เรือนจำหญิงกลางใช้ "ปัญญาบำบัด" ช่วยผู้ต้องขังต่างชาติให้เป็นอิสระทางใจ
- Author, นันท์ชนก วงษ์สมุทร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Role, วิดีโอโดย ภานุมาศ สงวนวงษ์
ชายผิวดำใช้อาวุธปืนเคาะกระจกรถยนต์ของบาฮาที* ตอนที่เธอกำลังขับรถจากที่ทำงานของเธอในกรุงไนโรบี เมืองหลวงของเคนยา เพื่อกลับบ้าน
เขาออกคำสั่งให้เธอลงไปนั่งที่เบาะหลังของรถ มีผู้ชายและผู้หญิงขึ้นรถมาอีกสองคน ผู้หญิงคนที่นั่งกับเธอที่เบาะหลัง เอากระเป๋าและเงินของเธอไป
สิ่งสุดท้ายที่เธอจำได้ คือ ผู้หญิงคนนั้นเอาผ้ามาปิดบนใบหน้าของเธอ แล้วเธอก็สลบไป
หกโมงเช้าวันต่อมา บาฮาทีตื่นขึ้นมากลางป่าที่อยู่ห่างจากไนโรบีหลายกิโลเมตร ร่างกายเปียกปอนเพราะฝนที่ตกลงมา รองเท้าที่เคยสวมอยู่หายไป เธอสังเกตเห็นรอยล้อรถบนผืนดิน และเดินตามรอยนั้นไปจนถึงถนนใหญ่

ที่มาของภาพ, PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
รถที่หายไปหลังจากที่เธอซื้อมาเพียงสามสัปดาห์ และเงินกู้ยืมที่เธอต้องคืน ทำให้พนักงานธนาคารคนนี้ตัดสินใจขนส่งยาเสพติดไปตุรกี และต่อมาไทย ซึ่งเป็นสถานที่ที่เธอถูกจับกุม และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต นี่คือเรื่องเล่าของบาฮาที
ปัจจุบันเธอเป็นหนึ่งในผู้ต้องขังหญิงต่างชาติ 100 คนจาก 30 ประเทศ ที่เข้าร่วมโครงการให้คำปรึกษาที่เรียกว่าโครงการ "ปัญญาบำบัด" โดยฑันทสถานหญิงกลางได้นิมนต์พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร มาเป็นผู้บรรยาย
"มันไม่ง่ายเลยที่จะอยู่ในคุก เพราะคุณเป็นผู้ใหญ่ที่ชินกับการทำอะไรตามใจตัวเอง แล้วอยู่ดี ๆ ต้องมาทำตามกฎระเบียบ" บาฮาทีกล่าวกับบีบีซีไทยเป็นภาษาอังกฤษ "แต่ตั้งแต่พระอาจารย์เริ่มมา ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป ฉันเริ่มรู้สึกเป็นอิสระมากขึ้น"
"ฉันเป็นอิสระแล้ว"
ที่เรือนจำ บาฮาทีต้องนอนร่วมกับผู้ต้องขังไทยและต่างชาติ 130 คน บนผืนผ้า มีผ้าห่มและหมอนคนละหนึ่งใบ

ที่มาของภาพ, PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
แรก ๆ เธอมีปัญหากับผู้คุมและการกิน เนื่องจากเธอไม่สามารถกินอาหารรสเผ็ดได้ อีกทั้งต้องเผชิญกับความหวาดระแวงว่าจะถูกตัดขาดจากยาต้านไวรัสเอชไอวีได้ทุกเมื่อ อย่างเช่นตอนที่มีกฎออกมาว่าชาวต่างชาติไม่สามารถเบิกยาจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้ลูกชายของเธอต้องออกเงินค่ายาให้เธอเป็นเวลาหนึ่งปี
ปัญหาของบาฮาทีเป็นสิ่งที่ผู้ต้องขังต่างชาติมักจะเจอเมื่อเข้ามาในเรือนจำใหม่ ๆ แม้ว่าจะผ่านการปฐมนิเทศเป็นภาษาอังกฤษแล้ว
"ปัญหาของเราคือผู้ต้องขังต่างชาติเข้ามาอยู่ในเรือนจำของประเทศไทยมักจะเกิดความกดดันหรืออาจจะมีความรู้สึกว่า ไม่เหมือนชีวิตปกติ เพราะเขาเองอยู่ต่างศาสนา สิ่งแวดล้อมก็ต่างกัน พอมาอยู่นี่แรก ๆ อาจจะกดดันและค่อนข้างเครียด" นางชฎาพร รักษาทรัพย์ ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลาง กล่าว
"โดยเฉพาะผู้ต้องขังต่างชาติทางเราต้องระวังเป็นพิเศษเพราะไม่อยากกระทบกระทั่งกับสถานทูต"

