ประชุมสภา : เพื่อไทย-วิปฝ่ายค้านไม่ติดใจ พ.ร.ก.โอนหน่วยทหาร เตรียมโหวตรับเป็น พ.ร.บ.

ที่มาของภาพ, BBCThai
พรรคเพื่อไทย (พท.) และวิปฝ่ายค้านส่งสัญญาณชัดว่าจะยกมืออนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. 2562 แต่ระบุว่ายังไม่มีมติพรรคและมติวิปฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ
วันนี้ (16 ต.ค.) พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า พท. เห็นว่าจะต้องฟังคำอธิบายถึงเหตุผลและความจำเป็นในการออกกฎหมายฉบับนี้เป็น พ.ร.ก. ก่อนถึงจะตัดสินใจว่าจะโหวตรับเป็น พ.ร.บ. หรือไม่
"แต่ตอนนี้ถ้าดูตามหลักการแล้ว มันเป็นสิ่งที่ปฏิเสธยาก" พล.ท.ภราดรกล่าว
นายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่าที่ประชุมวิปในวันนี้ "ลืมหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา" ดังนั้นจึงนัดประชุมกันก่อนเริ่มประชุมสภาฯ ในวันพรุ่งนี้ (17 ต.ค.) เวลา 08.00 น. เพื่อลงมติว่าวิปฝ่ายค้านจะมีมติว่าจะโหวตรับหรือไม่รับ พ.ร.ก.
อย่างไรก็ตาม นายสุทินยอมรับว่า จากการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ สมาชิกหลายคนเสนอให้โหวตรับ พ.ร.ก. ส่วนตัวเขานั้นเห็นว่า พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณฯ "ไม่มีอะไรต้องพิจารณามาก เป็นเรื่องของกองทัพ รายละเอียดไม่เยอะ และไม่น่าจะมีใครอภิปรายอะไรมากมาย"
บีบีซีไทยสอบถามนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคฝ่ายค้านถึงท่าทีของพรรคต่อการโหวตรับหรือไม่รับ พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณฯ นายสงครามกล่าวว่า กรรมการบริหารพรรคอยู่ระหว่างการประชุมหารืออยู่ว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร
"ต้องดูรายละเอียดว่าเป็นเรื่องด่วนหรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องด่วนก็โอเค เราจะรอฟังคำอธิบายจากรัฐบาลก่อน" นายสงครามระบุ

ที่มาของภาพ, Getty Images
เพื่อไทยบอก "อนาคตใหม่" มีสิทธิเห็นต่าง
ท่าทีจากพรรคฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทย เพื่อชาติและความเห็นจากประธานวิปฝ่ายค้าน ทำให้ดูเหมือนว่าขณะนี้มีเพียงพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เพียงพรรคเดียวที่ตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการออก พ.ร.ก.ฉบับนี้เนื่องจากเห็นว่าไม่เข้าเกณฑ์ "จำเป็นรีบด่วน" ตามรัฐธรรมนูญ โดย อนค. ยืนยันว่าข้อสังเกตดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานของหลักการการออกกฎหมายของรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับสถาบัน
ก่อนหน้านี้ พล.ท. พงศกร รอดชมภู ส.ส. บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้า อนค. ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า เท่าที่ศึกษาเนื้อหาใน พ.ร.ก. ยังไม่พบว่าเข้าเงื่อนไข 3-4 ประการตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญคือ มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือเพื่อป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ

ที่มาของภาพ, BBCThai
เขายอมรับว่าแกนนำพรรคได้หยิบยกเรื่องการ "งดออกเสียง" รับรอง พ.ร.ก. โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณฯ มาหารือภายในพรรคจริง แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากสมาชิกมีความคิดเห็นแตกต่างหลากหลายโดยแบ่งเป็น 3 แนวทาง ทั้งให้ลงมติเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ และงดออกเสียง
พล.ท.ภราดรให้ความเห็นว่า อนค. มีเสรีภาพในการแสดงทัศนะต่อกระบวนการออกกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามครรลองประชาธิปไตยที่จะเห็นต่างกันได้ และสุดท้ายแล้วเรื่องนี้ต้องจบที่เสียงส่วนใหญ่ในสภาว่าจะโหวตรับ พ.ร.ก. ฉบับนี้หรือไม่
พล.ท.ภราดรอธิบายว่า การพิจารณาความสมเหตุสมผลในการออก พ.ร.ก. นั้นต้องดู 2 เรื่องหลัก คือ เรื่องแรกคือเงื่อนไข 4 ประการที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ในการออกพระราชกำหนด คือ ความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการป้องกันภัยพิบัติ และเรื่องที่ 2 คือ ความจำเป็นรีบด่วนที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้

ที่มาของภาพ, BBCThai
"เรื่องความเร่งด่วนหรือไม่นั้น เราต้องรอฟังรัฐบาลอธิบายในที่ประชุมสภา แต่หากพิจารณา 4 เงื่อนไขในรัฐธรรมนูญก็พอจะรับฟังได้ว่าเป็นเรื่องความปลอดภัยของประเทศ" ที่ปรึกษา พท.ให้ความเห็นและกล่าวว่า "คาดการณ์ได้ว่า (พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณฯ) คงจะผ่านตามปกติ"
ทั้งนี้ พ.ร.ก. ฉบับนี้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่ 1 ต.ค. 2562 หลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 30 ก.ย. 2562

ที่มาของภาพ, ราชกิจจานุเบกษา
เนื้อหาของ พ.ร.ก. นี้มี 4 มาตรา ดังนี้
มาตรา 1 ชื่อเรียกของ พ.ร.ก. ฉบับนี้
มาตรา 2 กำหนดให้ พ.ร.ก. ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 3 กำหนดกิจการที่จะโอน-รับโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ตามที่ รมว. กลาโหมประกาศกำหนดไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการในพระองค์
มาตรา 4 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตาม พ.ร.ก. นี้
และตอนท้าย พ.ร.ก. ฉบับนี้ระบุหมายเหตุไว้ว่า
"เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้คือ โดยที่หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์เป็นส่วนราชการในพระองค์ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ มีหน้าที่วางแผน อำนวยการ ประสานงาน บังคับบัญชา ควบคุม กำกับดูแลและปฏิบัติงานในการถวายอารักขาและถวายพระเกียรติองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท พระบรมวงศานุวงศ์ และบุคคลอื่นตามที่พระมหากษัตริย์ทรงมอบหมาย รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่ทางพระราชพิธีตามที่ได้รับมอบหมาย และการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในเขตพระราชฐาน ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์และพระราชอาคันตุกะ ซึ่งในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการถวายอารักขาและถวายพระเกียรติและการรักษาความปลอดภัยดังกล่าวจำเป็นต้องมีความพร้อมในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดอัตรากำลังพลที่เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียบร้อย รวดเร็ว และเกิดความปลอดภัยสูงสุด สมควรโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม และกรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการในพระองค์ เพื่อสนับสนุนภารกิจของส่วนราชการในพระองค์ในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการถวายอารักขาและถวายพระเกียรติ และการรักษาความปลอดภัยองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ผู้แทนพระองค์และพระราชอาคันตุกะ รวมทั้งให้การปฏิบัติภารกิจทั้งปวงตามพระราชอัธยาศัยและตามพระราชประเพณีเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์และเกิดความปลอดภัยสูงสุด จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ จึงจำเป็นต้องตรา พ.ร.ก. นี้"












