โควิด : คนฉีดวัคซีนครบโดสกับคนไม่ฉีด มีอาการป่วยรุนแรงต่างกันอย่างไรบ้าง

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, อันเดร เบียร์นาธ
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ จาม เจ็บคอ และไอต่อเนื่อง คือ 5 อาการที่พบได้บ่อยที่สุดในหมู่ผู้ติดโควิด-19 หลังจากได้รับวัคซีนแล้ว 2 โดสหรือมากกว่านั้น
ส่วนผู้ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันโรคโควิดเมื่อติดเชื้อก็จะมีอาการป่วยที่พบได้บ่อย (เรียงลำดับจากมากไปน้อย) คือ ปวดศีรษะ เจ็บคอ น้ำมูกไหล มีไข้ และไอต่อเนื่อง
สิ่งที่ค้นพบนี้ได้จากการเฝ้าติดตามเก็บข้อมูลผู้ป่วยโควิดในสหราชอาณาจักรเป็นเวลากว่า 2 ปี จากแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัทเทคโนโลยีที่ชื่อว่า "โซอี" (Zoe) ที่มีผู้ใช้งานกว่า 4.7 ล้านคน เข้าไปบันทึกอาการป่วยหลังจากได้รับการตรวจยืนยันว่าติดโควิด
ข้อมูลดังกล่าวได้รับการวิเคราะห์โดยทีมนักวิจัยจากคิงส์ คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน และได้รับการสนับสนุนโดยสำนักงานบริการสุขภาพแห่งอังกฤษ หรือ เอ็นเอชเอส
คณะนักวิจัยนำข้อมูลที่ได้ มาเรียงลำดับอาการของโควิดที่พบได้บ่อยที่สุด และพบหลักฐานบ่งชี้ว่าอาการของโรคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากตลอดระยะเวลาของการระบาดใหญ่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
งานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลอังกฤษจนถึงเดือน มี.ค.2022 เป็นงานวิจัยชิ้นสำคัญที่ช่วยให้สามารถระบุอาการของโรคโควิดที่คาดไม่ถึงบางอย่าง เช่น การสูญเสียการรับรู้กลิ่นและรสชาติ
การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแต่มีนัยสำคัญ
อาการโควิดที่พบได้บ่อยที่สุดในหมู่ผู้ได้รับวัคซีนแล้ว 2 โดสขึ้นไปได้แก่ :
- น้ำมูกไหล
- ปวดศีรษะ
- เจ็บคอ
- ไอต่อเนื่อง
อาการโควิดที่พบได้บ่อยที่สุดในหมู่ผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนได้แก่ :
- ปวดศีรษะ
- เจ็บคอ
- น้ำมูกไหล
- มีไข้
- ไอต่อเนื่อง
ความแตกต่างหลัก ๆ ของอาการโควิดในหมู่ผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนคือ อาการไข้ ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงปัญหาที่ร้ายแรงกว่า
ผู้ป่วยโควิดกลุ่มนี้ยังรายงานว่ามีอาการปวดหัวและเจ็บคอมากกว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนต้านโควิดครบ 2 โดสหรือมากกว่านั้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
หนึ่งในทีมนักวิจัยระบุว่า มีสาเหตุหลายประการที่ช่วยอธิบายการเปลี่ยนแปลงนี้ เช่น ผู้ได้รับวัคซีนมีอาการป่วยรุนแรงน้อยกว่า และเราจำเป็นต้องพิจารณาถึงปัจจัยที่ว่ามีรายงานผู้ป่วยที่เป็นคนหนุ่มสาวจำนวนมากกว่า ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มักมีอาการป่วยจากโควิดรุนแรงและเด่นชัดน้อยกว่า
ทีมนักวิจัยยังระบุว่าการจัดอันดับของอาการโควิดครั้งนี้มีที่มาจากแหล่งเดียว นั่นคือข้อมูลที่ผู้คนเข้าไปแบ่งปันทางแอปพลิเคชันของบริษัทโซอี และไม่ได้พิจารณาปัจจัยเรื่องสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนาที่ผู้ป่วยเหล่านี้ได้รับ
ขณะเดียวกันก็จะต้องพิจารณาถึงประเด็นที่ว่า ผู้ติดโควิดอาจแสดงอาการป่วยที่แตกต่างกันออกมาค่อนข้างมาก ซึ่งอาการที่หน่วยงานสาธารณสุขของสหราชอาณาจักรระบุไว้มีอาทิ :
- มีไข้สูง หรือหนาวสั่น
- ไอต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่า มีอาการไอมากเป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง หรือมีช่วงที่ไอต่อเนื่องกัน 3 ช่วงขึ้นไปในระยะเวลา 24 ชั่วโมง
- เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือสูญเสียความสามารถในการรับกลิ่นและรสชาติ
- หายใจลำบาก
- รู้สึกเหนื่อยและอ่อนเพลีย
- ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว
- ปวดศีรษะ