ที่มาของภาพ, PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
นางชฎาพร กล่าวว่า เรือนจำได้ริเริ่มโครงการนี้ตั้งแต่เดือน ก.ย. ปีที่แล้ว โดยจัดขึ้นทุกวันศุกร์ สัปดาห์ละครั้ง เพื่อให้ผู้ต้องขังปรับตัวใช้ชีวิตในเรือนจำได้โดยลดภาวะเครียด และมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
นับเป็นครั้งแรกที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ซึ่งเป็นเรือนจำหญิงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยมีผู้ต้องขังทั้งหมดกว่า 4,800 คน ได้จัดโครงการให้กับผู้ต้องขังต่างชาติ โดยปัจจุบัน มีผู้ต้องขังหญิงต่างชาติกว่า 400 คนที่ถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิงกลาง เกือบทั้งหมดเป็นผู้ต้องขังที่เกี่ยวกับคดียาเสพติด
บาฮาทีถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหานำเข้ายาเสพติด แต่ปัจจุบันถูกลดโทษเหลือ 34 ปี จากการพระราชทานอภัยโทษสองครั้ง นี่เป็นปีที่เก้าที่เธออยู่ที่เรือนจำแห่งนี้
"ตอนแรกมันยากมากและฉันรับไม่ได้ ฉันมักจะทะเลาะกับคนอื่นอยู่เสมอ และไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง" เธอกล่าว "ตอนนั้นฉันคิดว่าทุกคนเป็นคนไม่ดี ฉันไม่อยากสุงสิงกับพวกเขา ถึงขั้นที่ว่า ฉันรู้สึกว่าพวกเขาวางแผนจะทำร้ายฉัน"

ที่มาของภาพ, PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
ความเครียดที่เกิดขึ้นทำให้เรือนจำต้องพาเธอไปพบจิตแพทย์ ซึ่งก็ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง แต่เธอก็ยังต้องต่อสู้กับการที่ไม่สามารถ "ให้อภัย" บุคคลสามคนในชีวิตของเธอ คนแรกคือตัวเธอเองที่มองว่าได้ทำลายอนาคตของลูกด้วยการจากเขาไป คนที่สองคืออดีตสามีที่เธอได้รับเชื้อเอชไอวีมา และคนที่สามคือพ่อของลูกที่เธอตั้งครรภ์ด้วยตั้งแต่อายุ 18 ปี แต่แล้วเขาก็ทิ้งเธอและลูกชายไป
"ตั้งแต่เริ่มเข้าโปรแกรม ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นอิสระแล้ว" เธอกล่าว "จริง ๆ แล้วฉันรู้สึกว่าบางทีฉันอาจจะอยู่ในที่ ๆ ฉันไม่ควรจะอยู่ แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่า เราทุกคนทำผิดพลาดมา และตอนนี้เรากำลังถูกปรับเปลี่ยนพฤติกรรม"
มีอยู่วันหนึ่งที่พระอนิลมานบอกกับผู้ต้องขังว่า การที่รู้สึกโกรธใครสักคนเหมือนเป็นการกินยาพิษเข้าไปโดยที่คิดว่าคน ๆ นั้นคือคนที่ได้รับยาพิษ แต่แท้ที่จริงแล้วตัวเราเองต่างหากที่ได้รับผลกระทบ นั่นทำให้บาฮาทีตัดสินใจที่จะไม่แบกภาระอันหนักหน่วงไว้

ที่มาของภาพ, PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
บาฮาทีเพิ่งจะฉลองวันเกิดปีที่ 48 เมื่อเดือนที่ผ่านมา และบอกกับบีบีซีไทยว่า ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ว่าจะยังแข็งแรงอยู่เมื่อถึงเวลาได้กลับไปบ้านเกิดหรือไม่ แต่หากมีโอกาส เธอก็อยากจะเปิดร้านกิฟท์ชอปที่เมืองไนโรบี
ส่วนตอนนี้ เธอเฝ้ารอที่จะพบลูกชายที่จะมาเยี่ยมเป็นครั้งที่สองในเดือน เม.ย.
"ตอนแรกฉันคิดว่าจะต้องตายที่นี่ แต่ตอนนี้ฉันเริ่มมีความหวังว่าจะได้กลับบ้านและเริ่มต้นชีวิตใหม่" เธอกล่าว
ปัญญาบำบัด
ที่ห้องประชุมในเรือนจำหญิงกลาง ผู้ต้องขังหญิงทั้งหมด 100 คนนั่งเรียงกันบนเก้าอี้พลาสติก เพื่อรอฟังคำบรรยายจากพระอนิลมานในเวลา 9 โมงเช้าของวันศุกร์

