สงครามยูเครน : หญิงชราเล่าประสบการณ์เฉียดตายหลังถูกทหารฝ่ายรัสเซียทารุณกรรมและย่ำยีถึงในบ้าน

เป็นเวลากว่า 8 เดือนแล้วที่รัสเซียยกทัพเข้ารุกรานยูเครน สงครามที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงโดยง่ายครั้งนี้กำลังล่วงเข้าสู่ห้วงเวลาแห่งความมืดมนของฤดูหนาว
เจเรมี โบว์เอน ผู้สื่อข่าวบีบีซีลงสำรวจแนวรบตั้งแต่เมืองบักห์มุต ในภูมิภาคดอนบาสทางภาคตะวันออกของยูเครนเรื่อยไปยังภูมิภาคแคร์ซอนทางภาคใต้ เขาได้เห็นความอ่อนล้าและบาดแผลทั้งทางร่างกายและจิตใจของผู้คนที่ต้องเผชิญความโหดร้ายของไฟสงครามที่ยืดเยื้อนี้
หนึ่งในบุคคลที่เปิดเผยประสบการณ์เลวร้ายอันยากจะลืมเลือนให้บีบีซีฟังคือ ลีอุดมีลา มิมรีโควา อดีตครูวัย 75 ปีจากภูมิภาคแคร์ซอน
ลีอุดมีลาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านมีโรลิอูบิฟกา เธอเล่าว่าในช่วงก่อนสงคราม ที่นี่เปรียบเสมือนโอเอซิสอันสงบสุขที่อุดมไปด้วยธรรมชาติและเรือกสวนไร่นา ทว่าปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่ได้กลายสภาพเป็นซากปรักหักพังจากการสู้รบ
ทหารยูเครนได้เข้าชิงหมู่บ้านแห่งนี้คืนจากฝ่ายรัสเซียได้เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา และพวกเขาได้อาศัยบ้านที่ยังพอมีหลังคาและกำแพงเหลืออยู่เป็นที่พักพิง หนึ่งในนั้นคือบ้านของลีอุดมีลาที่ปลูกผลไม้และดอกกุหลาบไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ทีมข่าวบีบีซีได้พบกับลีอุดมีลาในเมืองที่ปลอดภัยกว่าซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบ 2 ชั่วโมง ที่นั่นเธออาศัยอยู่กับ "โอลฮา" ลูกสาวที่ตกพุ่มม่ายเช่นกัน รวมทั้งเหลนชายวัยเตาะแตะที่ชื่อ "อนาโตลี"
อดีตครูเกษียณผู้นี้เล่าให้ผู้สื่อข่าวบีบีซีฟังถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้เผชิญ ตั้งแต่ความรู้สึกคิดถึงบ้าน การที่หมู่บ้านอันเป็นที่รักของเธอตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจากนรกเมื่อกองทัพรัสเซียเข้ายึดครองในเดือน มี.ค. และช่วงเวลา 2 เดือนที่เธอพยายามเอาชีวิตรอดจากการถูกทำร้ายร่างกายและข่มขืนในห้องรับแขกของตัวเอง
ลีอุดมีลา เป็นที่รู้จักในฐานะผู้รอบรู้เรื่องประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านมีโรลิอูบิฟกา เมื่อช่วงต้นปีเธอไม่เชื่อเลยว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน จะสั่งยกทัพเข้ารุกรานยูเครน