- เจ็บคอ
- คัดจมูก หรือน้ำมูกไหล
- เบื่ออาหาร
- ท้องร่วง
- รู้สึกไม่สบาย
- รู้สึกคลื่นไส้
ต้องทำอย่างไรเมื่อมีอาการโรคโควิด

ที่มาของภาพ, Getty Images
ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐทั้งในสหราชอาณาจักรและประเทศอื่น ๆ ระบุว่า หากคุณมีอาการโควิดที่พบได้ทั่วไปในคนส่วนใหญ่ 1 อาการขึ้นไปนั้น ขั้นแรกให้กักตัวอยู่กับบ้าน และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่น
ข้อนี้ยิ่งสำคัญมากหากคุณมีคนใกล้ชิดเป็นคนกลุ่มเสี่ยงซึ่งมีโอกาสจะเจ็บป่วยรุนแรงหากติดโควิด เช่น คนชรา หรือผู้ป่วยที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
สิ่งสำคัญอีกประการคือการตรวจยืนยันการติดเชื้อไม่ว่าจะเป็นการเก็บตัวอย่างเชื้อ (swab) จากจมูกไปวิเคราะห์ผลทางห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ตามวิธีที่เรียกว่า พีซีอาร์ (PCR) หรือการตรวจด้วยชุดตรวจเอทีเค (ATK) ที่สามารถตรวจได้ด้วยตัวเองและแสดงผลอย่างรวดเร็ว
หากผลตรวจออกมาเป็นบวก สิ่งสำคัญคือการกักตัวเป็นเวลา 5-7 วัน
หากอาการไม่สบายเริ่มดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ผู้ป่วยก็สามารถกลับไปทำกิจวัตรตามปกติได้ แต่หากมีอาการแย่ลง เช่น หายใจลำบาก ก็จะต้องรีบขอรับความช่วยเหลือทางการแพทย์
ทำไมฉีดวัคซีนแล้วยังติดโควิดได้
วัคซีนต้านโควิดได้รับการพัฒนาขึ้นด้วยจุดประสงค์หลักเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการล้มป่วยรุนแรงเมื่อติดเชื้อ ซึ่งอาจนำไปสู่การเข้าโรงพยาบาล การใช้เครื่องช่วยหายใจ และการเสียชีวิต
ไม่ว่าวัคซีนจะพัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยีใด แต่ก็มีเป้าหมายสำคัญเดียวกันนั่นคือ การช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายคนเราสามารถรับการติดเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียได้อย่างปลอดภัย ไม่ส่งผลที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และช่วยให้ร่างกายเตรียมพร้อมรับมือการติดเชื้อจริงได้
การที่ระบบภูมิคุ้มกันของคนเรามีความซับซ้อนมาก จึงทำให้มีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อโรคภัยไข้เจ็บที่แตกต่างกันออกไป โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ชนิดของเชื้อไวรัส ความสามารถในการกลายพันธุ์ของเชื้อ วิธีการพัฒนาวัคซีน สุขภาพของแต่ละคน และปัจจัยอื่น ๆ
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะพัฒนาสารก่อภูมิคุ้มกันที่สามารถป้องกันการติดเชื้อ หรือป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่เซลล์คนเราได้อย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนไปแล้วสามารถติดเชื้อได้
อย่างไรก็ตาม ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นมักมีความรุนแรงน้อยลง และป้องกันการเสียชีวิตได้
นี่เป็นกรณีเดียวกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ที่แม้จะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ แต่ก็ช่วยไม่ให้ผู้ติดเชื้อมีอาการป่วยรุนแรง ดังจะเห็นได้จากช่วงปลายปี 2021 และช่วงต้นปี 2022 ซึ่งเชื้อกลายพันธุ์โอมิครอนทำให้เกิดโควิดระบาดระลอกใหม่ในหลายประเทศ แต่การที่ประชากรจำนวนมากได้รับวัคซีนต้านโควิดไปแล้ว ก็ทำให้อัตราผู้ป่วยหนักที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและผู้เสียชีวิตต่ำกว่าการระบาดระลอกก่อนหน้านี้
การวิเคราะห์ข้อมูลจากแอปพลิเคชันโซอีที่จัดทำโดยคิงส์ คอลเลจ ก็พบว่า ภายหลังจากประชากรส่วนใหญ่ในสหราชอาณาจักรได้รับวัคซีนต้านโควิด หรือร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการติดเชื้อครั้งก่อนนั้น ก็มีแนวโน้มที่จะมีอาการป่วยน้อยลงเมื่อเทียบกับอาการส่วนใหญ่ที่พบในช่วงที่โควิดระบาดใหม่ ๆ โดยคนส่วนมากมักมีอาการที่สร้างความรำคาญเล็กน้อยเช่น น้ำมูกไหล และจาม เป็นต้น












