การบินไทย: ศาลล้มละลายกลางเลื่อนนัดฟังคำสั่งแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทย หลังเจ้าหนี้โผล่คัดค้านแผน

ที่มาของภาพ, Reuters
การพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งศาลล้มละลายกลางได้นัดฟังคำพิจารณาในวันนี้ (28 พ.ค.) ต้องถูกเลื่อนออกไป เมื่อพบว่ามีเจ้าหนี้ 2 ราย ยื่นคัดค้านแผน โดยระบุเหตุผลเกี่ยวกับการกำหนดวิธีการชำระหนี้และคุณสมบัติของผู้บริหารแผน
ศาลล้มละลายกลางชี้แจงเรื่องดังกล่าวผ่านเอกสารข่าวบนเว็บไซต์ หลังจากที่มีกำหนดนัดพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการของ บมจ. การบินไทย ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟฟ 20/2563 โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แถลงต่อศาลว่า ได้ประกาศแจ้งวันนัดพิจารณาให้บรรดาเจ้าหนี้และ ลูกหนี้ทราบโดยชอบแล้ว และได้ยืนยันรายงานสรุปและวิเคราะห์แผนฟื้นฟูกิจการที่เสนอต่อศาล
แต่ปรากฏว่า เจ้าหนี้รายที่ 13020 ได้ยื่นคัดค้านแผน ในส่วนผู้บริหารแผนสองคนเกี่ยวกับประเด็นคุณสมบัติ และเจ้าหน้าที่รายที่ 10320 ก็ได้ยื่นคัดค้านแผนเช่นกันโดยให้เหตุผลว่าแผนดังกล่าวไม่ได้ระบุวิธีการชำระหนี้ของเจ้าหนี้ ในเอกสารฉบับนี้ไม่ได้ระบุว่า เจ้าหนี้ทั้งสองรายคือหน่วยงานใด
อย่างไรก็ตาม ทนายผู้ทำแผนยืนยันว่า ผู้บริหารแผนทุกท่านมีคุณสมบัติเหมาะสม และแผนได้กำหนดวิธีการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทุกราย โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ศาลพิเคราะห์แผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่ได้รับมติยอมรับแผนจากที่ประชุมเจ้าหนี้ กับรายงานสรุปและวิเคราะห์แผนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดการไต่สวน โดยให้เจ้าหนี้ผู้คัดค้านและผู้ทำแผนยื่นคำแถลงและคำชี้แจงเพิ่มเติมในประเด็นที่ศาลกำหนด ภายใน 7 วัน นับแตวันนี้ พร้อมกันนั้นศาลได้นัดฟังคำสั่งอีกครั้งในวันที่ 15 มิ.ย.2564 เวลา 10.00 น.

ที่มาของภาพ, Getty Images
ก่อนหน้านี้ในวันที่ (19 พ.ค.) เจ้าหนี้บมจ.การบินไทยได้ยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการและคำร้องขอแก้ไขแผนจำนวน 3 ฉบับ ผ่านระบบออนไลน์ โดยการบินไทยได้ชี้แจงเรื่องดังกล่าวผ่านเอกสารให้สื่อมวลชนว่า ที่ประชุมเจ้าหนี้ที่มีสิทธิออกเสียงเกือบทั้งหมดเข้าร่วมประชุม ยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการที่ผู้ทำแผนได้ยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2564 และตามคำร้องขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการจำนวน 3 ฉบับ ที่เสนอโดยผู้ทำแผนและเจ้าหนี้อีก 2 ราย ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด
ทั้งนี้ เจ้าหนี้ที่เข้าร่วมประชุมและออกเสียงมีจำนวนหนี้รวมกัน 91.56% ของจำนวนหนี้ของเจ้าหนี้ทั้งหมด โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดสิทธิออกเสียงในที่ประชุมเจ้าหนี้ประมาณ 140,000 ล้านบาท ได้มีมติตามมาตรา 90/46 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483
การประชุมเจ้าหนี้ในวันนี้ถูกเลื่อนมาจากแผนเดิมเมื่อวันที่ 12 พ.ค. ตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามคำขอของเจ้าหนี้ที่เข้าร่วมประชุมบางราย
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติให้แต่งตั้งผู้บริหารแผน 5 คนประกอบด้วย นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์,นายพรชัย ฐีระเวช, นายศิริ จิระพงษ์พันธ์, นายไกรสร บารมีอวยชัย และนายชาญศิลป์ ตรีนุชกร

ย้อนเส้นทางกว่า 1 ปีแผนฟื้นฟูของ "การบินไทย"