"พวกเราต่างมองรัสเซียเป็นประเทศบ้านพี่เมืองน้อง ฉันคิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะทำแบบนี้กับพวกเรา" เธอบอก
ลีอุดมีลาเล่าว่าทหารรัสเซียกลุ่มแรกที่เข้ามาหมู่บ้านของเธอเมื่อ 24 มี.ค. ซึ่งเป็นทหารที่รบในแนวหน้านั้นปฏิบัติต่อชาวบ้านเป็นอย่างดี แต่ทหารกลุ่มหลังที่ตามมา ซึ่งเป็นกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนในภูมิภาคลูฮันสก์และโดเนตสก์ที่ฝักใฝ่รัสเซียนั้นเต็มไปด้วยความป่าเถื่อน
ทหารกลุ่มนี้เข้าคุกคามคนในหมู่บ้าน ปล้นทรัพย์สินต่าง ๆ ของพลเรือน ทั้งเหล้าวอดก้า ไวน์ รถยนต์ และน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังเอาคนในหมู่บ้านไปซ้อมทรมาน จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน

ที่มาของภาพ, Reuters
หนึ่งเดือนหลังการยึดครองของรัสเซีย โอลฮาลูกสาวที่อาศัยอยู่ใกล้กันพยายามขอร้องให้ลีอุดมีลาหนีไปอยู่ในเขตพื้นที่ควบคุมของทหารยูเครนด้วยกัน แต่เธอปฏิเสธเพราะต้องการดูแลทรัพย์สินในบ้าน โดยเฉพาะเอกสารทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับหมู่บ้านและครอบครัวที่เธอเก็บสะสมเอาไว้
เมื่อโอลฮาเดินทางออกจากหมู่บ้าน ลีอุดมีลาก็ต้องอยู่ตามลำพังในบ้านกับสุนัขของเธอ และในค่ำคืนวันที่ 13 ก.ค. เวลาประมาณ 5 ทุ่มครึ่ง เธอก็ได้ยินเสียงเคาะที่หน้าต่าง
"ฉันตัวแข็งทื่อ ใครกันมาเคาะหน้าต่าง...ฉันปิดหน้าต่างเกือบทุกบาน ยกเว้นบานหนึ่งที่แง้มเอาไว้เล็กน้อย ฉันเห็นทหารอยู่ตรงนั้น ฉันลังเลที่จะเปิดให้เขาเข้ามาในบ้าน แต่ฉันจะทำอะไรได้ ฉันไม่มีอาวุธจะตีเขา และฉันจะสู้แรงเขาได้ยังไงกัน" หญิงวัย 75 เล่า
"พอฉันเปิดประตู เขาก็ชกเข้าที่หน้าฉันทันที เขาทำฉันจมูกแตกและฟันหัก 2 ซี่ เลือดฉันออกเต็มไปหมด แล้วเขาก็ใช้ด้ามปืนทุบตีฉันที่หน้าอก ตามตัว และศีรษะ ฉันไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด"
ลีอุดมีลาเล่าต่อว่า ทหารฝ่ายรัสเซียคนนั้นจิกหัวแล้วลากเธอจากห้องครัวไปที่ห้องรับแขก ก่อนจะโยนเธอไปที่โซฟาแล้วบีบคอเธออย่างแรง จนเธอไม่สามารถกลืนน้ำได้ถึง 2 สัปดาห์
"จากนั้นเขาก็ฉีกเสื้อผ้าฉันออกแล้วข่มขืนฉัน เขากรีดที่ท้องฉัน จนถึงทุกวันนี้ฉันยังมีรอยแผลเป็นที่หน้าท้อง ส่วนบริเวณที่เป็นแผลลึกก็ยังไม่หายดี..."
