"ไม่กล้าให้ลูกสาวไปโรงเรียน กลัวคนไทยจะมาหาเรื่อง" ฟังเสียงชาวกัมพูชาในไทย ท่ามกลางความขัดแย้งชายแดน

.

ที่มาของภาพ, Reuters

ผลจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. เป็นต้นมา ส่งผลให้ชาวไทยบริเวณชายแดนต้องอพยพลี้ภัยมาอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราว แต่อีกส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะดังกล่าว คือแรงงานชาวกัมพูชาข้ามชาติในประเทศไทย แม้พวกเขาไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่ชายแดนที่พิพาทกันก็ตาม

ในวันเดียวกันกับที่เกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาดังกล่าว ปรากฏรายงานข่าวว่า แรงงานกัมพูชาถูกทำร้ายร่างกายหลายกรณี เช่น เหตุการณ์ชาวไทย 8 คน รุมทำร้ายแรงงานกัมพูชา บาดเจ็บ 3 ราย ที่เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ หนึ่งในนั้นคือเพื่อนของ รัตน์ แรงงานชาวกัมพูชาที่ยินดีเล่าเรื่องราวให้บีบีซีไทยฟัง

"เพื่อนบ้านเมื่อวานเขาโดนคนไทยเขาตี เขากลับบ้าน [ที่กัมพูชา] เมื่อคืน เขากลัว" รัตน์ (นามสมมติ) แรงงานทำความสะอาดบ้านในไทยชาวกัมพูชา วัย 31 ปี ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยเมื่อวันที่ 31 ก.ค. ถึงสถานการณ์ของแรงงานชาวกัมพูชาใน จ.ระยอง ที่เธอทำงานอยู่

เธอ บอกด้วยว่า เพื่อนของเธอไม่ได้รู้จักกับหญิงไทยที่เข้ามาทำร้าย แต่หญิงไทย "เข้ามาถามแล้วก็ตีเลย"

ประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาแรงงานข้ามชาติในหลายภาคส่วน โดยชาติที่มีจำนวนแรงงานมากที่สุดในไทยคือ เมียนมา, กัมพูชา, ลาว, และเวียดนาม ตามลำดับ ดังนั้นการเลือกเดินทางกลับประเทศของแรงงานกัมพูชาอาจส่งผลต่อภาคธุรกิจในประเทศไทยด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะภาคส่วนที่พึ่งพาแรงงานกัมพูชาสูง เช่น อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ภาคการประมง และการก่อสร้าง

"ไม่กล้าให้ลูกสาวไปโรงเรียนเลยค่ะ"

.

ที่มาของภาพ, FACEBOOK

คำบรรยายภาพ, เฮง สัวร์ รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานและการฝึกอาชีพของกัมพูชา อ้างว่านี่เป็นภาพแรงงานชาวกัมพูชาที่ถูกคนไทยทำร้ายในประเทศไทย เขานำเสนอภาพนี้ต่อที่ประชุม ILO ด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 30 ก.ค. จดหมายข่าวประชาสัมพันธ์ของเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group - MWG) ระบุว่า มีเหตุแรงงานชาวกัมพูชาถูกทำร้ายและข่มขู่ในหลายพื้นที่ เช่น ใน จ.สมุทรปราการ จ.ระยอง หรือ กรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ห่างไกลจากบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีรายงานว่าแรงงานถูกด่าทอโดยไม่มีสาเหตุ ก่อกวนในที่ทำงาน ที่พัก หรือถึงขั้นถูกทำร้ายร่างกาย

รัตน์ ซึ่งทำงานในไทยมานานกว่า 13 ปี เล่าว่า สถานการณ์ความรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่เธอเห็นความรุนแรงทวีขึ้นออกนอกพื้นที่จากทั้งภาพและวีดีโอที่เธอเห็นตามโซเชียลมีเดีย หรือคำเล่าของเพื่อน ๆ ในละแวกใกล้เคียง

นั่นทำให้เธอกังวลอย่างมาก และไม่กล้าที่จะส่งลูกทั้ง 3 ของเธอ ซึ่งอาศัยอยู่ในไทยไปโรงเรียน

