ฝุ่น : PM 2.5 ในเชียงใหม่ขึ้นสูงแตะอันดับหนึ่งของโลก

ที่มาของภาพ, อารีรัตน์ เดียวสมคิด
- Author, ชัยยศ ยงค์เจริญชัย
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
"ดอยสุเทพหายไปแล้ว" ประโยคยอดฮิตของชาวเชียงใหม่ในทุกครั้งที่ฤดูเผาป่า มาเยือนในช่วงปลายฤดูหนาวเข้าสู่หน้าร้อน และวันนี้ (12 มี.ค.) ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่ชาวเชียงใหม่ พูดประโยคนี้ในวันที่ค่าฝุ่น PM 2.5 ทะยานขึ้นสูงสุดติดอันดับหนึ่งของโลก
เช้าวันนี้ป็นเช้าวันที่ชาวเชียงใหม่และชาวเหนือทั้ง 9 จังหวัดตอนบนของภาค ต่างมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีส้มและหมอกสีขาวอมเหลืองปกคลุมทั่วพื้นที่อย่างหนาแน่น โดยสถานการณ์หมอกควัน และไฟป่าในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งภาคเหนือตอนบน ยังมีความรุนแรงต่อเนื่อง
ในช่วงเช้าค่ามลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ทั้ง 9 จังหวัดภาคเหนือ เกินค่ามาตรฐานที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตั้งแต่ จ. เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน และตาก

ที่มาของภาพ, AirVisual
โดยเฉพาะบริเวณ จ. เชียงใหม่ที่มีรายงานว่าค่าดัชนีคุณภาพอากาศโดยรวม ขึ้นสูงสุดติดอันดับหนึ่งของโลกอยู่ที่ 271 โดยมีค่า PM 2.5 อยู่ที่ประมาณ 170 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ส่วนในกรุงเทพฯ เอง กระแสความตื่นตัวเรื่องมลพิษอาจจะลดลงไปบ้าง แต่ในความเป็นจริง ค่าดัชนีคุณภาพอากาศในบางพื้นที่ขึ้นไปถึง 159
เมื่อหน้ากากเป็นสิ่งประหลาด
หน้ากากกันฝุ่นประเภท N95 เป็นหนึ่งในรายการของใช้จำเป็นของคนในกรุงเทพฯ เมื่อยามที่ชาวเมืองหลวงต้องเผชิญหน้ากับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จนกลายเป็นสินค้าขายดีและมีการโก่งราคากันอย่างแพร่หลาย แต่สำหรับในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เอง การตื่นตัวเพื่อรับมือกับปัญหายังมีไม่มากนัก
น.ส.จุรีรัตน์ อินทกาน์ ครูประจำโรงเรียนอนุบาลสานสายใยรัก เทศบาลเมืองแกนพัฒนา ในพื้นที่ อ.แม่แตง บอกกับบีบีซีไทยว่าสภาพอากาศแย่มาก ทัศนวิสัยต่ำทำให้การเดินทางลำบาก ส่วนอากาศนั้นแย่ในระดับที่ทำให้หายใจไม่สะดวกและมีอาการแสบคอควบคู่ไปกับอาการแสบตา
"ถึงแม้สภาพมลพิษทางอากาศจะแย่แค่ไหน แต่นักเรียนขอที่จะไม่ใส่หน้ากากเพราะพวกเขาบอกว่ามันดูประหลาดและเขาอายที่จะใส่หน้ากากกัน ทางโรงเรียนมีหน้ากากอนามัยแจกให้นักเรียนแต่เฉพาะเด็กที่มาขอเท่านั้นแต่ก็ไม่มีใครเข้ามาขอนอกจากเด็กที่ป่วยเป็นภูมิแพ้จริง ๆ เท่านั้น" น.ส.จุรีรัตน์ กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
น.ส.จุรีรัตน์ อธิบายเพิ่มเติมว่าทางผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ยังไม่ได้ประกาศให้เด็กนักเรียนหยุดโรงเรียน แต่ทางโรงเรียนมีวิธีการแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการงดเว้นกิจกรรมกลางแจ้งทุกประเภทและประสานให้สำนักงานเทศบาลนำรถดับเพลิงเข้ามาฉีดน้ำในบริเวณโรงเรียน
ดูแลและจัดการตัวเอง
ปัญหาหมอกควันและมลพิษที่ จ.เชียงใหม่ เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ในปีนี้เรื่องของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ได้รับความสนใจจากชาวเชียงใหม่เป็นพิเศษ โดยบางคนเห็นว่าทางการท้องถิ่นยังไม่มีแนวทางแก้ปัญหาที่ชัดเจน
นายธนัชชนม์ มาตระออ ครูประจำโรงเรียนคำเที่ยงอนุสสรณ์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ บอกกับบีบีซีไทยว่า ทางผู้ว่าราชการจังหวัดยังไม่ได้ออกคำสั่งหรือเสนอความช่วยเหลือใด ณ ขณะนี้