ลีอุดมีลาจำชายคนที่ก่อเหตุได้ เขาอายุประมาณ 60 ปี และเนื้อตัวมีแต่กลิ่นสุรา เธอคิดว่าเขาเป็นกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนที่สนับสนุนรัสเซีย ก่อนเกิดเหตุชายคนนี้เคยเข้าไปขโมยน้ำมันเชื้อเพลิงที่บ้านของเธอ และพาสมัครพรรคพวกมาอยู่ที่บ้านเธอ ก่อนที่เธอจะโน้มน้าวใจให้พวกเขาออกไปได้ในที่สุด
หลังจากข่มขืนเธอ คนร้ายได้เรียกหายาสูบจากลีอุดมีลา แต่เมื่อเธอไม่มีให้ เขาจึงใช้ปืนทุบตีเธออีกครั้ง ก่อนจะกราดกระสุนไปทั่วห้องรับแขก ตอนนั้นเองที่ลีอุดมีลาคิดว่าตัวเองจะต้องตายแล้ว เธอได้แต่คิดถึงหน้าคนในครอบครัว
"ฉันบอกลาลูกหลานและเหลน ฉันไม่คิดว่าจะมีชีวิตรอดไปได้"
ชายคนนั้นอยู่ในบ้านของลีอุดมีลาไปจนถึงเวลา 05:20 น.ของเช้าวันถัดมา ก่อนจากไปเขาขู่ว่าหากเธอเอาเรื่องนี้ไปแจ้งกองทัพรัสเซีย เขาจะกลับมาฆ่าเธอ
หลังจากนั้น ลีอุดมีลาหนีไปอยู่กับเพื่อนบ้าน โดยบอกว่าบาดแผลตามเนื้อตัวเธอเกิดจากการพลัดตกบันไดที่ห้องชั้นใต้ดิน
ตอนที่ลีอุดมีลาโทรศัพท์หาลูกสาว โอลฮาก็รับรู้จากน้ำเสียงของผู้เป็นแม่ว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น และเค้นถามจนได้ทราบความจริง ลีอุดมีลาบอกว่ารู้สึกโล่งใจที่ไม่ต้องเก็บงำเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นเอาไว้คนเดียวอีกต่อไป
4 วันหลังเกิดเหตุ ลีอุดมีลาตัดสินใจหนีออกจากหมู่บ้านพร้อมชาวยูเครนคนอื่น ๆ เพื่อข้ามเข้าไปในเขตการควบคุมของกองทัพยูเครน และได้พบหน้าลูกสาวอีกครั้ง
ลีอุดมีลาเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ทีมข่าวบีบีซีฟังทั้งน้ำตา ก่อนจะหยิบลูกกระสุนปืนขึ้นมา โดยบอกว่าชายคนดังกล่าวทิ้งไว้ให้เธอก่อนจะออกไปจากบ้าน

"ฉันอยากร้องตะโกนบอกคนทั้งโลกให้ช่วยหยุดยั้งเรื่องนี้ หยุดสงครามอันเลวร้ายนี้โดยเร็วที่สุด ฉันอยากให้คนรัสเซียได้รับรู้ว่าสามี ลูกชาย และพ่อของพวกเขากำลังสร้างความทุกข์ทรมานให้คนยูเครน พวกเราทำผิดอะไร พวกเราเป็นคนขยันขันแข็งและรักสันติ พวกเราไม่ได้สร้างความเดือนร้อนให้ใคร" หญิงชรากล่าว
เมื่อถามว่าอะไรทำให้เธอเข้มแข็งอยู่ได้หลังเกิดเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้
ลีอุดมีลาตอบว่า "อะไรที่ทำให้ฉันเข้มแข็ง ? ความรักชาติ ความรักหมู่บ้าน และความรักผู้คนของฉัน คนในหมู่บ้านเราเป็นผู้ใฝ่สันติและทำงานหนัก พวกเราช่วยเหลือกันและกันในยามที่ถูกรัสเซียยึดครอง พวกเราแบ่งกันกินขนมปังชิ้นสุดท้าย พวกเราเอาเมล็ดข้าวสาลีที่กำลังงอกมาบดเพื่อใช้อบขนมเค้ก เพราะเราไม่มีอะไรจะกินกัน"
"นี่คือเรื่องสุดเลวร้าย มันเลวร้ายจริง ๆ"
"ปูตินและพวกรัสเซียจะไม่มีวันได้รับการให้อภัยจนกว่าชีวิตพวกเขาจะหาไม่...จะไม่มีการให้อภัย สำหรับสิ่งที่พวกเขาทำกับคนยูเครน"











