ฝุ่น: ผู้ป่วยภูมิแพ้ไอหนักในรอบสิบปีหลังเผชิญหมอกควันในภาคเหนือ

ที่มาของภาพ, Rachaphon Riansiri/BBC Thai
- Author, ราชพล เหรียญศิริ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
"เช้านี้ภาคเหนือตอนบน อากาศโดยรวมยังดี แต่มีความเสี่ยงจากไฟป่าในพื้นที่และฝุ่นควันข้ามแดนได้อยู่" นี่คือข้อความแจ้งข่าวสารสภาวะฝุ่นควัน ณ วันที่ 7 เม.ย. โดยที่อากาศเชียงใหม่กลับมาดีขึ้นได้ก็เพราะพายุฤดูร้อนที่ก่อตัวขึ้นปกคลุมภาคเหนือในช่วงระหว่างวันที่ 3-6 เม.ย. ทำให้มีฝนตกลงมาและช่วยชะล้างฝุ่นในอากาศให้เบาบางลงได้
ย้อนกลับไปเพียงไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านั้น เชียงใหม่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันอย่างหนักหน่วงเนื่องจากเกิดไฟไหม้ป่าอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. จนทำให้เป็นเมืองที่มีค่าฝุ่นสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่าค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) อยู่ที่ 251 และค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 อยู่ที่ 201 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร อยู่ในระดับมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างรุนแรง
ผู้เขียนเองก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากภาวะฝุ่นควันที่สูงเกินค่ามาตรฐานในช่วงที่เชียงใหม่ครองแชมป์ค่าฝุ่นสูงสุดของโลก
กรมควบคุมโรคติดต่อระบุว่า ปัญหาหมอกควันส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่มีความเสี่ยงป่วยจาก 4 กลุ่มโรค ได้แก่ 1.กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น เหนื่อยง่าย หัวใจเต้นเร็ว 2.กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล แสบจมูกและลำคอ 3.กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ เช่น อาการคันตามร่างกาย มีผื่นแดงตามร่างกาย และ 4.กลุ่มโรคตาอักเสบ เช่น อาการแสบหรือคันตา ตาแดง น้ำตาไหล และมองภาพไม่ค่อยชัด ทั้งนี้ ประชาชนกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ กลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคปอด หอบหืด ภูมิแพ้ เป็นต้น หากได้รับมลพิษจากหมอกควันเข้าสู่ร่างกาย อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยหรือมีผลกระทบต่อสุขภาพที่รุนแรงมากกว่าประชาชนทั่วไป
จากบทความประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อสุขภาพจากมลภาวะหมอกควันใน จ. เชียงราย ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงระบุว่า จากการศึกษาของธนาคารโลกในปี 2016 พบว่าประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากมลภาวะหมอกควันเพิ่มขึ้นจาก 31,173 คน ในปี 1990 เป็น 48,819 คนในปี 2013 และทำให้เกิดความสูญเสียสวัสดิการโดยรวมในปี 2013 ประมาณ 63,369 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท)
ไอหนักในรอบสิบปี
ผมเริ่มมีอาการไอช่วงปลายเดือนมี.ค. ตอนแรกกังวลว่าอาจติดโรคโควิด-19 เพราะการทำงานทำให้ต้องเดินทางไปหลายที่และพบปะผู้คนจำนวนมาก สิ่งที่ทำเป็นอันดับแรกคือแยกตัวอยู่แต่ในห้องทันทีเพื่อกันตัวเองออกจากครอบครัว วัดอุณหภูมิตัวเองอยู่ตลอดเพื่อดูว่าเริ่มมีไข้หรือไม่
แต่อาการไอก็ยังหนักขึ้นเรื่อย ๆ ตามมาด้วยอาการเจ็บคอ แต่ไม่มีน้ำมูก ไม่มีไข้ จมูกได้กลิ่นปกติ และลิ้นก็ยังคงรับรสได้ดีเยี่ยม นี่คือเหตุผลที่ทำให้ผมรู้สึกลังเลอยู่นิด ๆ ว่า อาจจะไม่ได้ติดเชื้อโรคโควิด-19 เสียแล้ว
หลังจากกักตัวและสังเกตอาการตัวเองอยู่ 2 วัน ผมก็ตัดสินใจเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจให้แน่ชัดว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือไม่
เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ผมเดินเข้าไปหาพยาบาลที่จุดคัดกรองโรคเพื่อตรวจวัดอุณหภูมิและซักประวัติ ขณะที่ตอบคำถามก็ไอไปด้วย ยิ่งเมื่อต้องพูดเพื่อตอบคำถามมาก ๆ ก็ยิ่งทำให้อาการไอนั้นกำเริบมากขึ้น ผมไอจนตัวโยน จนพยาบาลต้องตามเจ้าหน้าที่มาพาไปอยู่ในห้องแยกผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจที่เป็นลูกกรงสี่เหลี่ยมตั้งแยกออกไปต่างหากจากตัวอาคารโรงพยาบาลและซักประวัติต่อจนจบ
นั่งรออยู่ครู่ใหญ่ ๆ หมอก็มาตรวจและสอบถามไทม์ไลน์ชีวิตของผมว่ามีโอกาสได้ไปในจุดที่มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโรคโควิด-19 ได้หรือไม่ แน่นอนว่าจากลักษณะงานที่ทำอยู่ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงสูง

ที่มาของภาพ, Rachaphon Riansiri/BBC Thai
หมอนั่งคุยกับผมอยู่สักระยะหนึ่งโดยไม่มีที่ท่าว่าจะส่งไปตรวจหาเชื้อโควิด-19 แต่ได้ทดสอบการรับรสด้วยการให้ทานวิตามินซีที่เด็ก ๆ ชอบกิน และ ให้ดมกลิ่นแอมโมเนีย ซึ่งผมก็รับรสและได้กลิ่นเป็นอย่างดี จึงนำมาสู่ข้อสรุปว่า "คุณไม่ได้เป็นโควิด แค่ภูมิแพ้กำเริบเท่านั้น" โดยบอกว่าผมต้องเลี่ยงการสัมผัสสิ่งที่ทำให้แพ้ซึ่งก็คือฝุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับเชียงใหม่ในขณะนั้น
เมื่อหมอบอกเช่นนั้น ผมก็รู้สึกโล่งใจขึ้นที่ไม่ได้ติดโควิด-19 แต่ก็อดกังวลกับสภาวะฝุ่นควันที่จะเกิดขึ้นในปีต่อ ๆ ไปไม่ได้ เพราะมีอาการภูมิแพ้ฝุ่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่ผ่านมาสามารถควบคุมอาการด้วยการทานยาแก้แพ้ก็จะทุเลา แต่อาการที่เป็นในปีนี้ถือว่าหนักเพราะทั้งไอรุนแรง และเจ็บคอร่วมด้วย ถือว่าเป็นอาการไอหนักมากครั้งแรกในรอบสิบปีก็ว่าได้ เชื่อว่าผู้ป่วยโรคภูมิแพ้อีกหลายคนคงมีสภาพไม่ต่างกัน
ฝุ่นควันเชียงใหม่จะไปยังไงต่อ
แม้จะมีมาตรการห้ามเผาเด็ดขาดออกมาบังคับใช้ในช่วงระหว่างวันที่ 1 มี.ค.- 30 เม.ย. แต่เมื่อวันที่ 29 มี.ค. ที่ผ่านมา มีรายงานว่าเกิดเหตุไฟไหม้ป่าในเขตป่าอนุรักษ์ ตำบลสะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ จำนวน 3 จุด เขตป่าอนุรักษ์ ตำบลสะเมิงเหนือ 1 จุด และเขตป่าสงวนฯ ซึ่งเป็นพื้นที่บริหารจัดการเชื้อเพลิงอีก 3 จุด และเกิดขึ้นในพื้นที่บ้านศาลา-ป่ากล้วย หมู่ที่ 4 ซึ่งเป็นพื้นที่ลาดชัน และเป็นป่าไผ่แห้งที่ไม่มีการเผาไหม้มานาน
เมื่อมาตรการห้ามเผาใช้ไม่ได้ผลจริง ท้องถิ่นจึงพยายามแก้ปัญหากันเองโดยมีสภาลมหายใจเชียงใหม่ซึ่งประกอบไปด้วยนักวิชาการ ภาคเอกชน และภาคธุรกิจและภาครัฐ ร่วมขับเคลื่อนสร้างความตระหนักรู้เรื่องการรับมือกับฝุ่น PM2.5 รวมถึงการผลักดันเชิงนโยบายที่สนับสนุนให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการออกแบบวิธีการจัดการไฟร่วมกับภาครัฐเพื่อให้เกิดนโยบายที่ใช้ได้จริง โดยหวังว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ทางหนึ่ง

ที่มาของภาพ, WEVO สื่ออาสา
ปัดตกร่างพ.ร.บ. อากาศสะอาดเพื่อประชาชน
เมื่อวันที่ 31 มี.ค. นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไม่ให้คำรับรองร่างกฎหมายดังกล่าวทั้ง 2 ร่าง คือ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อประชาชน ที่เสนอโดย ส.ส.พรรคภูมิใจไทย และร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดที่เสนอโดยประชาชน เพราะเห็นว่าเป็น"ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน" ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับจึงไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
เว็บไซต์ iLaw ระบุว่าร่าง พ.ร.บ. ทั้งสองฉบับที่ไม่ผ่านการรับรองนั้นถูกตีความให้เป็น พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับการเงินซึ่งจะต้องได้รับ "คำรับรอง" จากนายกรัฐมนตรีก่อนจึงจะเสนอสู่การพิจารณาของสภาได้ เมื่อนายกรัฐมนตรีไม่รับรอง ร่างทั้งสองจึงตกไป
แม้ร่างทั้งสองฉบับจะถูกปัดตกไป แต่ก็ยังมีร่างกฎหมายเกี่ยวกับอากาศสะอาดอีกหนึ่งฉบับที่ยังไม่ได้เสนอต่อสภาและกำลังรณรงค์ให้ประชาชนเข้าชื่อเพื่อเสนอเป็นร่างกฎหมายต่อไป
การได้เห็นประเทศไทยมีกฎหมายเกี่ยวกับอากาศสะอาดที่จะออกมาเพื่อดูแลประชาชนและใช้ได้จริงในวันหนึ่งน่าจะเป็นความหวังทั้งของคนทั่วไปและคนที่ต้องเผชิญกับโรคภูมิแพ้ เพราะปัญหาฝุ่นควันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคเหนือ แต่กำลังเป็นปัญหาที่เกิดในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ในระหว่างนี้ประชาชนอาจต้องดูแลตัวเองไปก่อน ด้วยการสวมหน้ากากอนามัยที่เปรียบเสมือนอวัยวะที่ 33 จนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงใจและจริงจัง










