แรมโบ้อีสาน : 5 เรื่องพลิกผันของ เสกสกล อัตถาวงศ์

ดร.เสกสกล อัตถาวงศ์

ที่มาของภาพ, facebook/ดร.เสกสกล อัตถาวงศ์

กรณีนายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ เผยแพร่คลิปเสียงการสนทนาระหว่างนายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ "แรมโบ้อีสาน" ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี และนางจุรีพร สินธุไพร ข้าราชการการเมือง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีให้นำเงินจากแหล่งธุรกิจหวยออนไลน์จำนวน 15 ล้านบาท มาใช้ในการเลือกตั้ง เมื่อ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา กำลังกลายเป็นปมร้อนทางการเมือง

การเผยแพร่คลิปเสียงดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างปฏิบัติการบุกค้นสลากผู้ค้าสลากออนไลน์หลายราย นับตั้งแต่ มังกรฟ้า กองสลากพลัส และเสือแดงล็อตเตอรี่ ออนไลน์ ตั้งแต่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา

ปฏิบัติการนี้นำโดยนายเสกสกล ผู้ได้รับแต่งตั้งจาก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม ให้เป็น รองประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการเสนอขายหรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาเกินกว่าที่กำหนดในสลากกินแบ่งรัฐบาล

ในเวลาต่อมา นายเสกสกลยอมรับว่าเสียงในคลิปเป็นของเขาเองที่เกิดขึ้นเมื่อ 28 มี.ค. แต่อธิบายว่าเป็นเพียงการพูดแซวเล่นระหว่างเขาและนางจุรีพรเท่านั้นแต่ถูกตัดต่อมาเพื่อหวังโจมตีทางการเมืองและเขาจะดำเนินคดีต่อผู้ที่บันทึกบทสนทนานี้ด้วย

ล่าสุด วันที่ 18 เม.ย. นายเสกสกล ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกฯ แล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 19 เม.ย. โดยให้เหตุผลของการตัดสินใจดังกล่าวว่า เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหากับนายกฯ ว่าใช้อำนาจหน้าที่ในการปกป้องตัวเขา ซึ่งพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยืนยันไม่มีการปลดหรือบีบบังคับให้ลาออกเป็นความประสงค์ส่วนตัว เพื่อพิสูจน์ความจริงกับกระบวนการยุติธรรม

นายเสกสกล มีความสำคัญและบทบาทอย่างไรต่อรัฐบาลจากอดีตจนถึงปัจจุบัน บีบีซีไทยรวบรวม 5 เรื่องราวสุดพลิกผันของเขาบนเส้นทางการเมืองตลอด 36 ปี ของเขา

เจ้าของบทเพลง "กตัญญูทักษิณ" สู่ "องครักษ์พิทักษ์ลุงตู่"

"แรมโบ้อีสาน ไม่ลืมพระคุณท่านคนที่ชื่อทักษิณ ถึงใครประณาม เหยียดหยามหมิ่นชื่อทักษิณก็ยังตรึงใจ ผมเล่นการเมือง ชื่อแรมโบ้ฟูเฟื่องหลายสมัย ท่านคอยส่งเสริมต่อเติมให้ ก้าวถึงเส้นชัยเหมือนใจจำนง"

นี่คือส่วนหนึ่งของบทเพลง "กตัญญูทักษิณ" ที่นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ชื่อเดิมของนายเสกสกล ที่ได้ร้องไว้ในระหว่างการชุมนุมประท้วงเมื่อปี 2553 เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยุบสภา

เขาเป็นหนึ่งในแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ กลุ่มคนเสื้อแดงที่สนับสนุนนายทักษิณ ชินวัตร อดีตผู้นำผลัดถิ่นที่ต้องลี้ภัยในต่างประเทศหลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549

แม้นายสุภรณ์เข้ามาสู่สังเวียนการเมืองตั้งแต่ปี 2529 เขาเพิ่งประสบความสำเร็จได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมัยแรก ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2544 ในสังกัดพรรคไทยรักไทยของนายทักษิณ