ที่มาของภาพ, ธนัชชนม์ มาตระออ
แต่ทางโรงเรียนได้ทำงานคู่ขนานไปกับโรงพยาบาลของเทศบาลเมืองเชียงใหม่เพื่อให้การช่วยเหลือเบื้องต้นกับเด็กนักเรียนของโรงเรียน
ในสังคมโซเชียลมีเดียของเชียงใหม่ เช่น CM108.com มีผู้โพสต์ข้อความในเชิงเหน็บแนมว่า ประกาศหาคนหายโดยสื่อถึงผู้ว่าราชการจังเชียงใหม่ ที่ถูกผู้ใช้โซเชียลมีเดียมองว่า ยังไม่ได้แก้ปัญหาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ดีมีผู้อ้างตัวเป็นคนวงในแย้งว่าผู้ว่าฯ ทำงานเรื่องนี้อยู่ตลอด 24 ชั่วโมง และได้ประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง
โดยศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อยู่ภายใต้โครงการประเทศไทยไร้หมอกควัน ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ลงข้อมูลแบ่งตามรายพื้นที่แสดงให้เห็นว่าค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 อยู่ในระดับสูงมากในแทบทุกพื้นที่ของจังหวัด
เจ้าหน้าที่จากศูนย์ได้ยืนยันเช่นกันว่าทางมหาวิทยาลัยก็ทำการจัดการแจกหน้ากากอนามัยกันเองโดยยังไม่มีการให้ความช่วยเหลือหรือคำสั่งใด ๆ ออกมาจากทางส่วนของจังหวัดเอง
ค่า PM 2.5 สูงทะลุสเกลที่มองโกเลีย
เมื่อไม่นานมานี้ สเตฟานี เฮการ์ที ผู้สื่อข่าวบีบีซี เดินทางไปยังมองโกเลีย หนึ่งในประเทศที่ประชากรต้องเผชิญสภาพมลพิษทางอากาศอย่างหนัก ถึงขั้นที่ฝุ่น PM2.5 มีค่าสูงเกินกว่า 999 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และเกินกว่าที่เครื่องตรวจวัด สภาพมลพิษจะระบุค่าได้
มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของชาวมองโกเลียหลายพันคนในแต่ละปี

ที่มาของภาพ, Reuters
กรุงอูลานบาตอร์ เป็นเมืองที่ประชากรราวครึ่งหนึ่งของมองโกเลียอาศัยอยู่ การเผาถ่านหินเพื่อทำความร้อนในช่วงฤดูหนาวที่หนาวเหน็บติดลบถึง 25 องศาเซลเซียส เป็นต้นเหตุทำให้มลพิษทางอากาศปกคลุมทั่วพื้นที่

