รัสเซีย ยูเครน : ปธน.เซเลนสกี วิงวอนความช่วยเหลือเพิ่มจากสหรัฐฯ ย้ำข้อเรียกร้องเขตห้ามบิน

The Ukrainian president was greeted with a standing ovation from the assembled US politicians

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, สมาชิกสภาครองเกรสยืนปรบมือต้อนรับประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ที่ปราศรัยผ่านระบบวิดีโอลิงก์

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี กล่าวต่อสภาครองเกรสของสหรัฐฯ เรียกร้องให้เพิ่มความช่วยเหลือเพื่อต่อสู้กับการรุกรานของรัสเซีย โดยเปรียบสงครามที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศว่าไม่ต่างจากการต้องเผชิญเหตุวินาศกรรม 9/11 อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

นายเซเลนสกีกล่าวเรื่องนี้ผ่านระบบวิดีโอลิงก์ ก่อนหน้าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ จะลงนามจัดสรรเงินช่วยเหลือด้านความมั่นคงให้แก่ยูเครนเพิ่มเติมอีก 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 26,400 ล้านบาท) หลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อนได้ให้ความช่วยเหลือไป 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (33,000 ล้านบาท)

ผู้นำยูเครนเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ จดจำถึงอดีตที่ประเทศเคยถูกโจมตีในเหตุการณ์ที่เพิร์ล ฮาร์เบอร์ เมื่อปี 1941 และเหตุวินาศกรรมเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2001 โดยระบุว่านี่คือสิ่งที่ชาวยูเครนกำลังเผชิญอยู่ทุกวัน

"ในประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของพวกคุณ มีบางหน้าที่ช่วยให้พวกคุณได้เข้าใจเรื่องราวของยูเครน เข้าใจพวกเราในยามนี้" นายเซเลนสกีกล่าวพร้อมเผยคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นขีปนาวุธรัสเซียโจมตีเมืองต่าง ๆ ในประเทศจนทำให้ผู้คนล้มตายและบาดเจ็บจำนวนมาก แต่ชี้ว่าไม่สามารถทำให้ยูเครนยอมแพ้ได้

"พวกเราไม่เคยคิดถึงมัน (การยอมแพ้) แม้แต่วินาทีเดียว"

นอกจากนี้ เขายังอ้างอิงคำพูด "I Have a Dream" หรือ "ข้าพเจ้ามีความฝัน" อันโด่งดังของ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ นักต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐฯ ในการย้ำข้อเรียกร้องที่ให้สหรัฐฯ และพันธมิตรองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ประกาศเขตห้ามบินเหนือน่านฟ้ายูเครน เพื่อสกัดการโจมตีทางอากาศจากรัสเซีย

"ผมมีความใฝ่ฝัน นี่คือถ้อยคำที่พวกคุณรู้จักดี ในวันนี้ผมสามารถพูดได้ว่าผมมีความจำเป็น ผมจำเป็นต้องปกป้องน่านฟ้า"

ที่ผ่านมา ชาติตะวันตกและนาโตได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องของผู้นำยูเครนที่ขอให้ประกาศเขตห้ามบิน เพราะเกรงว่าจะทำให้สงครามครั้งนี้ลุกลามเป็นวงกว้างยิ่งขึ้น เหตุผลเดียวกันนี้ยังทำให้สหรัฐฯ ปฏิเสธข้อเรียกร้องของยูเครนที่ต้องการให้ส่งเครื่องบินขับไล่ มิก-29 ของโปแลนด์ให้ยูเครนใช้ในการพิทักษ์น่านฟ้าของตน

ในโอกาสนี้ นายเซเลนสกีได้กล่าวต่อประธานาธิบดีไบเดนโดยตรงเป็นภาษาอังกฤษว่า "คุณเป็นผู้นำประเทศ ผมหวังว่าคุณจะเป็นผู้นำโลก เป็นผู้นำโลกหมายถึงการเป็นผู้นำแห่งสันติภาพ"

A woman with a child evacuates from a residential building damaged by shelling, as Russia"s attack on Ukraine continues, in Kyiv, Ukraine, in this handout picture released March 16, 2022.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ผู้หญิงและเด็กอพยพออกจากอะพาร์ตเมนต์ที่ถูกยิงถล่มเสียหายในกรุงเคียฟ 16 มี.ค.