- 19 พ.ค. 2563 - คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเพื่อให้การบินไทยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ภายใต้คำสั่งศาลล้มละลายกลาง พล.อ. ประยุทธ์ยอมรับ "เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก... เป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน"
- 22 พ.ค. 2563 - กระทรวงการคลัง ผู้ถือหุ้นใหญ่ 51.03% ใน บมจ. การบินไทยลดสัดส่วนลงโดยจำหน่ายหุ้นในสัดส่วน 3.17% ให้แก่กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง ทำให้กระทรวงการคลังถือหุ้นที่เหลือน้อยกว่า 50% เป็นผลให้การบินไทยพ้นสภาพการเป็นรัฐวิสาหกิจ
- 25 พ.ค. 2563 - ที่ประชุมการบินไทยมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ 4 คนประกอบด้วย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค นายบุณทักษ์ หวังเจริญ นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ และนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร (แต่ภายหลังนายไพรินทร์ได้ลาออก เพราะมีประเด็นเรื่องข้อกฎหมาย) โดยมีมติอนุมัติให้บริษัทยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ พร้อมกับเสนอรายชื่อผู้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ภายใต้ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483
- 26 พ.ค. 2563 - การบินไทยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ซึ่งมีรายละเอียดสำคัญคือเสนอให้ บริษัท อีวาย คอร์ปอเรท แอดไวซอรี่ เซอร์วิสเซส จำกัด ร่วมกับ พล.อ.อ. ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค นายบุญทักษ์ หวังเจริญ และนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูฯ หากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่ง
- 27 พ.ค. 2563 - ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องของฟื้นฟูกิจการ และกำหนดวันนัดไต่สวนขอฟื้นฟูกิจการในวันที่ 17 ส.ค. 2563 ทำให้บริษัทอยู่ภายใต้สภาวะบังคับชั่วคราว (Automatic stay) และทำให้ทำธุรกรรมบางอย่างได้เท่าที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินธุรกิจตามปกติ
- 13 มิ.ย. 2563 - การบินไทยรายงานผลประกอบการครึ่งปีแรกของ 2563 ขาดทุน 28,030 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนเพิ่ม 336.5% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ในขณะที่มีรายได้รวม 40,493 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันในปีก่อน 56.1%
- 17 ก.ค. 2563 - ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย สิ้นสภาพ หลังกระทรวงการคลังลดสัดส่วนการถือหุ้นใน บมจ. การบินไทย เพื่อให้เปลี่ยนสภาพเป็นบริษัทเอกชน
- 17 ส.ค. 2563 - ศาลล้มละลายเริ่มไต่สวนครั้งแรก แต่มีลูกหนี้อย่างน้อย 16 ราย ยื่นคัดค้านแผนฟื้นฟูฯ ทำให้ต้องนัดไต่สวนเพิ่มเติมอีกสองครั้งในวันที่ 21 ส.ค. และวันที่ 25 ส.ค. ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ผู้บริหาร บมจ. การบินไทยยืนยันว่าเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ 50% ยังเห็นชอบกับแผนฟื้นฟูฉบับนี้
- 14 ก.ย. 2563 - ศาลล้มละลายกลางนัดอ่านคำสั่งคดีหมายเลขดำที่ ฟฟ10/2563 ระหว่างการบินไทย โดยมีคำสั่งให้การบินไทยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการอย่างเป็นทางการเพื่อปรับโครงสร้างหนี้และปรับโครงสร้างกิจการการบริหารองค์กรตามแผนที่เสนอ และตั้งคณะผู้ทำแผน
- 15 ต.ค. 2563 - การบินไทยเปิดโครงการ "ร่วมใจเสียสละเพื่อองค์กร" 2 โครงการ เพื่อรักษาสภาพคล่องและลดค่าใช้จ่าย ประกอบด้วย โครงการให้พนักงานสมัครใจลาออกและลาหยุดงานโดยไม่รับค่าจ้างเป็นเวลา 6 เดือน
