ประชุมสภา : ส.ว. ชี้ อนาคตใหม่โหวตคว่ำ พ.ร.ก.โอน 2 หน่วยทหาร สะท้อนแนวคิด "ปฏิกษัตริย์นิยม"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ที่ประชุมวุฒิสภาเห็นชอบให้ประกาศใช้ พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นหน่วยงานบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562 หลังจากส.ว. ส่วนหนึ่งลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้และวิจารณ์นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่คัดค้านการออก พ.ร.ก.ว่ากำลังสร้างความแตกแยกในสังคม
วันนี้ (20 ต.ค. 2562) ที่ประชุมวุฒิสภา สมัยวิสามัญ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการพิจารณา พ.ร.ก. โอนกำลังพลและงบประมาณบางส่วนฯ โดยเริ่มจาก พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมนำเสนอเหตุผลและความจำเป็นเร่งด่วนในการออกเป็น พ.ร.ก.
พล.อ.ชัยชาญชี้แจงเพิ่มเติมด้วยว่า ขณะนี้กระทรวงกลาโหมอยู่ระหว่างการออกประกาศกระทรวงและปรับโครงสร้างบริหารราชการภายในกองทัพบกเพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.ก.ฉบับนี้
จากนั้น ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภาได้ให้ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ และ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและการตำรวจ ที่ได้รับมอบหมายจากวุฒิสภาให้ศึกษา พ.ร.ก.ดังกล่าวไว้ล่วงหน้า ชี้แจงผลการศึกษาต่อที่ประชุม ซึ่งทั้ง 2 คน ยืนยันว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้มีเหตุผลและความจำเป็นเร่งด่วนเนื่องจากเป็นเรื่องความมั่นคงของรัฐและการถวายความปลอดภัยพระมหากษัตริย์ จึงเป็นไปตามเงื่อนไขการออกพระราชกำหนดตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ทั้งนี้ พ.ร.ก.โอนกำลังพลและงบประมาณฯ ได้ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 17 ต.ค. ก่อนจะส่งมาให้วุฒิสภาพิจารณา ซึ่งที่ประชุมวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบด้วยคะแนน 223 เสียง งดออกเสียง 3 เสียงไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย ส่งผลให้ พ.ร.ก. ฉบับนี้มีผลบังคับใช้เป็นพระราชบัญญัติอย่างสมบูรณ์
5 ส.ว. อภิปรายสนับสนุน พ.ร.ก.
ก่อนการลงมติ ส.ว. 5 คนได้ลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุน พ.ร.ก.ฉบับนี้ ได้แก่ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ นายเสรี สุวรรณภานนท์ นายสมชาย แสวงการ นายอนุศักดิ์ คงมาลัย และ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โดยทั้ง 5 คนได้พูดถึงความจำเป็นในการออก พ.ร.ก. และบางคนได้วิจารณ์การโหวตคว่ำ พ.ร.ก.ของ 70 ส.ส. อนค. รวมทั้งการอภิปรายของนายปิยบุตร ส.ส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการ อนค.
นายวัลลภกล่าวว่า มีความพยายามที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ว่าการโอนกำลังพลและงบประมาณ 2 หน่วยทหารไปเป็นส่วนราชการในพระองค์นั้นไม่มีความจำเป็น แต่เขาเห็นว่าเรื่องนี้ "จำเป็นมาก ๆ" เพราะประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จึงมีความจำเป็นต้องถวายความปลอดภัยประมุขของประเทศ

ที่มาของภาพ, BBC Thai
ขณะที่นายเสรีกล่าวว่า การตัดสินใจว่าเรื่องไหนเป็นกรณีฉุกเฉินและเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จึงต้องออกเป็น พ.ร.ก. แทนการออกเป็น พ.ร.บ. ตามขั้นตอนปกติที่ต้องใช้เวลานานกว่านั้น เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถ้าสมาชิกรัฐสภาไม่เห็นด้วยก็ต้องรวบรวมรายชื่อ ส.ส.และ ส.ว.ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
"แต่ไม่มีสมาชิกทั้งสองสภาดำเนินการดังกล่าว จึงเป็นที่ยุติว่าเมื่อ ครม. เห็นว่าฉุกเฉินก็ต้องเป็นไปตามนั้น" นายเสรีกล่าว
สมชายจัดหนัก ปิยบุตร-อนค.
นายสมชาย แสวงการกล่าวว่าการอภิปรายคัดค้านการออก พ.ร.ก.ของนายปิยบุตรนั้น เป็นการอภิปรายที่ "ฉวัดเฉวียน" และ "ตะแบง" ขณะที่การลงมติคว่ำ พ.ร.ก. ของ 70 ส.ส. อนค.นั้น "ขัดต่อธรรมเนียมของรัฐสภาและเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง" เพราะได้สร้างความสับสนและอาจนำไปสู่ความแตกแยกในสังคม
"ผมถามว่าเรื่องแบบนี้จะนำไปสู่อะไร ฝากไปถึง ส.ส.ที่โหวตไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ว่า สิ่งที่ท่านทำไม่งดงามเลย สร้างความหนางแหนงแคลงใจให้กับประชาชนที่รักชาติ ศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่าไปอ้างเลยครับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพราะนายกฯ อยากได้มาตรา 44 ผมว่าตะแบงครับ ท่านทราบอยู่แล้วว่า เรื่องนี้นายกฯ ทำถูกต้องแล้ว เป็นการตกลงร่วมกัน พ.ร.ก. ก็ประกาศใช้แล้ว สภามีหน้าที่อนุมัติครับ" นายสมชายกล่าวในที่ประชุมวุฒิสภา
เขาตั้งคำถามถึง อนค.ว่า "ทำไมต้องสร้างความแปลกประหลาด" พร้อมกับขอบคุณ ส.ส. อนค. 3 คนที่ออกเสียง "เห็นด้วย" กับ พ.ร.ก.