ที่มาของภาพ, PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
นี่เป็นครั้งที่ 14 แล้วที่พวกเธอได้พบกับครูผู้สอน แต่ครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งอื่น ๆ เพราะพระอนิลมานได้จัดงานเลี้ยงปีใหม่ให้กับผู้ต้องขัง ทำให้ทุกคนแต่งตัวมาเป็นพิเศษ ทั้งทาปากสีแดง เขียนตา ตกแต่งทรงผม และบางคนที่ต้องร่วมการแสดง ก็ใส่ชุดไปรเวทกับรองเท้าส้นสูง แทนที่จะเป็นเสื้อแขนสั้นสีฟ้าและผ้าถุงสีน้ำเงิน เครื่องแบบของผู้ต้องขังส่วนใหญ่ของที่นี่ ส่วนคนที่คดียังไม่ถูกตัดสิน ก็จะใส่เสื้อสีน้ำตาลอ่อนและผ้าถุงสีน้ำตาลเข้ม
การบรรยายของพระอนิลมานที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันเรียกรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และเสียงปรบมือจากผู้ฟังเป็นระยะ ๆ ก่อนที่งานเลี้ยงจะเริ่มขึ้น โดยมีวงดนตรีมาบรรเลงเพลงภาษาอังกฤษ ฉุดให้ บรรดาผู้ต้องขังหญิงลุกขึ้นเต้นและร้องตาม
พระอนิลมานเป็นพระชาวเนปาลที่เดินทางมาไทยเมื่อปี 2518 และอาศัยอยู่จนได้รับสัญชาติไทยเมื่อปี 2557 นอกจากนั้น ยังได้รับทุนพระราชทานจากรัชกาลที่ 9 ให้เข้าเรียนระดับปริญญาโทและเอก คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และมหาวิทยาลัยบรูเนลลอนดอน และปัจจุบันยังเป็นอธิการบดีกิตติมศักดิ์มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก

ที่มาของภาพ, PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
เป็นเวลาแปดปีแล้วที่พระอนิลมานได้ให้คำปรึกษาแก่ผู้ต้องขังชาวไทย โดยเริ่มจากผู้ต้องขังที่ถูกตัดสินประหารชีวิตและจำคุกตลอดชีวิตที่เรือนจำกลางบางขวาง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ท่านได้ทำโครงการให้กับผู้ต้องขังต่างชาติ
"คนเหล่านี้มาจากหลายศาสนา ทั้งคริสต์ มุสลิม และศาสนาอื่น ๆ แต่ปัญญาบำบัดไม่ได้เกี่ยวกับศาสนา มันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะฉะนั้นศาสนาไม่ได้เป็นปัญหา แต่ตอนที่อาตมามาที่นี่ครั้งแรก ด้วยความเป็นพระ ทุกคนคิดว่าอาตมาจะไปเปลี่ยนศาสนาเขา" พระอนิลมานกล่าว "แต่หลังจาก 14 สัปดาห์ พวกเขารู้ว่าอาตมาไม่ได้สอนพระพุทธศาสนาเลย แต่สอนว่าทำยังไงถึงจะเป็นมนุษย์ที่ดีได้"
ในแต่ละสัปดาห์พระอนิลมานจะมีเทคนิคการสอนที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการบรรยาย หรือการให้คำปรึกษาเป็นกลุ่ม โดยจะพูดถึงการทำงานของสมอง ให้แรงบันดาลใจ และยกตัวอย่างเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

ที่มาของภาพ, PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
ท่านกล่าวว่า แม้ว่าคำสอนต่าง ๆ จะใช้คำสอนของพระพุทธศาสนา แต่เนื่องจากคำสอนหลายอย่างของพระพุทธศาสนามีความเป็นสากล ทำให้ผู้ต้องขังไม่รู้สึกว่ากำลังถูก "ยัดเยียด" ความรู้
"นั่นทำให้พวกเขาเปลี่ยนวิธีคิด แต่ก่อน พวกเขาจะโทษสังคม เศรษฐกิจ และอื่น ๆ ในการก่ออาชญากรรม แต่หลังจากการบำบัด พวกเขามักจะมองว่า ตัวเขาเองนั่นแหละที่ตัดสินใจทำแบบนั้นเอง" พระอนิลมาน กล่าว
"พวกเขาบอกว่า ขอบคุณพระเจ้าที่ได้ส่งพระภิกษุมาให้พวกเรา" ท่านกล่าว
"ฉันอยากจะฆ่าตัวตาย"
เอพริล* สาวชาวฟิลิปปินส์วัย 43 ปีที่เป็นครูสอนเด็กอนุบาลที่โรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่ง เคยคิดฆ่าตัวตายหลังจากที่เธอถูกส่งตัวมายังเรือนจำหญิงกลาง หลังจากถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตจากการนำเข้ายาไอซ์ 14 กิโลกรัม