"ไม่กล้าให้ลูกสาวไปโรงเรียนเลยค่ะ ตอนนี้หยุดไปก่อน… กลัวว่าคนไทยจะมาหาเรื่อง [ลูกของเธอ]" รัตน์ กล่าวพร้อมเสริมว่า เรื่องเล่าจากเพื่อน ๆ แรงงานทำให้เธอเองไม่กล้าออกจากบ้านด้วย

"น้องสาวไปซื้อทุเรียน แล้วคนขายบอกว่าทำไมถึงไม่กลับบ้าน น้องก็บอกว่าไม่กลับ ไม่มีตังค์ เขาก็บอกว่าเขาเกลียดคนกัมพูชา พูดแบบนี้เลย กลัวว่าจะไม่ปลอดภัยค่ะ กลับจากทำงานก็ไปซื้อกับข้าว กลับมาก็เข้าบ้าน แล้วไม่กล้าเปิดประตูออกไปเลยค่ะ" เธอบอกกับบีบีซีไทย

รายงานข่าวเรื่องความไม่ปลอดภัยชองชาวกัมพูชาในไทยทำให้ญาติของรัตน์ที่อยู่กัมพูชา ขอร้องให้เธอเดินทางกลับประเทศด้วย แต่เธอยังไม่ตัดสินใจและจะรอดูสถานการณ์ก่อน

"เขา [ญาติ] บอกว่าเขาเป็นห่วง เราบอกว่ายังไม่กลับ รอดูสถานการณ์ก่อน ถ้าสถานการณ์ดีขึ้นก็อยู่ที่นี่ต่อ ถ้าไม่ดีขึ้นก็กลับ" รัตน์ที่พูดภาษาไทยได้บอกกับบีบีซีไทย

ล่าสุดวันนี้ (4 ส.ค.) รัตน์ยังยืนยันกับบีบีซีไทยว่า ตอนนี้เธอยังอยู่ในประเทศไทย และยังไม่มีแผนเดินทางกลับกัมพูชา แม้เธอจะกังวลว่าการปะทะชายแดนจะรุนแรงขึ้นก็ตาม

"ถ้าประเทศไทยไม่ไล่คนกัมพูชา เราก็ไม่กลับ" เธอบอก

ด้าน พงศ์ (นามสมมติ)แรงงานชายชาวกัมพูชาอีกรายที่ทำงานเป็นล่ามใน จ.ชลบุรี บอกกับบีบีซีไทยว่า เมื่อครอบครัวของตนที่กัมพูชาได้ยินข่าวเรื่องแรงงานกัมพูชาถูกทำร้ายในไทย ทั้งภรรยาและลูกต่างกังวลและบอกให้ตนข้ามชายแดนกลับประเทศกัมพูชา

"ครอบครัวที่อยู่กัมพูชา เขาก็โทรมาบอกว่าให้กลับเลยครับ… เขาห่วงมากเลย ลูกก็คิดถึงอยากให้กลับบ้าน ผมก็อยากกลับบ้านอยู่ แต่ตอนนี้กลับไปแล้วมันเข้ามา [ไทย] ลำบาก ผมก็เลยรอดูสถานการณ์ก่อน"

แม้พงศ์จะไม่เคยถูกข่มขู่หรือทำร้าย แต่เพื่อนแรงงานในจังหวัดเดียวกันก็ถูกกลุ่มวัยรุ่นเข้ามาข่มขู่ และเขาก็เห็นมีการถ่ายทอดสดล่าคนกัมพูชาในเฟซบุ๊กด้วย

"มีวัยรุ่นมาถาม เขาถามว่าคุยแบบกัมพูชา กลับบ้านไปเลย ไม่ต้องมาอยู่ วัยรุ่นเขาทำร้ายแน่ เขาพูดว่า พวกเราเอาจริงนะ ก็เลยไม่กล้าออกไปเลยครับ เขาเห็นคน live (ถ่ายทอดสด) ในเฟซบุ๊ก บอกว่าถ้าเห็นคนกัมพูชาตรงไหนให้บอกคนไทยต่อ ๆ กัน" พงศ์ เล่าให้บีบีซีไทยฟัง