ที่มาของภาพ, วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา
"ถามพรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ สิว่า ทำไมพรรคเพื่อไทยซึ่งอยู่สภามานาน พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ ถึงลงมติเห็นชอบ พ.ร.ก.ฉบับนี้"
นายสมชายกล่าวว่า เนื้อหาการอภิปรายของนายปิยบุตรและมติโหวตคว่ำ พ.ร.ก.ของ อนค.นั้นสะท้อนว่า "กลุ่ม anti-royalist หรือปฏิกษัตริย์นิยมและแนวคิดนิติราษฎร์บางประการยังเคลื่อนไหวอยู่ และอยากนำมวลชนในโซเชียลลงท้องถนนเช่นฮ่องกง"
"การอนุมัติ พ.ร.ก.ในรัฐสภาเป็นเรื่องสำคัญและถูกต้องแล้วเพราะเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนและเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัย สิ่งที่บางพรรคการเมืองทำไปแล้ว ขอเตือนว่า ท่านทำท่านต้องรับผิดชอบ แต่สิงที่ท่านกำลังพยายามพามวลชนอย่างมีวาระซ่อนเร้น เผชิญหน้ากับคนไทย 60 กว่าล้านคนโดยไม่จำเป็น อย่าแสดงสัญลักษณ์แบบนี้เลย...เมื่อเข้าสู่สภาแล้วก็เดินบทบาทในสภาอันเหมาะอันควร ถ้าท่านเดินหน้าชนกับประเทศไทย ชนกับสังคมไทยที่รักชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ วันนั้นจะเกิดวิกฤตอีกรอบหนึ่ง อย่าพาผู้คนลงบนท้องถนน หรือทำให้เกิดความขัดแย้งเพราะเรื่องนี้เลย ทำเป็นครั้งสุดท้าย ทำแล้วต้องรับผิดชอบ แต่อย่าทำอีก" นายสมชายกล่าว
ปิยบุตรพูดอะไรในสภา?
วันที่ 17 ต.ค. นายปิยบุตร เป็น ส.ส. เพียงคนเดียวที่ลุกขึ้นอภิปรายแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการออก พ.ร.ก.โอนกำลังพลและงบประมาณฯ โดยเขาระบุว่าการอภิปรายของเขาเป็น "การพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" และสิ่งที่อภิปรายและกำลังจะลงมติคือความสัมพันธ์ระหว่างสภากับ ครม. ตามระบบรัฐสภา ซึ่งเป็นเรื่องกระบวนการออกกฎหมาย และการตรวจสอบถ่วงดุล ครม. ในฐานะองค์กรถวายคำแนะนำ
"นี่เป็นการตรวจสอบ พล.อ. ประยุทธ์ ในฐานะนายกฯ ซึ่งต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ" นายปิยบุตรระบุ
เขาอธิบายวา การตรา พ.ร.ก. โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณฯ มีประเด็นในทางรัฐธรรมนูญที่ต้องอภิปราย เพราะการออก พ.ร.ก. ถือเป็นข้อยกเว้นที่ให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจออกกฎหมายก่อนแล้วให้สภารับรองทีหลัง เพื่อไม่ให้ฝ่ายบริหารใช้ข้อยกเว้นอย่างฟุ่มเฟือย และไม่ให้ข้อยกเว้นกลายเป็นเรื่องทั่วไป ทั้งนี้รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 กำหนดเหตุผลในการออก พ.ร.ก. ไว้ 4 ประการ และกำหนดว่าจะกระทําได้เฉพาะเมื่อ ครม. เห็นว่า "เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้"
เขาหยิบยกกฎหมายหลายฉบับมายืนยันว่ากระทรวงกลาโหมมีหน้าที่พิทักษ์และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว และที่ผ่านมา หลายกรณีที่เกี่ยวข้องกับหน่วยถวายความปลอดภัยและเกี่ยวข้องกับสถาบัน ก็เคยมีการตรากฎหมายในรูปแบบ พ.ร.บ. เพื่อยืนยันว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก. ในกรณีนี้
นายปิยบุตรอภิปรายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นปัญหาเรื่องการใช้อำนาจของนายกฯ ว่าคงคุ้นชินกับการใช้อำนาจพิเศษมา 5 ปีเศษ แต่เมื่อมีการใช้รัฐธรรมนูญเต็มรูปแบบและมีสภาที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว พล.อ. ประยุทธ์ จึงไม่มีมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ให้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติออกคำสั่ง
"หากเราปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป เท่ากับเรากำลังสนับสนุนการใช้อำนาจของ พล.อ. ประยุทธ์ว่าใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้... นี่จะสร้างบรรทัดฐานแบบผิด ๆ ว่านายกฯ อยากได้กฎหมายอะไร ไม่อยากมาชี้แจงสภา ก็จะออกเป็น พ.ร.ก. นานวันเข้าการออก พ.ร.ก. ก็จะกลายเป็นมาตรา 44 จำแลง" นายปิยบุตรกล่าว












