หวยบนดิน : คดีล่าสุด สั่งจำคุก 2 ปี ทักษิณ ชินวัตร "เร่งรัด" ทำ แม้รู้ว่า "ขัดต่อกฎหมาย"

ที่มาของภาพ, AFP/Getty IMAGES
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 2 ปี นายทักษิณ ชินวัตร โดยไม่รอลงอาญา ในความผิดตามาตรา 157 ของประมวลกฎหมาย อาญา คดีออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว หรือ "หวยบนดิน" เมื่อปี 2546 - 2549 เป็นคดีสำนวนที่ 2 ที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาตัดสินคดีของนายทักษิณ ในปี 2562 และมีโทษจำคุก ซึ่งเป็นการพิจารณาคดีโดยไม่มีตัวจำเลย ตามกฎหมายใหม่
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิจารณาคดีที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายทักษิณ ในคดีทุจริตโครงการหวยบนดิน โดยอาศัยมาตรา 69 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ 2560 ประกอบมาตรา 27 และ 28 ซึ่งให้ศาลพิจารณาคดีลับหลังได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ศาลได้มีคำพิพากษาคดีนี้ไปแล้ว แต่ได้จำหน่ายคดีความผิดในส่วนของนายทักษิณ เนื่องจากนายทักษิณไม่ได้เดินทางมาศาล
ในการพิจารณาครั้งนี้ศาลมีคำวินิจฉัยว่า ในระหว่างที่นายทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้เร่งรัดให้มีการออกสลากพิเศษหวยบนดินในปี 2546-2549 ซึ่งแม้จะมีการทักท้วงว่าการออกสลากดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย แต่ในฐานะนายกรัฐมนตรีกลับไม่ได้มีการยับยั้ง จนทำให้เกิดความเสียหาย
นอกจากนี้ นายทักษิณยังเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสั่งการเป็นกรณีพิเศษเพื่อให้เร่งรัดดำเนินการโดยเร็ว รวมทั้งยังนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างผิดขั้นตอน อีกทั้งเร่งออกสลากโดยไม่รอเครื่องพิมพ์
ศาลพิจารณาว่า แม้ว่าโครงการนี้จะช่วยให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มีรายได้จากการขายสลากกว่า 1.2 แสนล้านบาท แต่การบริหารงานกลับขาดทุน 7 งวด เป็นเงินกว่า 1.6 พันล้านบาท ซึ่งทำให้เห็นว่าโครงการนี้ไม่ได้มีการบริหารความเสี่ยงในการจ่ายเงินให้ผู้ที่ถูกรางวัล
นอกจากนี้ เงินรายได้กว่า 80% ที่สมทบเข้ากองทุนจ่ายเงินรางวัล และส่วนหนึ่งต้องนำกลับคืนสู่สังคมนั้น มีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
ศาลจึงพิพากษาให้ลงโทษจำคุกนายทักษิณเป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ส่วนข้อกล่าวหาอื่น ๆ ศาลยกฟ้อง
สำหรับคดีนี้นับเป็นคดีล่าสุดที่นายทักษิณถูกศาลตัดสิน หลังจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ทำรัฐประหารล้มรัฐบาลของเขาเมื่อวันที่ 19 ก.ย 2549 ส่งผลให้นายทักษิณต้องลี้ภัยในต่างแดน
บีบีซีไทยรวบรวมคดีความที่นายทักษิณเผชิญและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วดังนี้

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
คดีทุจริตที่ดินรัชดาภิเษก
อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้อง นายทักษิณ เป็นจำเลยที่ 1 และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร (นามสกุลขณะนั้น) เป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2550 ในความผิดฐาน "เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบหรือดำเนินคดี และเป็นเจ้าพนักงาน และสนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นฯ" ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายอาญา
คดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่คุณหญิงพจมานประมูลซื้อที่ดินริมถนนเทียมร่วมมิตร ย่านถนนรัชดาภิเษก ใกล้กับศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เนื้อที่ประมาณ 33 ไร่ ราคา 772 ล้านบาท จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ในกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง โดยนายทักษิณ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ร่วมลงนามยินยอมในฐานะคู่สมรส
วันที่ 21 ต.ค. 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่า นายทักษิณ มีความผิด โดยให้ลงโทษจำคุก 2 ปี แต่ให้ยกฟ้องคุณหญิงพจมาน

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
คดีขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ป
23 ม.ค. 2549 ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ประกาศขายหุ้นในบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้แก่บริษัทเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ (พีทีอี) จำกัด ซึ่งเป็น กองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ จำนวน 1,487 ล้านหุ้น รวมเป็นเงิน 73,271 ล้านบาท โดยไม่เสียภาษี ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคมไทย และถือเป็นแรงผลักดันสำคัญของการเคลื่อนไหวขับไล่นายทักษิณให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งนำไปสู่การยุบสภาผู้แทนราษฎรในเดือนถัดมา และการรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย. 2549
วันที่ 26 ก.พ. 2553 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีมติเสียงข้างมากว่า นายทักษิณใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์กับชินคอร์ป 5 กรณี โดยสั่งยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท พร้อมดอกผล
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์
คดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยเงินกู้ให้รัฐบาลพม่า 4 พันล้านบาทเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์โทรคมนาคมจากชินคอร์ป
กรณีนี้เกิดขึ้นในปี 2546 เมื่อรัฐบาล 5 ประเทศ คือ ไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ลงนามความร่วมมือ "ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ลุ่มน้ำอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง"
ขณะนั้นไทยให้รัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านกู้เงินผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) สำหรับใช้ซื้อสินค้าและบริการด้านสาธารณูปโภคของไทย ซึ่งเมียนมาที่มีการซื้อบริการดาวเทียมจากไทย คือ บริษัทชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งนายทักษิณและครอบครัวถือหุ้น ได้นำเงินกู้ส่วนนี้มาชำระเงิน
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ยื่นฟ้องนายทักษิณ ฐานสั่งการให้เอ็กซิมแบงก์ อนุมัติเงินกู้สินเชื่อ 4,000 ล้านบาทดังกล่าวแก่รัฐบาลเมียนมา
เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2562 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาว่านายทักษิณมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 (เดิม) และสั่งจำคุกเป็นเวลา 3 ปี
ศาลวินิจฉัยว่า กรณีนายทักษิณสั่งการให้เอ็กซิมแบงก์อนุมัติเงินกู้สินเชื่อจำนวน 4,000 ล้านบาท แก่รัฐบาลเมียนมา โดยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน เพื่อนำเงินกู้ดังกล่าวไปใช้ในการซื้อสินค้าและบริการของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น