แม้เจ้าของห้องเช่าที่พงศ์อาศัยอยู่จะพยายามโน้มน้าวให้เขาอยู่ไทยทำงานต่อ แต่พงศ์ยอมรับว่าตนกลัวเรื่องความปลอดภัย และเขายังต้องทำงานเพื่อเลี้ยงครอบครัว ซึ่งหากเขาเดินทางกลับกัมพูชาก็กังวลว่าจะไม่มีงานทำ

"เขา [เจ้าของหอพัก] บอกว่าดูสถานการณ์ก่อน ตอนนี้เป็นนโยบายผู้นำประเทศ เราเป็นคนทำงานธรรมดา เราทำงานไปไม่ต้องคิดถึงขนาดนั้นหรอก แต่จริง ๆ เขาพูดง่าย แต่ตอนนี้เราอยู่แบบไม่สบายใจ มีอะไรให้คิดเยอะ… ถ้าสถานการณ์ [การปะทะ] ไม่ลดลง ลำบากครับ ไม่มีงานทำแน่นอน เพราะว่าเรารู้แล้วที่ฝั่งนู้น [กัมพูชา] งานไม่พอสำหรับคนกัมพูชา" พงศ์ บอก

ด้าน นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ระบุเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ว่า เขาไม่นิ่งนอนใจต่อวิดีโอที่ไม่เหมาะสมต่อแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในไทยที่ถูกเผยแพร่ตามสื่อ และได้สั่งการหลายหน่วยงานให้ลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยล่าสุดได้รับการยืนยันแล้วว่า "ไม่พบการทำร้ายแรงงานกัมพูชาในไทย"

หากขาดแคลนแรงงานกัมพูชา อุตสาหกรรมใดจะได้รับผลกระทบ ?

ผลกระทบของสถานการณ์ความตึงเครียดที่เป็นผลจากการปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมาได้ลุกลามสู่ภาคเศรษฐกิจ เมื่อแรงงานกัมพูชาหลายแสนคนเริ่มทยอยเดินทางกลับประเทศ

"ตัวเลข [แรงงานกัมพูชา] ที่กลับ ปัจจุบันน่าจะอยู่ที่ราว 300,000 - 400,000 คน" อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) บอกกับบีบีซีไทย

ทั้งนี้ ไทยมีแรงงานกัมพูชาในประเทศทั้งหมดมากกว่า 500,000 ราย ในเดือน มิ.ย. 2568

รายงานสถานการณ์แรงงานกัมพูชาของ MWG ระบุด้วยว่า แรงงานชาวกัมพูชาทยอยกลับประเทศตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยวันที่มีการข้ามแดนสูงสุดคือวันที่ 27 ก.ค. ที่มียอดประมาณ 100,000 คน

นี่จะส่งผลให้หลายภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ เผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างเฉียบพลัน และอาจส่งผลให้ธุรกิจขนาดเล็กและกลางบางแห่งต้องหยุดกิจการ

"ที่กระทบหนักเลยคือ เกษตรตามฤดูกาลที่ชายแดน ซึ่งประมาณเดือน ก.ย.-ต.ค. คือเกษตรไร่อ้อยกับลำไยในโซนภาคตะวันออก กำลังแรงงานที่ต้องการอยู่สัก 30,000-40,000 คน ที่ต้องการจริง ๆ ถ้าเกิดไม่ได้ ฝั่งนี้กระทบแน่ ๆ เพราะต้องรีบเก็บและส่วนใหญ่ส่งออกไปจีน" อดิศร ระบุ

เขาอธิบายด้วยว่า อีกภาคส่วนที่กระทบหนักคือภาคการก่อสร้าง "เพราะว่าต่อให้เรามีแรงงานพม่าเข้ามาแทน แต่มันก็ยังไม่พอในเชิงการจัดการ" โดยเขาประเมินว่า หากความตึงเครียดบริเวณชายแดนยังดำเนินต่อไป เศรษฐกิจขนาดเล็กและกลางในประเทศไทยจะเผชิญปัญหา

"เพราะว่าส่วนใหญ่แรงงานกัมพูชาเข้ามาทำเอสเอ็มอีเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นแบบนี้อยู่ มันจะทำให้เศรษฐกิจฐานรากประมาณสัก 20-30% กระทบแน่นอน" อดิศร บอกกับบีบีซีไทย

