตาม "แผน IRC (Iformation Related Capabilities) หรือขีดความสามารถที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารที่จะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจต่อกลุ่มเป้าหมาย ให้เพิ่มการดำเนินการเชิงรุกต่อ HVT (High Value Targets) โดย IRC เป็นสิ่งที่กองทัพทั่วโลกทำแต่มีกลุ่มเป้าหมายคือ ศัตรู แต่กรณีนี้คือ กลุ่มเป้าหมายที่มีความสำคัญและมีผลกระทบต่อ "สถาบันสูง"

สส. ผู้ติดตามตรวจสอบกองทัพรายนี้ กล่าวว่า ปฏิบัติการไอโอได้มีการเปลี่ยนรูปแบบ จากเดิมที่แต่ละหน่วยแยกกันทำ แต่ช่วงก่อนการเลือกตั้ง ปี 2566 ไม่นานได้มีการจัดตั้งโครงสร้างไอโอขึ้นมาใหม่ให้มีเอกภาพ ตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงปฏิบัติการ และทุกเหล่าทัพจะไปรวมศูนย์ที่ศูนย์ปฏิบัติการร่วม

"เมื่อเป็นรัฐบาลพลเรือน แทนที่ขบวนการไอโอนี้จะถูกตรวจสอบ แต่กลับสบายดีและเติบโตอย่างน่ากลัว"

เปิดโครงสร้างไซเบอร์ทีม ไอโอกองทัพที่ปรับโครงสร้างใหม่

สส. จากพรรคประชาชน ได้เปิดโครงสร้างของทีมไซเบอร์ ซึ่งเป็นเอกสารลับที่สุด ประกอบไปด้วย

  • ระดับบุคลากร ได้แก่ หน่วยกองบัญชาการทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์, หน่วยเฉพาะกิจทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904, กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  • ระดับผู้บัญชาการ ได้แก่ เสนาธิการทหารบก, รองแม่ทัพภาคที่หนึ่ง, ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์, ผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองทางทหาร, ผอ.ศูนย์ไซเบอร์ทหารบก และผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ชยพล กล่าวต่อไปว่า บุคคลที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง 2566 ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลแพทองธาร ในปัจจุบัน ซึ่งคอยบัญชาการไซเบอร์ทีมนี้คือ รอง ผอ.ศปก.ร่วมฯ และเป็นอดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก คือ พล.อ.ธรรมนูญ วิถี ซึ่งนายชยพลระบุว่า เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการฟ้องร้องต่อนักกิจกรรมต่อต้านการรัฐประหารในยุค คสช. ช่วงแรก และการชุมนุมกลุ่มราษฎรในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

"โครงสร้างบัญชาการของไอโอตอนนี้ ดูจะสะท้อนสิ่งที่เรียกว่ารัฐซ้อนรัฐ หรือกองทัพซ้อนกองทัพได้เป็นอย่างดี ประเทศของเรากำลังเกิดกลไกที่อาศัยอำนาจรัฐซ้อนเข้าไปอยู่เหนืออำนาจของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง และยังเกิดของอำนาจของกองทัพที่ซ้อนขึ้นไปอยู่เหนือผู้บัญชาการกองทัพในระบบราชการปกติ และผู้นำรัฐบาลของเรานี่เองที่อนุญาตให้เรื่องแบบนี้เติบโตจนกลายเป็นมะเร็งร้ายเพื่อแลกกับการเข้าสู่อำนาจของคนตระกูลชินวัตร"

ชยพล

ที่มาของภาพ, ทีวีรัฐสภา

เผยวิธีการที่เป้าหมายของไอโอกองทัพถูกสอดแนมก่อนเลือกตั้ง 2566

จากเอกสารรายงานของไซเบอร์ทีม นายชยพลกล่าวว่า กลุ่มที่เป็นเป้าหมายในการติดตามของกองทัพ "จะถูกติดตาม สอดแนม ถูกขุดคุ้ยข้อมูลส่วนตัว มองหาจุดอ่อนต่าง ๆ และปั้นเรื่องขึ้นมาเป็นข้อมูล โดยเรียกข้อมูลชุดนี้ว่าเป็น "Dark side" หรือข้อมูลด้านมืดเพื่อใช้โจมตีเป้าหมาย" โดยเขาได้ยกตัวอย่างบุคคลที่ถูกติดตาม เช่น

  • พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียะเวส ข้อมูลตามเอกสารของไซเบอร์ทีมระบุว่า "มีพฤติกรรมต่อต้านรัฐบาลในขณะนั้น" และมีรายงานว่าทีมไซเบอร์ได้ดำเนินการสร้างภาพจำไปแล้ว 29 คอนเทนต์ โดยใช้ข้อมูล "ดาร์กไซด์" ต่าง ๆ เช่น การถูกยื่น ป.ป.ช. ให้ไต่สวนว่าปกปิดบัญชีทรัพย์สิน และขยายผลสร้างภาพจำว่ามีคดีทุจริตการจัดซื้อรถจักรยานยนต์ไทเกอร์ สมัยเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) อีกทั้งยังมีการสะกดรอยตาม และแอบถ่ายภาพยานพาหนะมาใส่ในรายงาน
  • น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ถูกระบุพฤติกรรมว่า "มีแนวคิดต่อต้านสถาบันฯ" และ "สนับสนุนกลุ่มเห็นต่าง" มีการสร้างภาพจำว่าพรรณิการ์เคยสนับสนุนแนวคิดของกลุ่มแนวร่วมคอมมิวนิสต์ในอดีต ทว่าภาพที่นำมาใช้ประกอบรายงานเป็นภาพขณะรายงานข่าวที่ดอยไตแลงซึ่งไม่เกี่ยวข้อง มีความพยายามปั้นเรื่องชู้สาว ถูกสะกดรอยตาม ตามถ่ายภาพ รู้ข้อมูลหมดว่าไปที่ใดบ้าง เจอใครบ้างในเวลาใด
  • พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตแคนดิเดตนายกฯ จากอดีตพรรคก้าวไกล (กก.) ซึ่งนายชยพลบอกว่าเป็น "ขวัญใจไอโอกองทัพ" พิธาถูกระบุว่า "มีพฤติกรรมต่อต้านสถาบันฯ" "ต่อต้านรัฐบาล" มีรายงานการดำเนินการทำข้อมูลดาร์กไซด์ ได้แก่ ด้อยค่าเรื่องการหาเสียง, ยุให้สร้างความแตกแยกภายในพรรค, บิดเบือนโจมตีเรื่องส่วนตัวต่าง ๆ

สส. ปชน. กล่าวว่า จากเอกสารทั้งหมดนี้เป็นปฏิบัติการไอโอในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งบ่งชี้ถึงเจตนาของกองทัพในการแทรกแซงการเมืองอย่างชัดเจน

"กองทัพไทยเจตนาแทรกแซงการเมือง โดยการทำไอโอในช่วงก่อนการเลือกตั้งอย่างชัดเจน นี่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และไม่ได้เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงหรือปกป้องสถาบันฯ เลย" เขากล่าว "เป้าหมายทางการเมืองของกองทัพยังมีอีกมากมายแต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพรรคส้ม"

กล่าวหา ปฏิบัติการไอโอกองทัพแอบแฝงสร้างภาพจำผูกติดกับ "สถาบันฯ"

สส.ชยพล ได้เปิดเผยเอกสารที่อ้างว่าเป็น "รายงานปฏิบัติการไซเบอร์ทีมรายสัปดาห์" ประจำวันที่ 17-23 ส.ค. 2567 หรือสัปดาห์แรกหลังจาก น.ส.แพทองธาร ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ และรายงานฯ ประจำวันที่ 19-25 ต.ค. 2567 หรือช่วงหลังจาก น.ส.แพทองธาร เข้าดำรงตำแหน่งนายกฯ เรียบร้อยแล้ว

นายชยพลกล่าวว่า ในรอบหนึ่งสัปดาห์หลังที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ขึ้นเป็นนายกฯ มีรายงานจำนวนโพสต์ในรอบหนึ่งสัปดาห์จำนวน 2,591 โพสต์ เฉพาะเรื่องเพจของหน่วยงานกองทัพต่าง ๆ ขณะเดียวกันเขาได้แสดงหน้าตาของเพจแฟนด้อมที่กองทัพสร้างขึ้น และเพจที่ไซเบอร์ทีมไอโอของกองทัพแทรกตัวเข้าไปสร้างคอนเทนต์ในกลุ่ม รวม 197 โพสต์ใน 63 กลุ่ม ซึ่งมีสมาชิกรวมกันกว่า 13 ล้านบัญชี

สส. ปชน. กล่าวต่อไปว่า ยังมีแผนงานของทีมไอโอเพื่อสร้างการรับรู้ในวันสำคัญต่าง ๆ ของแต่ละเดือน ซึ่งในสไลด์ประกอบการอภิปรายเป็นภาพของหน้าบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่โพสต์เกี่ยวกับวันสำคัญเกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์ เขากล่าวว่าการประชาสัมพันธ์เชิงบวกไม่ใช่เรื่องผิด "แต่ประเด็นที่เรายังไม่ได้ตระหนักคือ เป้าหมายแอบแฝงที่สำคัญของไอโอเหล่านี้ ได้แก่ การสร้างความรับรู้และภาพจำว่ากองทัพผูกติดกับสถาบันฯ เบื้องบน จนแยกจากกันไม่ออก"

ไอโอ

ที่มาของภาพ, thai news pix

"ปัญหาของการผูกภาพจำกับสถาบันเบื้องบนเหล่านี้ คือกลายเป็นว่าเรากำลังเอาภาพลักษณ์เชิงบวกของเบื้องบนมาเป็นเกราะป้องกันกองทัพอย่างไม่รู้ตัว เมื่อนักการเมือง นักวิชาการ ประชาชนวิจารณ์กองทัพ แทนที่กองทัพจะเปิดเผย โปร่งใส และยินดีให้ตรวจสอบกลับเจอการตอบโต้ด้วยการบอกว่ากองทัพมีภารกิจปกป้อง เป็นการปิดปากไม่ให้กองทัพถูกวิจารณ์และตรวจสอบ แล้วเช่นนี้กองทัพมีหน้าที่ปกป้อง (สถาบัน) หรือเอาสิ่งนี้มาปกป้องตัว ผมขอถามว่านี่ใช่สิ่งที่กองทัพพึงกระทำหรือไม่"