ตัดช่องทางหาเงินทำสงครามของปูติน

นางลิซ ทรัสส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักร ระบุว่า สถานการณ์ในกรุงเคียฟกำลังอยู่ในห้วงเวลาที่ "ยากลำบากมาก ๆ" โดยชี้ว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียอาจเลือกใช้อาวุธอานุภาพร้ายแรงขึ้น เพราะปฏิบัติการรบไม่เป็นไปตามแผนการที่วางไว้

นางทรัสส์ ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้กับบีบีซีว่า สหราชอาณาจักรจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อลำเลียงความช่วยเหลือเข้าไปยังกรุงเคียฟ และเพื่อสนับสนุนให้ชาวยูเครนปกป้องเมืองหลวงของตนเองไว้ให้ได้

"ดิฉันคงไม่อาจคาดการณ์อนาคตได้ แต่เรื่องที่เรารู้ก็คือแผนการของปูตินไม่เป็นไปตามที่วางเอาไว้ เขาจะไม่มีความคืบหน้าอย่างที่หวังไว้ และนี่จะทำให้เขาหันไปใช้วิธีการและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ร้ายแรงขึ้น" เธอกล่าว

นางทรัสส์ กล่าวต่อว่า ประธานาธิบดีปูตินได้ "พังทลายความมั่นคงของยุโรป" และใช้ "อาวุธและกำลังอันร้ายกาจ" ในการรุกรานยูเครน ด้วยเหตุนี้สหราชอาณาจักรจึงมองหาแหล่งพลังงานทางเลือกใหม่ทดแทนพลังงานจากรัสเซีย ซึ่งนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ได้เดินทางไปตะวันออกกลางเพื่อเจรจาซื้อน้ำมันจากซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

"หนึ่งในหนทางที่ปูตินหาเงินมาทำสงครามคือจากรายได้ในการขายน้ำมันและก๊าซ แน่นอนว่าดิฉันไม่ได้พูดว่าเราเห็นด้วยกับทุกนโยบายของซาอุดีอาระเบียหรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ประเทศเหล่านี้ไม่ได้เป็นภัยคุกคามความมั่นคงโลกอย่างที่วลาดิเมียร์ ปูตินทำ" นางทรัสส์ กล่าว

เธอระบุว่ามี 141 ประเทศทั่วโลกที่ลงมติประณามการทำสงครามของรัสเซียในประชุมยูเอ็น และสหราชอาณาจักรจะต้องดึงประเทศอื่น ๆ เข้ามาร่วมการโดดเดี่ยวรัสเซียให้มากขึ้น โดยชี้ว่า โลกจะต้อง "ทำทุกวิถีทาง" เพื่อหยุดยั้งปูติน เพราะ "เขาคือภัยคุกคามที่แท้จริงของโลก"

A rescuer works next to a residential building damaged by shelling, as Russia"s attack on Ukraine continues, in Kyiv, Ukraine, in this handout picture released March 16, 2022

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าไปช่วยประชาชนในอะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งที่กรุงเคียฟ ซึ่งถูกรัสเซียโจมตีอย่างหนัก

นาโตยืนยันสนับสนุนยูเครนต่อไป

นายเยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการนาโต ยืนยันคำมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือยูเครนต่อไป

นายสโตลเทนเบิร์กกล่าวเรื่องนี้ในระหว่างการประชุมคณะผู้แทนนาโตนัดแรกนับแต่รัสเซียบุกยูเครน ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม โดยระบุว่า "ภาคีนาโตและชาติพันธมิตรได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์ต่อรัสเซีย และเราก็เห็นพ้องต้องกันในการสนับสนุนยูเครน"

"นับแต่การรุกรานของรัสเซีย ชาติพันธมิตรต่างเร่งให้การสนับสนุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการเงิน ให้แก่ชาวยูเครนผู้หาญกล้า รัฐบาล และกองทัพ รวมทั้งให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยหลายล้านคน วันนี้จึงมีความสำคัญยิ่งที่เราทุกคนจะสนับสนุนยูเครน"