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลหลังกัมพูชารายงานประเด็นไทยละเมิดสิทธิแรงงานต่อ ILO

เมื่อวันที่ 28 ก.ค. สำนักงานข่าวพนมเปญโพสต์รายงานว่า เฮง สัวร์ รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานและการฝึกอาชีพของกัมพูชา ได้เอ่ยถึงประเด็นชาวไทยทำร้ายแรงงานกัมพูชาในประเทศ ในวงประชุมที่มีองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization - ILO) อยู่ และเปิดเผยรูปภาพบาดแผลของแรงงานกัมพูชาที่ถูกทำร้าย โดยเรียกการกระทำเช่นนี้ว่าเป็นเรื่องที่ "ยอมรับไม่ได้และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง"

เขาระบุด้วยว่า มีแรงงานกัมพูชากว่า 4 แสนคนเดินทางกลับประเทศในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา และกระทรวงฯ ได้ออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องแบนสินค้าและบริการของไทย

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ตรงกับข้อมูลที่ รมว.แรงงานของไทย ระบุว่า ปัจจุบันมีแรงงานกัมพูชาในระบบที่เดินทางกลับประเทศราว 20,000 คน ส่วนแรงงานนอกระบบ "ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน" และตัวเลขดังกล่าวยังไม่ถึงระดับที่ก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยกระทรวงฯ มีแผนพิจารณานำเข้าแรงงานจากศรีลังกา เพื่อมาทดแทนแรงงานที่หายไป

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังได้ส่งหนังสือชี้แจงไปยัง ILO อธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพียงการทะเลาะวิวาททั่วไป ไม่ใช่การละเมิดสิทธิมนุษยชน และยังเรียนเชิญตัวแทน ILO เข้าตรวจสอบสถานประกอบการวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา เพื่อยืนยันว่าไม่มีการละเมิดสิทธิแรงงาน

.

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, เฮง สัวร์ รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานและการฝึกอาชีพของกัมพูชา อ้างว่าแรงงานกัมพูชากว่า 4 แสนคนเดินทางกลับประเทศในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา สาเหตุหนึ่งมาจากการถูกข่มขู่หรือทำร้ายร่างกาย

ด้านผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ระบุถึงข้อกล่าวหาต่อประเทศไทยของกัมพูชาต่อที่ประชุม ILO ว่า ไทยควรมีการจัดการเกี่ยวกับภาพลักษณ์บทเวทีโลกให้มากขึ้น

"ตอนนี้เรามองแต่การปะทะบริเวณชายแดน แต่เราไม่ได้ดูตรงแรงปะทะในเวทีประชาคมโลก ผมเชื่อว่ารัฐไทยควรหันมาดูภาพลักษณ์ตรงนี้ให้ชัดเจนมากขึ้น" อดิศรกล่าว พร้อมอธิบายถึงข้อเสนอแนะ 3 ข้อ เพื่อจัดการกับปัญหาแรงงานกัมพูชาทยอยกลับประเทศ, การขาดแคลนแรงงาน, และการส่งเสริมความเกลียดชังเชื้อชาติ ดังนี้

  • รักษาแรงงานกัมพูชาที่ยังอยู่ในประเทศด้วยการสร้างความเชื่อมั่น ลงพื้นที่ตรวจสอบการละเมิดสิทธิแรงงาน ลดกระแสความขัดแย้ง จัดการเรื่อง "กระแสไล่ล่า" ชาวกัมพูชา
  • มาตรการรองรับการขาดแคลนแรงงานในระยะสั้น เช่น การอำนวยความสะดวกเรื่องเอกสารการกลับเข้ามาทำงานของแรงงานกัมพูชา
  • การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชนของไทยและกัมพูชา

"ผมว่า มีการสร้างคอนเทนต์ (ในเชิงสร้างความเกลียดชัง)... แต่เราตัดกัมพูชาจากแรงงานไม่ได้ เราพึ่งพากันมาตลอด อย่าเพิ่งไปด่วนตัดว่าเราจะไม่เอากัมพูชาแล้ว อาจต้องมานั่งคิด (หาทางออก) อย่างไรในเชิงระยะยาว" อดิศร กล่าวทิ้งท้าย