ประเด็นนี้ทำให้นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง ซึ่งเป็นประธานในที่ประชุม กล่าวเตือนถึงการกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในการอภิปราย และนายวิทยา แก้วภราดัย สส. บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้ประท้วงประธานให้ควบคุมการอภิปราย ต่อมานายวิโรจน์ลุกขึ้นประท้วงการทำหน้าที่ของประธานสภา เช่นกัน จึงทำให้นายพิเชษฐ์ วินิจฉัยว่า หากมีการกล่าวถึงสถาบันฯ อีก จะไม่ให้อภิปรายต่อ และวินิจฉัยไม่ให้กล่าวคำว่า "สถาบันฯ" หรือ "เบื้องบน"

พิเชษฐ์

ที่มาของภาพ, thai news pix

คำบรรยายภาพ, นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง ซึ่งเป็นประธานในที่ประชุม กล่าวเตือนถึงการกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในการอภิปรายหลายครั้ง

เปิด 46 รายชื่อกลุ่มเป้าหมายของไอโอ "ด้านมืด"

นายชยพล กล่าวต่อไปว่า มีการทำไอโอเพื่อตอบโต้กลุ่มเป้าหมายที่มีความสำคัญและมีผลกระทบต่อสถาบันฯ สูง (High Value Targets - HVT) โดยเขาได้เปิดเผยกลุ่มเป้าหมายฯ ดังกล่าวในยุคที่ น.ส.แพทองธาร เป็นนายกฯ ว่ามีทั้งสิ้น 46 ราย "โดยกองทัพได้มีการแบ่งงาน ล็อกเป้าโจมตีอย่างต่อเนื่อง"

สส. ปชน. กล่าวว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบได้แก่ กองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพต่าง ๆ รวมทั้งตำรวจ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย เช่น 1. กลุ่มทุนต่างชาติ ได้แก่ องค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล, องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์, สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย 2. กลุ่มผู้มีบทบาทในสังคม ประกอบด้วย ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์, สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, แอนดรู แมกเกรเกอร์ มาร์แชลล์, ธนาพล อิ๋วสกุล, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล, สมยศ พฤกษาเกษมสุข

3. กลุ่มสร้างกระแสชี้นำความคิดของเยาวชน เช่น สมบัติ บุญงามอนงค์, ชัยธวัช ตุลาธน, พรรณิการ์ วานิช, จอห์น วิญญู และ สส. พรรคประชาชนหลายคน

4. กลุ่มในสื่อออนไลน์ที่กระจายข้อมูลข่าวสาร เช่น กลุ่มเฟซบุ๊กรอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส 5. กลุ่มนักวิชาการ เช่น รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ, รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์, ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, สฤณี อาชวานันทกุล, ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ 6. กลุ่ม สส. พรรคประชาชน 22 คน

จากการเปิดเผยของ สส. ปชน. รายนี้อ้างด้วยว่า ในเอกสารรายงานยุทธศาสตร์ของไซเบอร์ทีม ระบุว่า มีรายชื่ออาจารย์ นักวิชาการ และนักกฎหมาย จำนวน 110 รายชื่อที่อยู่ระหว่างถูกตรวจสอบทัศนคติ

ปฏิบัติการไอโอกองทัพยุครัฐบาลเพื่อไทย

นายชยพล เปิดเผยถึงการปฏิบัติการไอโอที่เรียกว่า Direct Counter Measure หรือ DCM ทั้งรูปแบบ "รุก" เพื่อใส่ร้ายกลุ่มเป้าหมาย และ "รับ" เมื่อถูกวิจารณ์

เขายกตัวอย่างปฏิบัติการไอโอ DCM ในเอกสารรายงานของไซเบอร์ทีม ว่าทุกสัปดาห์กลุ่มเป้าหมาย ทำกิจกรรมใดบ้าง แสดงความคิดเห็นเรื่องใดบ้าง เมื่อเห็นว่ากลุ่มเป้าหมายทำอะไรจะมีข้อเสนอให้ดำเนินการต่อ เช่น ในสัปดาห์ดังกล่าว มีการพูดถึงการนิรโทษกรรม ทีมไซเบอร์เสนอให้ตอบโต้โดยเปิดโปงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของแกนนำที่ถูกดำเนินคดี ม. 112 ให้ตอบโต้ว่าคดี ม. 112 ไม่เกี่ยวอะไรกับการเมือง และไม่รวมใน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือการที่คณะรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ไม่รับร่าง พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ทีมไซเบอร์ก็เสนอให้อธิบายว่า พ.ร.บ. นี้ยังมีความไม่ชัดเจนและมีผลกระทบต่อกระทรวงกลาโหม

"ท่านนายกฯ ต้องขอบคุณทีมไอโอที่ช่วยให้รัฐบาลมีเหตุผลที่จะไม่ปฏิรูปกองทัพ" สส. พรรคส้ม กล่าว

นอกจากนี้ยังมีปฏิบัติการสร้างภาพจำรวม 2,080 คอนเทนต์ภายในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งนายชยพลกล่าวว่า บุคคลที่ถูกโจมตีจากปฏิบัติการไอโอ DCM มากครั้งบุคคลหนึ่งคือ รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่โดนไปคนเดียว 186 คอนเทนต์ หลังจากเพิ่งตีพิมพ์หนังสือเล่มใหม่ที่เกี่ยวกับความมั่นคงและกองทัพ

