คังคุไบ : ก้อง ฤทธิ์ดี, "Filmsick" กับ หนังอินเดียทางเน็ตฟลิกซ์ที่กำลังเป็นกระแสในไทย

นางเอก

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นางเอกดัง อาเลีย บาตต์

ผลงานของผู้กำกับ สัญชัย ลีลา พันสาลี (Sanjay Leela Bhansali) บอกเล่าเรื่องราวของ "คังคุไบ" หญิงสาวที่ถูกสามีหลอกเอามาขายให้ซ่องในนครมุมไบของอินเดีย จากที่เคยวาดฝันอยากจะเป็นนักแสดงดัง นางเอกของเรื่องยอมรับชะตากรรมที่ต้องกลายเป็นหญิงขายบริการทางเพศ แต่ขณะเดียวกันก็เริ่มลุกขึ้นต่อสู้เพื่อสิทธิของเพื่อนร่วมอาชีพคนอื่น ๆ

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือ"Mafia Queen of Mumbai" ที่พูดถึง คังคุไบ กาฐิยาวาฑี ผู้ค้าบริการทางเพศชาวอินเดียในยุคทศวรรษ 60 ผู้ก้าวขึ้นมาเป็นทั้งแม่เล้าและนักเคลื่อนไหวทางสังคม ทำงานเพื่อสิทธิของผู้ค้าบริการทางเพศและสวัสดิการของเด็กกำพร้า

และตัวละครตัวนี้นี่เองที่ปลุกกระแสให้คนจำนวนมากโพสต์รูปตัวเองใส่ชุดส่าหรีสีขาวพร้อมแว่นดำลงโซเชียลมีเดีย โดยในจำนวนนี้มีทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ด้วย โดยทรงโพสต์อินสตาแกรมส่วนพระองค์ @nichax พร้อมข้อความระบุว่า "ทนไม่ไหว อยากเป็น "คังคุไบ" Gangubai Kathiawadi กะเขาบ้าง!#เพราะเราเป็นกำลังใจให้กัน #ไม่ว่างไม่ใช่ไม่สวย #gangubaikathiawadi #คังคุไบ @aliaabhatt"

อย่างไรก็ดี "คังคุไบ" ไม่ได้เป็นกระแสในไทยเท่านั้น หนังสือพิมพ์ฮินดูสถานไทมส์ รายงานว่า เมื่อต้นเดือน พ.ค. "หญิงแกร่งแห่งมุมไบ" กลายเป็นภาพยนตร์บนเน็ตฟลิกซ์ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดทั่วโลก และยังติด 10 อันดับแรกของภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดใน 25 ประเทศ อาทิ แคนาดา สหราชอาณาจักร และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

สัญชัย ลีลา พันสาลี

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สัญชัย ลีลา พันสาลี

วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา หรือ "Filmsick" นักวิจารณ์ภาพยนตร์ บอกกับบีบีซีไทยว่า "คังคุไบ" จัดเป็นภาพยนตร์ที่ถือว่าดูสนุก เขา "ไม่ได้เกลียด ไม่ได้เบื่อ" แต่ก็อาจจะต่ำกว่ามาตรฐานของภาพยนตร์อินเดียกระแสหลักเรื่องอื่น ๆ ที่เคยดูมา

เขาอธิบายต่อว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความ "สะอาด" โดยหมายความว่าไม่ได้มีความ "ดราม่า" และ "รุนแรงทางใจ" มากเท่ากับภาพยนตร์อินเดียกระแสหลักทั่ว ๆ ไป

"มันไม่ไปยุ่งอยู่กับความเสียอกเสียใจนาน ตลอดทั้งเรื่องมันเสียใจแปบเดียวแล้วก็ลุกขึ้นมาสู้เลย แล้วหนังก็ให้เวลากับตัวละครยืนทำท่าเท่ ๆ สวย ๆ ปัง ๆ ไปเรื่อย ๆ" วิวัฒน์อธิบาย

นอกจากกลยุทธ์ทางการตลาดแล้ว วิวัฒน์มองว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นกระแสอาจเป็นองค์ประกอบในตัวภาพยนตร์ อาทิ ตัวละคร ที่ "ฉูดฉาดถูกใจคน …เอื้อต่อการ cover (ทำตาม) บนติ๊กต็อก"

"ผมให้น้ำหนักกระแสการเอาสิ่งนี้ไปเป็นมีม (meme) ได้ มากกว่าตัวหนังโดยตรง" วิวัฒน์กล่าว "ผมให้น้ำหนักสิ่งที่อยู่แวดล้อมมากกว่าตัวมัน (ภาพยนตร์) โดยตรง ตัวละครเอกเป็นผู้หญิงสวย ๆ เฟียซ ๆ (อาจแปลเป็นไทยได้ว่าคนที่ดูมีความกล้า เฉี่ยวและเปรี้ยว) เอามาทำเป็นมีมได้ เล่นสนุกได้ ในขณะเดียวกันคุณภาพหนังมันก็ไม่ได้แย่ เพราะฉะนั้นคนดูแล้วก็รู้สึกว่าติดตามได้ง่าย ไม่อาร์ตมาก แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้หนักมือเหมือนหนังเมนสตรีม (กระแสหลัก) ทั่วไป"