ที่มาของภาพ, AFP
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากประชากรในวัยผู้ใหญ่ที่ต้องล้มป่วยแล้ว เด็กในวัยทารกคือประชากรอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก อิรีดนี วัย 5 เดือนที่ผู้สื่อข่าวได้พบ ไม่สบายและต้องเข้าโรงพยาบาลมาแล้วถึง 6 ครั้ง โดยเมื่อใดที่ทารกน้อยต้องสูดดมอากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษในกรุงอูลานบาตอร์เขาจะไอ หายใจติดขัด ใบหน้าซีดเขียว พ่อแม่ของเขาต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล
แม่ของทารกรายนี้เชื่อว่ามลพิษทางอากาศเป็นต้นเหตุอาการป่วยของลูกที่เกิดมาพร้อมอาการไทรอยด์อักเสบและหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
ดร.กานชูลูน ซุนดุย กุมารแพทย์ ก็เชื่อว่าเด็กหลายร้อยคนป่วยเพราะมลพิษทางอากาศ
"ช่วงฤดูหนาวที่แล้ว เด็กถึง 270 คน ถูกนำตัวส่งห้องฉุกเฉิน ส่วนปีนี้ตัวเลขเพิ่มเป็น 300 คน เกือบทุกคนมีอาการหายใจติดขัด"
ดร.ซุนดุย กลัวว่าเด็ก ๆ เหล่านี้จะมีปัญหาสุขภาพในระยะยาวเพราะมลพิษทางอากาศเป็นต้นเหตุของมะเร็งปอด
การแก้ปัญหาไม่ใช่เรื่องง่าย
นายบัตบายาสกาลัน แจนท์สัน รักษาการผู้ว่าราชการกรุงอูลานบาตอร์ ยอมรับว่าการแก้ปัญหา มลพิษในเมืองหลวงไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่าย

ที่มาของภาพ, Reuters
"งานวิจัยทางสุขภาพของเราพบว่าหากเราห้ามไม่ให้เผาถ่านหิน ประชากรราว 80% ก็จะล้มหาย ตายจากไป แต่จะเกิดอะไรขึ้นกับประชากร 60% ที่ยังใช้ถ่านหินอยู่ ถ้าเราห้ามไม่ให้ใช้ถ่านหิน พวกเขาจะใช้อะไรเป็นเชื้อเพลิง นี่คือปัญหาใหญ่ที่เรากำลังเผชิญอยู่"
แต่ปัญหาไม่ได้เกิดเฉพาะในเมืองหลวงเท่านั้น ในพื้นที่ห่างไกล ชนเผ่าเร่ร่อนก็เผชิญกับสภาพ อากาศอันเลวร้ายที่ไม่อาจคาดเดาล่วงหน้าได้
ผู้สื่อข่าวบีบีซีรายงานว่าในช่วงสองสามปีมานี้ สภาพอากาศเปลี่ยนจากแล้งจัดในช่วงฤดูร้อน ไปเป็นหนาวจัดในช่วงฤดูหนาว สัตว์เลี้ยงที่ไม่สามารถหาอาหารกินเพียงพอในฤดูร้อน ไม่อาจทนสภาพอากาศในฤดูหนาวได้ และพากันล้มตาย ชาวบ้านบางครอบครัวต้องสูญเสียม้าไป 20 ตัว และแกะอีกกว่า 30 ตัว
ทว่าในปีนี้สภาพอากาศยังผิดแผกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เพราะในฤดูร้อนสภาพอากาศ กลับเปียกชื้น ขณะที่ในฤดูหนาวอากาศกลับแห้งแล้ง ทุ่งหญ้าที่ควรจะปกคลุมไปด้วยหิมะ ถูกสัตว์เลี้ยงเล็มกินจนหมด สภาพเช่นนี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ที่ผิดแผกและคาดเดาไม่ได้เลย
ขณะที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนเตือนว่าอุณหภูมิในมองโกเลียสูงขึ้นแล้ว 2.2 องศาเซลเซียส