"ปฏิบัติการไอโอ DCM คือการด่าทอ ปั้นเรื่องด้อยค่าเป้าหมาย ทำรูปน่าเกลียดบ้าง จุดมุ่งหมายคือ การสร้างภาพจำที่ไม่ดี คอยตอกย้ำบ่อย ๆ ให้กับประชาชน"

ชยพลกล่าวถึงเทคนิควิธีการที่ขบวนการไอโอ ปฏิบัติการ DCM กับกลุ่มเป้าหมายแบบเชิงรุก โดยประกอบด้วยหลายมาตรการ กระทำต่อต่อเป้าหมาย 85 ราย รวมทั้งสิ้น 84,641 ครั้ง โดยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีการดำเนินการเจาะรหัสผ่านและบัญชีของนักการเมือง นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวหลายราย เช่น น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำกลุ่มราษฎร, สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านการเงิน เป็นต้น

"การโจมตีเป้าหมายที่เป็นพลเรือนทั่วไปแบบนี้ นี่ไม่ใช่ปฏิบัติการทางไซเบอร์ แต่เป็นอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นอาชญากร เป็นอาชญากรรมไซเบอร์ที่ดำเนินการโดยใช้ภาษีของประชาชน ใช้ทรัพยากรและบุคลากรของรัฐ" ชยพล ระบุ

แม้แต่ ทักษิณ ชินวัตร ยังติดลิสต์ไอโอกองทัพ

ชยพลกล่าวถึงประเด็นต่อไปว่า ในเอกสารของทีมไซเบอร์กองทัพ นอกจากจะมีรายงานการดำเนินงานตาม "ยุทธศาสตร์ฝ่ายเรา" แล้ว ยังมีการวิเคราะห์ "ยุทธศาสตร์ฝ่ายเห็นต่าง" ด้วย ฝ่ายเราคือกองทัพ ฝ่ายเห็นต่างก็คือขบวนการล้มล้างสถาบันฯ โดยชยพลแสดงเอกสารที่จัดทำขึ้นเมื่อปลายเดือน ต.ค. 2567 เป็นแผนภาพสรุป "ยุทธศาสตร์ฝ่ายเห็นต่าง"

"ยุทธศาสตร์ระยะสุดท้าย คือตั้งแต่ปี 2574 เป็นต้นไป ฝ่ายต่อต้านจะเริ่มกระบวนการล้มล้างสถาบันฯ โดยจะดำเนินนโยบายยกเลิก ม.112 จะเสนอ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม จะลดทอน 'สิ่งนั้น' (คำที่ถูกเปลี่ยนในการอภิปราย) จะยุบกองกำลังส่วนตัวของ 'สิ่งนั้น' ที่อยู่เหนือการควบคุมของรัฐบาล และจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ทั้งหมดทั้งปวงเป็นขั้นตอนที่จะนำไปสู่การยกเลิก 'สิ่งนั้น' ในที่สุด" นายชยพล กล่าว และบอกว่าการกล่าวหาว่าพวกตนยกเลิก "สิ่งนั้น" (ซึ่งหมายถึงสถาบันฯ) เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก และในฐานะที่เป็นพรรคการเมืองจากการเลือกตั้ง ประชาชนแยกแยะได้ ถ้าหากพรรคตนเป็นขบวนการล้มล้าง ประชาชนตัดสินแน่นอน"

"นี่ไม่ใช่กิจของกองทัพที่จะจับแพะชนแกะ จับโยงมั่วซั่ว และเหมารวมว่าคนนั้นคนนี้ว่าจะเป็นคนยกเลิก [สถาบันกษัตริย์]แบบนี้"

ชยพลกล่าวต่อว่า เพื่อให้ น.ส.แพทองธาร ได้เป็นนายกฯ และพวกพ้องครอบครัวเข้าสู่อำนาจ แทนที่จะนำกองทัพมาอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน แต่นายกฯ แพทองธาร กลับยอมให้กองทัพไม่ต้องถูกกำกับควบคุมโดยรัฐบาลพลเรือน ปล่อยให้ขบวนการไอโอของกองทัพ นำเรื่องนี้มาสร้างความขัดแย้งในสังคม แล้วมาใช้เป็นข้ออ้างให้กองทัพแทรกแซงทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองฝ่ายไหน ต่างก็ตกเป็นเป้าหมายของไอโอของทัพได้เพื่อผลประโยชน์ของนายพลบางกลุ่ม

"พวกนี้นอกจากจะโจมตีพวกผมแล้ว ในเพจ evil digger ไอโอของกองทัพเจ้าเดิม ท่านนายกฯ ทราบหรือไม่ว่า ตัวเองก็ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยเหมือนกัน คอนเทนต์นั้นโจมตีนายกฯ ว่าจะทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนให้กับกัมพูชาในกรณีเอ็มโอยู 44" สส. ปชน. กล่าว

ชยพล

ที่มาของภาพ, thai news pix

คำบรรยายภาพ, หลังจากเกิดการประท้วงของ สส. รัฐบาลหลายครั้ง ถึงการอภิปรายที่มีการเอ่ยถึงคำว่า "สถาบันฯ" นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ประธานในที่ประชุม ได้ตัดเวลาอภิปรายของนายชยพล ออกไป จากเดิมที่เหลือ 30 นาที ให้อภิปรายได้อีก 10 นาทีเท่านั้น และไม่ให้แสดงสไลด์ประกอบการอภิปรายเพราะปรากฏชื่อบุคคลภายนอกหลายคน โดยในภาพนี้เป็นภาพโพสต์ที่กล่าวหาว่าเป็น "ไอโอ" โจมตีนายทักษิณ ชินวัตร