วิวัฒน์บอกว่า "คังคุไบ" เหมือนกับซีรีส์ "สควิดเกม" ตรงที่มีการแตะประเด็นสังคมทั้งคู่ แต่เป็นแค่ "แตะผิว ๆ" ให้คนรู้สึกว่าไม่ได้มีแค่ความสนุกเท่านั้น

นักวิจารณ์ภาพยนตร์ผู้นี้บอกว่า ความไม่ลึกซึ้งเป็นประโยชน์กับคนดูเพราะ "ดูแล้วมันสามารถพูดได้ว่าไม่ใช่หนังแค่บันเทิงอย่างเดียวนะ …แม้ว่าเมื่อเรามามองประเด็นสังคม มันไม่ได้ลึกซึ้ง ละเอียด หรือท้าทายอะไรก็ตามเลย แต่ว่าคนจำนวนมากที่ต้องการบาลานซ์ (ความสมดุล) ระหว่างความบันเทิงกับประเด็นสังคม มันก็ตอบสนอง พอดี ๆ"

เมื่อถามว่าเกี่ยวหรือไม่ที่เรื่องนี้เป็นกระแสเพราะประเทศไทยเองก็มีประเด็นปัญหาเรื่องการค้าบริการทางเพศ วิวัฒน์บอกว่าอาจจะไม่เกี่ยวโดยตรง เขาบอกว่าอาจจะเกี่ยวในแง่ว่าคนรุ่นนี้สนใจประเด็นทางสังคมมากขึ้น

"สิ่งที่นางเอกพูดตอนท้าย เราว่ามันก็เป็นสิ่งที่ดี ในแง่ของการพูดถึงสิทธิของการเป็นโสเภณี ผมก็ไม่แน่ใจว่าหนังจะมีผลให้คนลุกขึ้นมาเรียกร้องเรื่อง sex worker (ผู้ค้าบริการทางเพศ) จริงไหม หรือแค่เป็นมีมชั่วครั้งชั่วคราว"

คังคุไบ

ที่มาของภาพ, SOPA Images

รากเหง้าเดิม

"ตอบยาก" คือคำตอบจาก ก้อง ฤทธิ์ดี รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์และนักวิจารณ์ภาพยนตร์ เมื่อบีบีซีไทยถามว่าเหตุใดหนังลักษณะนี้ถึงได้กลายเป็นกระแสในโซเชียลมีเดียขณะนี้

ก้องออกตัวก่อนให้สัมภาษณ์ว่ายังไม่ได้มีโอกาสดูภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่เมื่อมองภาพรวม เขาบอกว่า จริง ๆ แล้ว คนไทยชอบลักษณะหนังที่ไม่ได้ต่างจากอินเดียเยอะ "คือชอบอะไรที่มันเมโลดราม่า (เรื่องประโลมโลก) ตัวละครที่เราได้ลุ้นช่วย มีความเป็นหนังต่อสู้ คนที่ด้อยกว่าแล้วก็ฝ่าฟันจนได้ดี"

นักวิจารณ์ภาพยนตร์ผู้นี้บอกอีกว่า คนไทยดูหนังอินเดียมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่เป็นทางทีวี โดยคนที่อายุราว 30-40 ปีไปจนถึง 60 ปี ก็น่าจะรู้จักภาพยนตร์อินเดียอย่าง "ช้างเพื่อนแก้ว" (Haathi Mere Saathi) หรือ "โชเล่ย์" (Sholay) เป็นอย่างดี และเมื่อมีเน็ตฟลิกซ์ ทุกบ้านก็สามารถเข้าถึงภาพยนตร์ลักษณะนี้ได้ เป็นการ "กลับสู่รากเหง้าเดิม" เหมือนตอนที่คนไทยดูหนังอินเดียทางทีวี

ก้องบอกอีกว่า ไม่แปลกใจที่อินเดียจะมีอำนาจทาง"soft power" เหนือคนไทยและหลาย ๆ ชาติในเอเชีย เพราะอุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียผลิตผลงานที่สนุกและมีมาตรฐานมานานแล้ว ทั้งที่เป็นภาพยนตร์คลาสสิก มีความเป็นอมตะ ไปจนถึงภาพยนตร์กระแสหลัก

เมื่อถามว่าองค์ประกอบอะไรที่ทำให้ผลงานบนเน็ตฟลิกซ์อย่าง "สควิดเกม" และ "หญิงแกร่งแห่งมุมไบ" กลายเป็นปรากฏการณ์เช่นนี้ รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์บอกว่าเป็นเรื่องที่ "ตอบยาก" อีกเช่นกัน

"...ถ้าเราถอดรหัสได้ คนไทยก็สามารถทำได้ดังเท่านั้นแล้ว คือถ้าเรารู้เป๊ะ ๆ ว่าอะไรทำให้ดังได้ ผู้สร้างในไทยหรือรัฐบาลก็จะน่าจะเลียนแบบความสำเร็จได้"

ก้องบอกว่า หากจะพูดแบบกว้าง ๆ หนังที่กลายเป็นปรากฏการณ์ลักษณะนี้ได้ "ต้องเป็นหนังที่ดูไม่ยากเกินไป หนังที่ทำให้คนดูรู้สึกคิดตามและก็ฉลาดไปด้วย …แต่ก็ไม่ฉลาดเกินไปที่จะทิ้งคนดูไว้ข้างหลัง"

คังคุไบ

ที่มาของภาพ, Getty Images