เส้นทางการเมืองของเขาต้องเผชิญกับความผกผันอีกในปี 2550 เมื่อตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักไทย ในขณะที่กรรมการบริหารพรรคถูกวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี โดยหนึ่งในนั้นก็คือเขาเอง

หลังจากสิ้นสุดการถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง เขาได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งนำโดย น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของนายทักษิณ และในการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2557 เขาได้หวนกลับสู่การเป็น ส.ส. อีกครั้ง ในระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 74 ของพรรค

จุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งสำคัญของนายสุภรณ์เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเกิดรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ที่นำโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ที่เผชิญกับการประท้วงขับไล่จนเกิดวิกฤตการเมืองอย่างหนักโดยกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

FACEBOOK/ดร.เสกสกล อัตถาวงศ์

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/ดร.เสกสกล อัตถาวงศ์

คำบรรยายภาพ, "ถ้า พปชร. ไม่เสนอ (ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกฯ) เราก็พร้อมที่จะเสนอ" นายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ "แรมโบ้อีสาน" กล่าว

เสกสกลกล่าวกับมติชนทีวี เมื่อ 13 ก.ค. 2563 ว่า การเปลี่ยนจุดยืนทางการเมืองมาสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ "ไม่ได้เป็นการทรยศ" พรรคเพื่อไทย แต่เพียงอุดมการณ์ของเขาไม่สอดคล้องกับแนวทางของพรรคการเมืองเดิม

"เราไม่เห็นด้วยกับแนวทางการต่อสู้ของบรรดาเพื่อน ๆ นปช. เราก็เลยต้องขอปลีกตัวออกมา บอกเลยว่าวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นทหาร ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นใครในแผ่นดินนี้ ถ้าเป็นคนใจซื่อมือสะอาด เป็นคนที่อุทิศตนทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมือง มาสร้างให้บ้านเมืองเกิดความรัก ความสามัคคี ไม่แตกแยก และไม่ได้หวังมาทุจริตคอร์รัปชั่น โกงกินภาษีอากรพี่น้องประชาชน คนนั้นไม่ว่าเป็นใคร ผมเองยินดีจะไปร่วมงานและทำงานด้วย"

ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2563 เขาลงสมัครในนามพรรคพลังประชารัฐ แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่เขาได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลพรรคพลังประชารัฐให้ดำรงตำแหน่งการเมืองหลายตำแหน่ง อาทิ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ซึ่งเขาถือโอกาสเปลี่ยนชื่อใหม่มาเป็น "เสกสกล" เพื่อเป็นมงคลแก่ชีวิตครอบครัวและวงศ์ตระกูล และกลายเป็นข่าวดังเมื่อเขาให้ พล.อ. ประยุทธ์ติดบัตรประจำตัวใบใหม่พร้อมชื่อใหม่ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อ 11 มี.ค. 2564

ตำแหน่งล่าสุดที่ทำให้เขาเป็นที่สนใจของสาธารณะคือ การได้รับการแต่งตั้งให้เป็น รองประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหวยแพง

ในห้วงเวลาที่พรรคพลังประชารัฐเผชิญกับรอยร้าวทางการเมืองอย่างหนักจากกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ในพรรค และเขาเกรงว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคพลังประชารัฐจะไม่เสนอชื่อ พล.อ. ประยุทธ์ ชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอีกสมัย เขาจึงตัดสินใจลาออกจากพลังประชารัฐมาจัดตั้งพรรค "รวมไทยสร้างชาติ" เมื่อ 7 ก.พ.

สิ่งหนึ่งที่ตอกย้ำความภักดีต่อ พล.อ. ประยุทธ์ของเขา คือ วลีที่เขามักพูดผ่านสื่อมวลชนหลายครั้งว่า เขาเป็น "องครักษ์พิทักษ์นายกฯ" (ประยุทธ์)

จากต้านเผด็จการ สู่ผู้พิทักษ์สถาบันฯ

นอกจากการสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ ให้เป็นนายกฯ อีกสมัยแล้ว ภารกิจหลักอีกอย่างของอดีตแกนนำ นปช. ผู้นี้ คือ การจัดการกับผู้เห็นต่างทางการเมืองโดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