ขณะที่มีนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร นั่งเป็นผู้อำนวยการ กอ.รมน. เอกสารระบุชื่อว่า "ประมาณการภัยคุกคามด้านความมั่นคงภายในราชอาณาจักร รอบ 1 ปี ห้วง 1 ต.ค. 67 ถึง 30 ก.ย. 68" โดยในประเด็นการประมาณการภัยคุกคามต่อสถาบันฯ หัวข้อ 4.1.2.1 ได้มีการระบุถึง "กลุ่มบุคคลที่แสวงหาผลประโยชน์โดยแอบอ้างสถาบันฯ" อยู่ด้วย ได้แก่ นายทักษิณ ชินวัตร, ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า, และนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายชยพล ประกาศกลางที่ประชุมสภา

"สุดท้ายก็ไม่มีใครรอด เพราะสำหรับนายพลบางกลุ่ม เขาต้องการผูกขาดความจงรักภักดีไว้กับกองทัพฝ่ายเดียว ส่วนคนอื่นนั้น ถ้าไม่ถูกใช้ประโยชน์ชั่วครั้งชั่วคราว ก็ถูกมองว่าเป็นบุคคลที่แสวงหาผลประโยชน์โดยแอบอ้างสถาบันฯ นี่คือตัวอย่างของความเลวร้ายจากการที่ท่านนายกฯ แพทองธาร ยอมปล่อยให้กลไกของกองทัพไม่ถูกกำกับควบคุมโดยรัฐบาลพลเรือน ปล่อยให้มีมือมืด ใช้ทรัพยากรของกองทัพเข้าแทรกแซงการเมือง" นายชยพลกล่าว พร้อมเผยหลักฐานหน้าเพจไอโอที่มีการโจมตีนายทักษิณ ชินวัตร บิดาของนายกฯ ในกรณีการขอพระราชทานอภัยโทษ

สำหรับประเด็นที่ สส. พรรคประชาชน เปิดอภิปรายเรื่องนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวชี้แจงโดยยืนยันว่า รัฐบาลนี้ไม่ได้มีนโยบายตามที่ฝ่ายค้านกล่าวมา และเพิ่งทราบข้อมูลจากฝ่ายค้านเช่นกัน แต่จะรับจะไปสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมดและหาหนทางในการแก้ไขหากเป็นความจริง

"แต่มันพูดยากเหมือนกันนะครับ เพราะว่าผมนั่งฟังท่านมา มันก็สับสนในข้อมูลเยอะเหมือนกัน หลายเรื่องเป็นเรื่องเก่า หลายเรื่องเป็นเรื่องไม่จริง อย่างที่ผมได้เคยชี้แจงไปแล้ว เพราะฉะนั้น ผมรับฟังและขอไปตรวจสอบอีกที จะให้ผมเชื่อไปเลยก็คงยาก... ขออนุญาตนำไปศึกษาปรับปรุงตรวจสอบ และสั่งผู้ใต้บังคับบัญชาหมดแล้วว่าช่วยไปตรวจสอบและนำมารายงานผม" นายภูมิธรรมกล่าว

ศิริกัญญา ซัดนายกฯ แก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบ "ขายผ้าเอาหน้ารอด" หากินกับบุญเก่า

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ระบุว่า จากการดำรงตำแหน่งของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งถือว่าประเทศไทยมี "นายกฯ แพ็คคู่" มา 7 เดือน เข้าใจแจ่มชัดว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจเหมือนที่เคยโฆษณา ภายใต้การบริหารของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ความเดือดร้อนขยายไปทุกหย่อมหญ้า ปัญหาเฉพาะหน้าแก้ไม่ได้ ปัญหาโครงสร้างไม่เคยพูดถึงอย่างจริงจัง ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้งเกษตรกร ชนชั้นแรงงาน ชนชั้นกลาง ไปจนถึงระดับนายทุน

น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ความสิ้นหวังไม่ได้มีแค่ชนชั้นกลางและชนชั้นล่างอย่างเดียว เพราะแม้แต่นักลงทุนในตลาดหุ้นก็ยังได้รับผลกระทบจากการบริหารของรัฐบาล น.ส. แพทองธาร แม้ตอนนายกฯ เข้ารับตำแหน่งหรือช่วง "พ่อนายกฯ" แสดงวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นจะดีดขึ้นกว่า 130 จุด แสดงความเชื่อมั่น แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมาเมื่อมีนโยบาย "วายุภักษ์ 2.0" มูลค่าตลาดหุ้นก็ร่วงลงไม่หยุด จนอยู่ในระดับเดียวกับปี 2555 หรือช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ทำให้มูลค่าของตลาดหายไป 3 ล้านล้านบาท เหมือนอยู่ดี ๆ เงินของนักลงทุนก็หายแว๊บไป 20%

"การจะลงทุนแต่ละตัวต้องเสี่ยงโชคยิ่งกว่าเดินเข้าเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ไม่รู้เจ้าของบริษัทจะป๊อกเมื่อไหร่ เพราะข่าวเรื่องการกำกับดูแลย่อหย่อน ปัญหาสภาพคล่อง ธรรมาภิบาล มันเต็มไปหมด รัฐบาลไม่สามารถออกมาตรการให้ความมั่นใจได้เลย จนตอนนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กจัดอันดับว่าเราเป็นดัชนีที่มีผลงานแย่ที่สุดในโลกจาก 92 ดัชนี และบอกว่ามาตรการพยุงตลาดหุ้นมันไม่ได้ผล กำลังล้มเหลว" น.ส.ศิริกัญญากล่าว และบอกต่อว่า เมื่อขึ้นมาดูในระดับเจ้าสัวนายทุน กำไรของบริษัทในตลาดหุ้นมี 925 บริษัทมีกำไรลดลงจากปีก่อน และ 1 ใน 3 ของบริษัทจดทะเบียนประสบการขาดทุน เหลือไม่กี่บริษัทที่มีความสัมพันธ์แนบชิดสนิทสนม ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นสัมปทานภาครัฐเท่านั้นที่ยังเติบโต บางเจ้าทำกำไรเติบโตสูงสุดตลอดกาล ไม่ว่าจะเป็นค้าปลีกรายใหญ่ หรือเจ้าตลาดมือถือ

ศิริกัญญา ตันสกุล

ที่มาของภาพ, thai news pix

หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรค ปชน. ได้ให้นิยามผลงานเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าเป็นการ "แก้ปัญหารายวัน ขายผ้าเอาหน้ารอด ให้ไฟล้นก้นจึงจะออกมาตรการ" ไม่เห็นภาพเลยว่ารัฐบาลมีแผนอย่างไร โครงการต่าง ๆ ค่อย ๆ ผุดขึ้นมาทีละวัน แต่ไม่มีแผนในภาพรวม อย่างโครงการแจกเงินหมื่นเฟสสองที่เห็นได้ชัดว่าเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ การบริโภคไม่ขึ้น และตอนนี้รัฐบาลก็ออกมาพูดว่าเป็นการสิ่งเสริมดิจิทัลอีโคโนมีแทน, การแก้หนี้ประชาชน โครงการ "คุณสู้เราช่วย" ที่มีคนผ่านหลักเกณฑ์แค่ 3 แสนรายจากที่ตั้งเป้าจะมีคนเข้าร่วม 1 ล้านคน แต่ยังไม่ทันผ่อนงวดแรก ตอนนี้กลับผุดเรื่องการซื้อหนี้ประชาชนขึ้นมาใหม่ทำให้อาจเกิดความทับซ้อน ตลอดจนใช้วิธีการเดิมในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อไปว่า เมื่อรัฐบาลบริหารเศรษฐกิจล้มเหลวและพอหมดมุกหลังชนฝาจึงเริ่มไป "ควักของเก่ามาขาย" หากินกับบุญเก่าของตัวเอง

"จะฟื้นความเชื่อมั่นก็ไปเอานโยบายในอดีตมาปัดฝุ่นทำใหม่ แปะชื่อใหม่ บางทีก็ใช้ชื่อเก่าไปซะเลย ก็นั่งอธิษฐานให้มันได้ผลแบบเดิม มาหมดไม่ว่าจะเป็นปลุกผีกองทุนหมู่บ้าน พักหนี้เกษตรกร ซื้อหนี้เสียมาไว้ที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ กองทุนวายุภักษ์ บ้านเอื้ออาทรก็รีแบรนด์เป็นบ้านเพื่อคนไทย โอดอส (หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน) ก็มา เรียกว่าขายของเก่ากิน" น.ส.ศิริกัญญา กล่าวพร้อมบอกว่า ในอดีตมีปัจจัยเรื่องสถานการณ์การค้าที่ดี แต่อยากจะเตือนว่า แต่ความสำเร็จในอดีต ไม่ได้การันตีความสำเร็จในอนาคต เพราะสถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไปมาก

"ปัจจุบันมันหมดบุญเก่าแล้ว ต้องใช้ฝีมือตัวเองจริง ๆ แล้วในการทำนโยบายเศรษฐกิจ ผลงานมันก็ออกมาอย่างที่เห็น แต่ไม่วายก็เอาของเก่าออกมาขายอยู่ดี หวังจะให้คนหลงเชื่ออีกรอบ แต่รอบนี้คนไม่หลงกลแล้ว นอกจากจะขุดของเก่าออกมาขาย ก็มีความฝันว่าจะไปได้ถึงดวงดาว แต่ก็ไปได้แค่ยอดมะพร้าว เพราะว่ามือไม่ถึง"

รองหัวหน้าพรรค ปชน. ทิ้งท้ายว่า ด้วยศักยภาพผู้นำของประเทศและพายุหมุนทางเศรฐกิจของแท้ที่กำลังจะมาและคลื่นลมจะปั่นป่วนกว่านี้อีกมาก หากจะให้เศรษฐกิจและประชาชนรอด "เราไม่สามารถมีผู้นำประเทศแบบนี้ได้จริง ๆ และไม่สามารถเอาอนาคตลูกหลานมาเสี่ยงได้อีกแล้ว" จึงไม่สามารถไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ได้อีกต่อไป

แพทองธาร

ที่มาของภาพ, thai news pix

นายกฯ ชี้แจงดิจิทัลวอลเล็ตทั้งตรงปกและ "โดนเป้า"