- 3 ธ.ค. 2563 - ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้การบินไทยขายทรัพย์สินอาคารสำนักงานศูนย์ฝึกอบรมหลักสี่ รวมเนื้อที่ทั้งหมด 19 ไร่ 3 งาน 26 ตารางวา โดยวิธียื่นซองเสนอราคาในวันที่ 1 เม.ย. 2564
- 19 ม.ค. 2564 - การบินไทยขายหุ้นจำนวน 98,983,125 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 15.53% ใน บมจ. บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ หรือ BAFS ให้กับ บมจ. ราช กรุ๊ป คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 2,712 ล้านบาท หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2563 อย่างไรก็ตาม การบินไทยยังคงจะถือหุ้นบางส่วน หรือราว 7.06% ใน BAFS ต่อไป
- 25 ก.พ. 2564 - การบินไทยเปิดเผยผลประกอบการ ขาดทุนสุทธิ 141,180 ล้านบาทในปี 2563 ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 129,163 ล้านบาท ในขณะที่รายได้รวมลดลง 73.8% จาก 184,046 ล้านบาท ลงเป็น 48,311 ล้านบาท ซึ่งผลกระทบจากการระบาดโควิด-19 รวมทั้งการปรับโครงสร้างองค์กรภายใต้กระบวนการฟื้นฟูกิจการ และมีหนี้สินเพิ่มขึ้นเป็น 337,456 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าสินทรัพย์ที่มีอยู่ 208,791 ล้านบาท
- 2 มี.ค. 2564 - การบินไทยยื่นแผนฟื้นฟูกิจการต่อกรมบังคับคดี และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ หนึ่งในรายละเอียดสำคัญคือ การปรับลดพนักงานลงจากปี 2562 ซึ่งมีพนักงานประมาณ 2.9 หมื่นคน ให้เหลือ 1.3-1.5 หมื่นคนภายในสิ้นปี 2564 เพื่อลดค่าใช้จ่ายจาก 3 หมื่นล้านบาท เหลือ 1-1.2 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการปรับลดต้นทุนอย่างอื่นอีกด้วย
- 8 มี.ค. 2564 - ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แจ้งการดำเนินการกับการบินไทย กรณีส่วนของผู้ถือหุ้นมีค่าน้อยกว่าศูนย์ ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทเข้าข่ายอาจจะถูกเพิกถอนตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ โดยให้เวลาในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวภายใน 3 ปี
- 16 เม.ย. 2564 - คณะผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการบริษัทฯ คัดเลือก บ.เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด ในเครือ ปตท. ด้วยมูลค่า 1,810 ล้านบาท
- 7 พ.ค. 2563 - คณะผู้ทำแผนฯ ยื่นขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทยต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โดยมีประเด็นสำคัญคือ การคืนสภาพการบินไทยให้กลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจอีกครั้ง เพื่อให้กระทรวงการคลังสามารถเพิ่มสภาพคล่องและรัฐบาลสามารถค้ำประกันเงินกู้ได้ พร้อมกับเสนอให้เจ้าหน้าธนาคาร สามารถเสนอรายชื่อบุคคลเข้าร่วมเป็นผู้บริหารแผน เป็นต้น
- 11 พ.ค. 2654 - กระทรวงการคลังเสนอแผนฟื้นฟูกิจการ การบินไทย ที่ได้รับการแก้ไขใหม่ เพื่อแก้มติ ครม. ในวันที่ 19 พ.ค. 2563 เพื่อให้ การบินไทยกลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจ
- 12 พ.ค. 2564 - การบินไทยเรียกนัดประชุมเจ้าหนี้ 13,133 รายเพื่อลงมติอนุมัติแผนฟื้นฟูกิจการฯ แต่เจ้าหนี้บางรายมองว่า แผนดังกล่าวยังขาดความชัดเจน และเจ้าหนี้บางรายเพิ่งรับทราบรายละเอียดของแผน จึงเสนอให้เลื่อนการพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการไปเป็นวันที่ 19 พ.ค. นี้
- 19 พ.ค. 2564 - การบินไทยเรียกนัดประชุมเจ้าหนี้ผ่านระบบออนไลน์ อีกครั้งหลังจากที่เลื่อนการลงมติเมื่อวันที่ 12 พ.ค.