นับตั้งแต่กระแสการเรียกร้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้สนับสนุนประชาธิปไตยมาตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา กลายเป็นแรงเสียดทานต่อกลุ่มคนที่มีความเห็นทางการเมืองอีกขั้วที่ทยอยออกมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มมากขึ้น อาทิ กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน" (ศ.ป.ป.ส.), "อาชีวะปกป้องสถาบัน", "ศรีสุริโยทัยปกป้องสถาบัน" และ "ประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน"

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้รับการตอบสนองจากคนในรัฐบาลมากขึ้น เมื่อเครือข่ายประชาชนข้างต้นได้เดินทางไปยังศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ในวันที่ 25 พ.ย. เพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้ขับไล่องค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ออกจากประเทศไทย โดยมีนายเสกสกล เป็นตัวแทนรับเรื่อง

เครือข่ายประชาชนเหล่านี้เชื่อว่า การทำหน้าที่ขององค์กรนี้สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในประเทศ หลังจากแอมเนสตี้ฯ เปิดตัวแคมเปญ "Write for Rights" หรือ "เขียน เปลี่ยน โลก" เชิญชวนประชาชนทั่วโลกเขียนจดหมายหลายล้านฉบับให้กำลังใจผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือครอบครัวโดยตรง และเขียนจดหมายถึงผู้มีอำนาจเรียกร้องให้ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนและนำความยุติธรรมมาสู่ผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งรวมถึง น.ส. ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง แกนนำกลุ่ม "แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" และแกนนำ "ราษฎร" ซึ่งตกเป็นจำเลยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อหาอื่น ๆ จากการจัดกิจกรรมชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ปี 2563-2564 และถูกคุมขังในเรือนจำระหว่างการพิจารณา

ตัวนายเสกสกลเอง ยังเปิดแคมเปญล่าชื่อประชาชน 1 ล้านชื่อ เพื่อขับไล่แอมเนสตี้ฯ อีกด้วย ล่าสุดเมื่อ 10 ก.พ. มีผู้ร่วมลงชื่อแล้ว 1.2 ล้านคน โดยบอกว่าจะนำไปยื่นต่ออธิบดีกรมการปกครองและเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

THAI NEWS PIX

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, นายเสกสกล อัตถาวงษ์ ทักทายประชาชนผู้ร่วมอุดมการณ์ โดยแสดงความมั่นใจว่าจะได้รายชื่อประชาชนทะลุล้าน

36 ปี กับ 8 พรรคการเมือง

เส้นทางการเมืองของนายเสกสกลเริ่มต้นราวปี 2529 หลังจากได้รู้จักกับ พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา หัวหน้าพรรคกิจสังคม ผ่านการเข้าร่วมการรณรงค์ทางการเมืองให้พรรคกิจสังคม หลังจากที่ พล.อ.อ. สิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ขณะเดียวกันเขาก็เรียนจบมหาวิทยาลัยพอดีและได้รับแต่งตั้งให้มาเป็นส่วนหนึ่งของคณะผู้ติดตามของ พล.อ.อ. สิทธิ ที่กระทรวงการต่างประเทศ ก่อนเปลี่ยนมาเป็นผู้ช่วย ส.ส. ของพรรค โดยเขาใช้ระยะเวลาทำงานอยู่กับพรรคกิจสังคมราว 6 ปี จนกระทั่ง พล.อ.อ. สิทธิ วางมือทางการเมืองไปดำรงตำแหน่งองคมนตรี

หลังจากนั้นนายเสกสกลได้ติดตามนายมนตรี ด่านไพบูลย์ มาสังกัดพรรคความหวังใหม่ แล้วมาร่วมเป็นหัวหน้าอาสาสมัครรณรงค์เลือกตั้งของพรรคพลังธรรมในปี 2538 และลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งแรกที่บ้านเกิด จ.นครราชสีมา ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในปี 2539 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง

มาถึงปี 2544 นายสุภรณ์ ลงสมัครรับเลือกตั้งในสังกัดพรรคไทยรักไทยและได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. ครั้งแรก ก่อนถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ในปี 2550 เนื่องจากเป็นหนึ่งในเป็นกรรมการบริหารพรรค หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติยุบพรรคไปในปี 2549 จากคดีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ร้องเรียน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า พรรคไทยรักไทย ได้จ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงสมัครเพื่อเลี่ยงกฎการเลือกตั้งและร่วมกับเจ้าหน้าที่ กกต. ปลอมแปลงฐานข้อมูลสมาชิกพรรคเล็กเมื่อปี 2549 ซึ่ง กกต. เห็นว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายและส่งให้อัยการสูงสุดฟ้องศาลรัฐธรรมให้วินิจฉัยยุบพรรค

เมื่อระยะเวลาการตัดสิทธิการเมืองสิ้นสุดลงในปี 2555 เขาไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย แล้วกลับมาเป็น ส.ส. อีกครั้งในระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยเมื่อปี 2557

เมื่อพล.อ. ประยุทธ์ตัดสินใจทำรัฐประหารในปี 2557 มีรายงานว่านายเสกสกลถูกทหารควบคุมตัวตั้งแต่ 23 พ.ค. 2557 และได้รับการปล่อยตัวในคืน 29 พ.ค. 2557 หลังผ่านการปรับทัศนคติ เช่นเดียวกันกับนักการเมืองคนอื่นที่ถูกควบคุมตัวไปหลังเหตุการณ์รัฐประหาร

หลังจากนั้น นายเสกสกลก็ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยพร้อมกับลดบทบาทลง จนกระทั่งก่อนช่วงเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562 ปรากฏชื่อของเขาในนามสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ โดยลงสมัคร ส.ส. ในพื้นที่ของ จ.นครราชสีมา แต่ไม่ชนะการเลือกตั้ง

เมื่อ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา นายเสกสกลตัดสินใจลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ เพื่อมาจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ชื่อ "รวมไทยสร้างชาติ" ซึ่งถือว่าเป็นพรรคการเมืองลำดับที่ 8 ของเขา เพื่อสนับสนุนและเสนอชื่อ พล.อ. ประยุทธ์ให้เป็นตัวแทนชิงตำแหน่งนายกฯ อีกสมัย หากว่าพรรคพลังประชารัฐไม่สนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์แล้ว

4 ปียอมถอนคำสาบานเลิกเล่นการเมืองตลอดชีวิต

ในคืนวันที่ 29 พ.ค. 2557 หลังจากที่แรมโบ้อีสานถูกปล่อยตัวจากการควบคุมและปรับทัศนคติของ คสช. ภาพที่เห็นผ่านสื่อคือ การสวมกอดกับผู้เป็นแม่ ซึ่งรอคอยอิสรภาพของลูกชาย

"ผมเองก็คิดว่า บ้านเมืองเกิดวิกฤต อะไรที่ทำให้บ้านเมืองเดินไปได้ เราต้องให้ความร่วมมือ สิ่งที่ผมคิดไว้ว่าอะไรที่จะให้บ้านเมืองเกิดการปรองดอง ความรักความสามัคคีกันในบ้านเมือง อะไรที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งทำให้สงครามกลางเมืองเกิดขึ้น เราก็ควรจะหยุด" เขากล่าวต่อสื่อมวลชนในคืนวันนั้น

นอกจากนี้เขายังประกาศยุบกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ (อพปช.) ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้งเองเพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น และประกาศจะยุติบทบาทางการเมืองลงเช่นกันเพื่อดูแลครอบครัว

วันถัดมา เขาได้เดินทางไปยังลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อกราบสักการะ และกล่าวคำปฏิญาณตนว่าจะเลิกเล่นการเมือง เลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองตลอดชีวิต โดยให้เหตุผลว่า ต้องการให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุขและขอให้ปิดตำนานทางการเมืองของคำว่า "แรมโบ้อีสาน"

4 ปีให้หลังชื่อของ แรมโบ้อีสาน กลายเป็นพาดหัวข่าวอีกครั้งเมื่อเขาปรากฏตัว ณ ที่ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีอีกครั้ง เมื่อ 3 ส.ค. 2561 ประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อเพื่อถอนคำสาบานกับย่าโมที่เคยให้ไว้ว่าจะเลิกเล่นการเมืองตลอดชีวิต

เขาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในวันนั้นว่า การถอนคำสาบานก็เพื่อเตรียมกลับเข้าสู่สนามการเมืองอีกครั้ง และพร้อมเข้าร่วมพรรคที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และพร้อมให้การสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ เพราะมีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ คนต่อไป หากเข้ามาสู่กติกาการเลือกตั้ง

คนเดียวที่รอดคดีล้มประชุมอาเซียน

แม้ว่าแรมโบ้อีสานพ่ายศึกเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 แต่ 3 เดือนต่อมา ชื่อของเขากลับมาอยู่ในกระแสข่าวอีกครั้งเมื่อนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำ นปช. โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กเกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินคดีฟ้องร้องแกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่เมืองพัทยาเมื่อปี 2552 ซึ่งเขาและพวกอีก 7 คน เป็นจำเลยในศาลอาญา ถนนรัชดาฯ แล้ว และอยู่ในขั้นตอนการนัดสืบพยาน แต่เจ้าหน้าที่เอาหลักฐานเดิมทั้งหมดมาฟ้องที่พัทยาอีกครั้ง และได้ทราบว่า แรมโบ้อีสาน รอดคดีนี้เพียงคนเดียว เนื่องจากอัยการไม่สั่งฟ้อง จนคดีขาดอายุความ

เรื่องดังกล่าวทำให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ถึงกระบวนการยุติธรรมรวมทั้งเกิดข้อครหาว่าแรมโบ้อีสานได้รับความช่วยเหลือ เนื่องจากเขาเคยเป็นอดีตผู้สมัครเลือกตั้ง ส.ส. สังกัดพรรคพลังประชารัฐหรือไม่

ต่อมา 26 มิ.ย. 2562 นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวว่า คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อ 11 เม.ย. 2552 หมดอายุความไปเมื่อ 11 เม.ย. 2562 โดยพนักงานสอบสวนเห็นสมควรสั่งฟ้องนายสุภรณ์ (ชื่อเดิม) พร้อมพวกรวม 7 คน ไปแล้วพร้อมส่งสำนวนให้อัยการตั้งแต่ 1 ส.ค. 2560 ต่อมา 8 ก.พ. 2562 พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้อง

ต่อมา 25 ก.พ. 2562 อัยการได้นัดให้ผู้ต้องหามานำตัวยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดพัทยา แต่ผู้ต้องหาทั้งหมดขอเลื่อนการส่งตัวฟ้อง อัยการจึงเลื่อนให้เป็น 19 มี.ค. 2562 ส่วนของนายสุภรณ์ อัยการได้เลื่อนให้ 2 ครั้งเป็น 2 เม.ย. 2562 อ้างเหตุว่าติดปราศรัย ขณะที่จำเลยคนอื่นเดินทางมานัดฟังคำสั่งเรียบร้อย

แต่เมื่อถึง 2 เม.ย. 2562 นายสุภรณ์ก็ยังไม่มา อ้างว่าป่วย ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล อัยการจึงส่งหนังสือด่วนที่สุดถึง ผกก.สภ.เมืองพัทยา และ ผบช.ภ.2 ให้จับกุมตัวนายสุภรณ์ มาส่งอัยการฟ้องต่อศาลให้ได้ภายใน 5 เม.ย. 2562 เเต่ทางตำรวจแจ้งว่า ยังไม่สามารถนำตัวมาได้ จึงขอศาลจังหวัดพัทยาออกหมายจับเขาเมื่อ 4 เม.ย. 2562 และอัยการได้ขอให้เร่งรัดการจับกุมแล้ว แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถนำตัวของเข้ามาดำเนินคดีได้

ในวันเดียวกัน พล.อ. ประยุทธ์ ในขณะนั้นคือ หัวหน้า คสช. ก็ต้องออกมาตอบคำถามสื่อมวลชนว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้อำนาจช่วยให้แรมโบ้รอดคดีดังกล่าว