ด้าน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ชี้แจงการอภิปรายของฝ่ายค้านว่า ดิจิทัลวอลเล็ตเป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงของรัฐบาล แต่เรือธงลำนี้ ต้องเผชิญมรสุมการคัดค้านจากหลายองค์กร ซึ่งรัฐบาลก็พร้อมรับฟัง เพราะเป็นความเห็นที่มีประโยชน์และพยายามประคับประคองให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น สองเฟสแรกจึงต้องแจกเป็นเงินสด ซึ่งแม้จะถูกมองว่าไม่ตรงปก แต่ยืนยันว่าตรงเป้าแน่นอนเพราะทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจดีขึ้น และในเฟสที่ 3 ก็จะมีการแจกเป็นวอลเล็ตแบบเต็มรูปแบบ โดยเริ่มต้นจากเยาวชนอายุ 16-20 ปี ซึ่งมีพลังในการบริโภค และตื่นตัวทางเทคโนโลยี เพื่อยกระดับสังคมไทยเป็นสังคมดิจิทัล

"ดิฉันเชื่อมั่นว่าจะดิจิทัลวอลเล็ตเป็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ปกก็ตรง เป้าก็โดนอย่างแน่นอน" นายกฯ กล่าว

แพทองธาร โต้ฝ่ายค้าน "ถูกครอบงำโดยคนที่ไม่ใช่พ่อ"

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ระบุในการแถลงปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่าตนให้เกียรติผู้นำฝ่ายค้านและไม่เคยสงสัยในภาวะการเป็นผู้นำของนายณัฐพงษ์ โดยเน้นย้ำว่าผู้นำฝ่ายค้านและตนอายุไล่เลี่ยกัน อีกทั้งยังเผชิญชะตากรรมคล้าย ๆ กันบนเส้นทางการเมืองจึงควรจะเข้าใจซึ่งกันละกัน "เพราะว่าถ้าพรรคของดิฉันไม่ถูกกระทำทางการเมือง ในวันนี้เราอาจจะยังมีนายกฯ ที่ชื่อ ดร. ทักษิณ แล้วท่านก็อาจจะยังมีหัวหน้าพรรคที่ชื่อธนาธร ก็ได้" นายกฯ กล่าว

นอกจากนี้นายกฯ ยังระบุในเรื่อง การถูกกล่าวหาว่าถูกครอบงำโดยบิดาและอดีตนายกฯ นายทักษิณ ชินวัตร ว่าพรรคพรรคฝ่ายค้านเองก็มีข้อกล่าวหาเรื่องการถูกครอบงำอยู่เช่นเดียวกัน เพียงแต่มีข้อแตกต่างกัน

"ดิฉันถูกกล่าวหาว่าถูกครอบงำโดยคุณพ่อ ของท่านถูกครอบงำโดยคนที่ไม่ใช่พ่อ ก็มีความต่างกันค่ะ" น.ส.แพทองธาร ระบุ

ในเรื่องที่พรรคการเมืองฝ่ายค้านเรียกร้องนายกฯ ถึงภาวะความเป็นผู้นำ น.ส.แพทองธาร ตอบกลับพร้อมกล่าวอ้างถึงผู้นำฝ่ายค้านว่า "ท่านเรียกร้องให้ดิฉันแสดงภาวะการเป็นผู้นำ จริง ๆ ไม่ต้องเรียกร้องนะคะ เพราะว่าดิฉันก็ทำอยู่ตลอดเวลา แล้วก็มีการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลตลอด" โดยยังได้เสริมด้วยว่า ที่ฝ่ายค้านย้ำในหลาย ๆ ครั้ง เรียกร้องภาวะการเป็นผู้นำจากตน แท้จริงแล้วอาจแสดงว่าผู้พูดเองหรือไม่ที่ขาดสิ่งนั้น

แพทองธาร ชินวัตร

ที่มาของภาพ, thai news pix

น.ส.แพทองธาร ได้กล่าวต่อไปในประเด็นเรื่องดีลทางการเมืองว่าเป็นเรื่องที่ปกติ พรรคของตนก็เคยมีดีลข้อตกลงกับพรรคฝ่ายค้าน เพียงแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ "การเมืองทุกที่ในโลกใบนี้ ก็ต้องมีการดีลกันทั้งนั้น แล้วก็รัฐบาลของเราตั้งมา ก่อนหน้านี้รัฐบาลของเราก็ดีลกับพรรคของท่าน พรรคของท่านก็มาดีลกับพรรคของเรา เรายกมือโหวตให้แคนดิเดตนายกฯ ของท่าน ด้วยความที่เราก็เชื่อว่าท่านสามารถรวมเสียง สว. สำเร็จแล้ว" โดยเน้นย้ำว่าจนถึงปัจจุบันพรรค ปชน. เองไม่เคยยกมือให้แคนดิเดตจากพรรคของตนสักครั้งเดียว

นายกฯ กล่าวทิ้งท้ายถึงพรรคฝ่ายค้านก่อนจบการแถลงไว้ว่า "ไม่มีใครอยากที่จะเป็นผู้ [ถูก] กล่าวหา ในวันนี้เพื่อความชัดเจน แล้วก็สร้างแนวการเมืองแบบใหม่ ท่านก็ควรจะประกาศให้ชัดเจนไปเลยว่าสมัยหน้าท่านจะร่วม หรือไม่ร่วมกับใคร พูดให้ชัดตั้งแต่วันนี้ประชาชนก็จะได้เกิดความสบายใจ ขอบคุณค่ะ" น.ส.แพทองธาร กล่าว