- 28 พ.ค. 2564 - ศาลล้มละลายกลางมีนัดฟังการพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการที่เจ้าหนี้ลงมติรับรองแล้ว ทว่ากลับมีเจ้าหนี้ 2 ราย ยื่นคัดค้านแผน ศาลจึงนัดฟังคำสั่งอีกครั้งในวันที่ 15 มิ.ย. 2564
- 15 มิ.ย. 2564 - ศาลล้มละลายกลางนัดฟังคำสั่งอีกครั้ง

แผนฟื้นฟูกิจการการบินไทย บนความไม่ลงรอยกันของ คลัง กับ คมนาคม
แนวความคิดที่จะนำการบินไทยกลับมาสู่อ้อมกอดของการเป็นรัฐวิสาหกิจกลายเป็นข้อถกเถียงระหว่างกระทรวงหลักที่กำกับดูแลอย่าง กระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคมอย่างต่อเนื่อง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ตัวอย่าง เมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา สื่อมวลชนหลายสำนัก เช่น ไทยรัฐ ประชาชาติธุรกิจ กรุงเทพธุรกิจ มติชน และสยามธุรกิจรายงานว่า กระทรวงการคลังได้นำเสนอแนวทางให้การบินไทยกลับมาเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอีกครั้งหนึ่ง โดยจะให้กองทุนวายุภักษ์ขายหุ้นบริษัทการบินไทย ให้บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิธีงบประมาณ พ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะ และ พ.ร.บ.เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ รวมถึง พ.ร.บ. อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
แต่กระทรวงคมนาคมมองว่า แนวความคิดดังกล่าวจะทำให้เกิดเป็นภาระรายจ่ายของรัฐ โดยเว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า อาจจะก่อให้เกิดหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมาราว 3 แสนล้านบาท จากเดิมที่มีอยู่ราว 2 แสนล้านบาท รวมทั้งค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการเพิ่มทุนปีละ 50,000 ล้านบาท หรือการค้ำประกันเงินกู้ในอนาคต
เจ้าหนี้คิดอย่างไรกับแผนฟื้นฟู
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดาเจ้าหนี้ของการบินไทยต่างให้ความเห็นผ่านสื่อมวลชน โดยสนับสนุนแผนการฟื้นฟูกิจการของการบินไทย รวมทั้งการกลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจอีกครั้ง หากว่ารัฐบาลจะเข้ามาช่วยเพิ่มทุน
นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน หนึ่งในเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นของการบินไทยให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจว่าพร้อมที่จะโหวตให้แผนฟื้นฟูกิจการฯ ผ่าน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ขณะที่นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยกับสำนักข่าวไทย เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ว่า ที่ผ่านมาเจ้าหนี้สหกรณ์ทุกประเภท 82 แห่ง ได้ซื้อหุ้นกู้การบินไทยเป็นวงเงิน 42,000 ล้านบาท มีหุ้นกู้ครบอายุบางส่วนในช่วง 5 ปี ข้างหน้า หรือในปี 2570 การที่บรรดาเจ้าหนี้สหกรณ์เข้าไปหุ้นกู้การบินไทย เพราะเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยกฎหมายของสหกรณ์เปิดทางให้เข้าซื้อหุ้นกู้การบินไทยได้ จึงมีความเห็นว่า หากการบินไทยกลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจอีกครั้ง อาจทำให้เจ้าหนี้ที่เป็นสหกรณ์หลายแห่งพิจารณาเรื่องการเติมทุน 15,000 ล้านบาท ในเวทีประชุมเจ้าหนี้วันพรุ่งนี้ (12 พ.ค.)
ฝ่ายค้านเสนอ ลดทุน ลดหนี้ หาผู้ร่วมทุนรายใหม่
ก่อนหน้านี้ น.ส. ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้แถลงข่าวทางออนไลน์เมื่อวันที่ 10 พ.ค. ที่ผ่านมา เสนอความเห็นต่อเรื่องการฟื้นฟูกิจการของสายการบินแห่งชาติโดยเสนอ 3 ขั้นตอนการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ประกอบด้วย
1. การลดทุน เพื่อล้างการขาดทุนสะสม ปัจจุบันการบินไทยขาดทุนสะสมกว่า 161,898 ล้านบาท ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ -128,742 ล้านบาท เสนอให้ลดทั้งทุนที่ชำระแล้วและส่วนของทุนอื่น ๆ ซึ่ง น.ส. ศิริกัญญากล่าวว่าการลดทุนเดิมก็คือการเรียกร้องให้ผู้ถือหุ้นต้องร่วมรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นนั่นเอง

ที่มาของภาพ, Getty Images
2. บรรดาเจ้าหนี้ต้องยอมเจ็บ ด้วยการลดหนี้หรือแปลงหนี้เป็นทุน เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์หรือผู้ถือหุ้นกู้ต้องร่วมรับผิดชอบอีกส่วนหนึ่ง โดยเธอมองว่า หนี้ที่สามารถลดได้อยู่ที่ประมาณ 300,000 ล้านบาท ถ้าขอลดหนี้ได้ 40% จะสามารถทำกำไร ลดขาดทุนสะสมได้ถึง 120,000 ล้านบาท
ส่วนในกรณีของกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ที่เป็นเจ้าของหุ้นกู้ ส.ส.ก้าวไกลเสนอว่า "ต้องช่วยเหลือเป็นราย ๆ ไป" เพราะผู้ถือหุ้นหรือผู้ฝากเงินสหกรณ์ล้วนแต่เป็นประชาชนรายย่อย
3. เมื่อลดหนี้จนผลของการขาดทุนสะสมเหลืออยู่น้อย แล้วการเพิ่มทุนใหม่อาจทำได้โดยไม่ต้องให้รัฐบาลทำ ถ้ารัฐบาลต้องแทรกแทรงเสนอให้ต้องกำหนดแผนการขายหุ้นออกที่ชัดเจนใน 3-5 ปี เพื่อไม่ให้เกิดภาวะภัยทางศีลธรรม (moral hazard)