ที่มาของภาพ, PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
"มันเหมือนว่าทุก ๆ วินาที [ที่ถูกคุมขัง] กำลังจะฆ่าคุณ ไม่ใช่ด้วยร่างกาย แต่ด้วยจิตวิญญาณ" เธอกล่าวกับบีบีซีไทยเป็นภาษาอังกฤษ "ถ้าคุณมาอยู่ในคุก จะเริ่มรู้สึกเป็นบ้า เพราะทุกอย่างมันไม่ปกติสำหรับคุณ และสิ่งต่าง ๆ ที่คุณไม่เห็นข้างนอก คุณจะเห็นที่นี่"
เธอเล่าถึงที่มาที่ไปของการถูกคุมขังว่า แฟนหนุ่มชาวไนจีเรียที่รู้จักกันทางอินเทอร์เน็ต ได้ขอให้เธอรับพัสดุจากประเทศจีนแล้วนำไปส่งให้กับเขา โดยที่เธอก็ไม่รู้ว่าในพัสดุมีอะไร จนกระทั่งเดินทางถึงที่พักของแฟน ก็ถูกตำรวจจับกุม
ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต จากนั้นศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ศาลฎีกาพิจารณาแล้วไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย จึงไม่อนุญาตให้ฎีกา

ที่มาของภาพ, PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
เมื่อเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว เธอได้ลงชื่อเพื่อเข้าร่วมโครงการของเรือนจำ เพื่อให้ตัวเองได้รู้สึก "ผ่อนคลาย" และเธอก็เข้าร่วมทุกครั้ง
"แต่ก่อนเวลาอาบน้ำตอนเช้า จะต้องรีบไปเป็นคนแรกเพราะคนเยอะ แล้วก็จะรู้สึกว่ามันน่าเบื่อมากเพราะต้องทำแบบนี้ทุกวัน แต่เดี๋ยวนี้ฉันคิดว่ามันเป็นการออกกำลังกายมากกว่า" เธอกล่าว "ส่วนอาหาร แต่ก่อนฉันจะชอบบ่นเพราะอาหารไม่อร่อย แต่เดี๋ยวนี้ฉันคิดว่า บ่นไม่ได้แล้วเพราะถึงยังไงฉันก็ไม่มีเงินจะซื้อข้าวกิน ท่านสอนให้เราปรับตัวกับสภาพแวดล้อม และพอใจในสิ่งที่มีอยู่"
เอพริลให้บีบีซีไทยดูสมุดที่เธอใช้จดบันทึกคำสอนของพระอนิลมาน และการบ้านต่าง ๆ ที่ท่านให้มา

ที่มาของภาพ, PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
ล่าสุด เธอได้เขียนเกี่ยวกับบทเรียนที่ตราตรึงใจเธอมากที่สุด เกี่ยวกับคลิปวิดีโอที่พระอนิลมานเปิดให้ผู้ต้องขังดู เป็นเรื่องของจิตรกรหญิงคนหนึ่งที่ได้รับอุบัติเหตุจนเป็นอัมพาตและต้องนั่งรถเข็นวีลแชร์ นอกจากจะเสียสามีแล้ว หมอยังบอกอีกว่าเธอจะวาดรูปไม่ได้แล้ว มีลูกก็ไม่ได้ แต่แทนที่เธอจะเศร้าเสียใจจนไม่ทำอะไรเลย เธอเลือกที่จะพยายามวาดรูปต่อไปและใช้มันเป็นสื่อแสดงความรู้สึกของเธอ
"เธอก็เหมือนติดอยู่ในคุกเหมือนกัน เพราะเธอนั่งวีลแชร์ เธอมีข้อจำกัด แต่อย่างฉัน ฉันเดินได้ปกติ ฉันมีลูก เพราะฉะนั้นมันไม่มีประโยชน์ที่ฉันจะจมอยู่กับความทุกข์เพราะฉันก็มีสิ่งเหล่านั้น มันทำให้ฉันมองอะไรเป็นบวกในทุก ๆ สิ่ง" เอพริลกล่าว
*มีการเปลี่ยนแปลงชื่อเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ให้สัมภาษณ์