ผู้นำฝ่ายค้านสรุปจบอภิปราย นายกฯ ขาดคุณสมบัติ 3 ด้าน

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวสรุปการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีโดยนิยามความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทยที่ผ่านมา 20 ปีจนถึงปัจจุบันไว้ว่า

"เมื่อ 20 ปีที่แล้วประเทศไทยสูญเสียทุกอย่างเพื่อเอาทักษิณออกนอกประเทศ แต่ 20 ปีถัดมาประเทศไทยกำลังจะสูญเสียทุกอย่างไปอีกครั้งเพื่อเอาทักษิณกลับมา" เนื่องจากวันนี้ พรรคเพื่อไทย แกนนำรัฐบาล ได้ไปร่วมขบวนการกับกลุ่มสนับสนุนรัฐประหารแล้ว

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า นายกฯ ขาดคุณสมบัติ 3 ประการ คือ ขาดความรู้ความสามารถ ขาดวุฒิภาวะ และขาดเจตจำนงทางการเมือง พร้อมกล่าวเสริมว่า ความรู้ความสามารถเป็นเรื่องที่เรียนรู้กันได้ และเพื่อเพิ่มวุฒิภาวะ นายกฯ เองก็ควรมานั่งฟังในสภามากขึ้นเพื่อเพิ่มการฟังมากกว่าพูด แต่ในเรื่องเจตจำนงการเมือง เหตุผลที่มาดำรงตำแหน่งนายกฯ ตอนนี้ ที่แท้จริงคืออะไร เนื่องจากนายกฯ ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ทางการเมืองที่เคยเกิดกับตนประหนึ่งว่าเป็นถูกกระทำเพียงคนเดียว

หัวหน้าพรรค ปชน. เรียกร้องให้นายกฯ หาทางออกให้กับปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น ซึ่งทั้งพรรคของตน และของนายกฯ เองต่างก็เคยถูกกระทำโดยการมุ่งมั่นแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไม่มีข้ออ้างใด ๆ

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า อีกประเด็นใหม่ที่นายกฯ กล่าวคือการอธิบายคำว่า "ดีล" ว่าเป็นเรื่องปกติในโลกการเมือง แต่สาระสำคัญของการอภิปรายในสองวันที่ผ่านมาคือ การมีดีลหรือการต่อรองต้องทำให้โปร่งใสและประชาชนได้ประโยชน์ จึงต้องกล่าวหาว่า เหตุและผลในการตัดสินใจทางนโยบายแต่ละด้าน และเหตุผลที่ต้องโกหกประชาชนผิดคำสัญญาไว้เกิดขึ้นเพราะอะไร

"คุณแพทองธารก็ไม่เคยเอาเหตุผลจริง ๆ มาคุยกัน หรือเพราะท่านพูดไม่ได้ เพราะดีลนั้นมันไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ แต่เป็นไปเพื่อครอบครัวและกลุ่มทุนใกล้ชิดเท่านั้น"

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

ที่มาของภาพ, thai news pix

คำบรรยายภาพ, นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ทวงคำถาม 7 ข้อที่ สส. ปชน. เปิดอภิปราย และขอให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มาให้คำตอบ

ผู้นำฝ่ายค้านได้ฝากคำถาม 7 ข้อจาก สส. พรรค ปชน. ถึงนายกฯ เรื่องภาษีการรับให้, การแก้ไขปัญหาเรื่องปลาหมอคางดำ, ฝุ่น pm 2.5, ค่าไฟฟ้าแพง , โรงแรมเทมส์ วัลเลย์ ที่เขาใหญ่ ซึ่งตั้งในพื้นที่หวงห้าม, กรณีรักษาตัวของนายทักษิณ ที่โรงพยาบาลตำรวจ ชั้น 14, และเรื่องขบวนการคอลเซ็นเตอร์

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า อย่างน้อยถ้านายกฯ จะแสดงออกว่ามีเจตจำนงทางการเมืองจริง เราอยากได้ยิน 3 ข้อจากรัฐบาล คือเมื่อไรที่รัฐบาลชุดนี้ ที่เราตั้งชื่อว่า "ดีลแลกประเทศ" จะหยุดเอาใจกลุ่มทุน กลุ่มอำนาจเดิม เลิกบิดเบือนกฎหมาย เปลี่ยนดำเป็นขาว และยังคงรอนายกฯ ใช้สิทธิพาดพิงอยู่ แต่ท่านก็ไม่มา จึงน่าเสียดายที่ประชาชนไม่ได้รับฟังคำตอบจากนายกฯ

"นายกรัฐมนตรีจงใจทำธุรกรรมอำพรางวางแผนเพื่อหนีภาษี อิงแอบกับกลุ่มทุน เอาใจอำนาจเก่า ละเว้นการใช้อำนาจหน้าที่ของตนเองในฐานะนายกรัฐมนตรี ท่านไม่มีความรู้ความสามารถ ท่านไม่มีความตั้งใจในการแก้ไขปัญหา เลือกหยิบตัวเลขดี ๆ มาบอกสังคม ท่านหนีความจริง ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ทำให้ตนไม่สามารถไว้วางใจนายกรัฐมนตรีให้ดำรงตำแหน่งได้อีกต่อไป" นายณัฐพงษ์กล่าว