ขณะเดียวกัน รัสเซียยังระดมโจมตีกรุงเคียฟอย่างต่อเนื่อง โดยกองทัพยูเครนอ้างว่าได้ "สร้างความเสียหายครั้งใหญ่" ให้กองทัพยูเครน ซึ่งรวมถึงการยิงเครื่องบินรบตก และสามารถปลิดชีพนายพลคนที่ 4 ของรัสเซีย จากทั้งหมดราว 20 คนที่เชื่อว่าเป็นผู้นำทัพบุกยูเครน แต่บีบีซียังไม่สามารถพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างนี้ได้ ด้านกระทรวงกลาโหมยูเครนระบุว่า กองทัพรัสเซียกำลังเผชิญความยากลำบากในการรุกคืบตีกรุงเคียฟ เพราะการตั้งรับอย่างแข็งแกร่งของทหารยูเครน รวมทั้งสภาพภูมิประเทศที่ทำให้ข้าศึกเข้าโจมตีได้ยาก

ในวันเดียวกันผู้นำสโลวีเนีย สาธารณรัฐเช็ก และโปแลนด์ เสี่ยงตายไปกรุงเคียฟเพื่อพบและให้กำลังใจประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี

นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ สโลวีเนีย สาธารณรัฐเช็ก และผู้นำพรรครัฐบาลโปแลนด์ ขณะโดยสารรถไฟไปยังกรุงเคียฟ

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ สโลวีเนีย สาธารณรัฐเช็ก และผู้นำพรรครัฐบาลโปแลนด์ เข้าพบผู้นำยูเครนที่กรุงเคียฟ

นายมาเตอุซ มอราเวียตสกี นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ นายเปเตรอ เฟียลา นายกรัฐมนตรีของสาธารณรัฐเช็ก และนายยาเนซ แจนซา นายกรัฐมนตรีของสโลวีเนีย โดยสารรถไฟขบวนพิเศษจากกรุงวอร์ซอของโปแลนด์ ไปยังกรุงเคียฟของยูเครนที่กำลังถูกยิงโจมตีอย่างหนัก เพื่อเข้าพบหารือและให้กำลังใจแก่ผู้นำยูเครน

ทางสหภาพยุโรป (อียู) ได้รับทราบถึงแผนการดังกล่าวล่วงหน้า และได้เตือนผู้นำทั้งสามถึงอันตรายที่มีอยู่สูงในการเดินทางครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศของโปแลนด์ที่ร่วมเดินทางไปด้วยกล่าวว่า "ถึงแม้จะเสี่ยงอันตรายแต่ก็คุ้ม หากทำเพื่อผดุงไว้ซึ่งคุณค่า"

เนื่องจากเหตุผลดังกล่าว ผู้นำทั้งสามและคณะจึงเลือกเดินทางด้วยรถไฟแทนการใช้เครื่องบินทหารของรัฐบาลโปแลนด์ ซึ่งอาจถูกรัสเซียมองว่าเป็นการยั่วยุได้

ทั้งสามเป็นผู้นำต่างชาติกลุ่มแรกที่ได้พบปะแบบตัวต่อตัวกับประธานาธิบดีเซเลนสกี หลังรัสเซียเปิดฉากทำสงครามรุกรานยูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งเขาแสดงความขอบคุณต่อผู้นำชาติยุโรปทั้งสามว่า "การมาเยือนของท่านคือการแสดงออกอันทรงพลังในการสนับสนุนยูเครน"

นายกรัฐมนตรีมอราเวียตสกีของโปแลนด์ เผยแพร่ข้อความทางทวิตเตอร์ว่า "ยุโรปจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปหากเราสูญเสียยูเครน ยุโรปจะกลายเป็นผู้พ่ายแพ้ ถูกเย้ยหยัน และน่าสมเพชยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา"

ผู้นำชาติยุโรปทั้งสามระหว่างการประชุมหารือกับประธานาธิบดียูเครน

ที่มาของภาพ, Twitter/@MorawieckiM

คำบรรยายภาพ, ผู้นำชาติยุโรปทั้งสามระหว่างการประชุมหารือกับประธานาธิบดียูเครน

ส่วนนายกรัฐมนตรีเฟียลาของสาธารณรัฐเช็กบอกว่า "เราชื่นชมยูเครนที่ต่อสู้อย่างกล้าหาญ เรารู้ดีว่าพวกท่านกำลังต่อสู้เพื่อรักษาชีวิตของเราไว้ด้วย ยูเครนจึงไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ประเทศของเรายืนหยัดอยู่เคียงข้างท่าน"

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งนี้นายเซเลนสกีได้กล่าวยืนยันอีกครั้งว่า ยูเครนทราบดีและยอมรับว่าไม่อาจเข้าร่วมเป็นชาติภาคีสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือหรือนาโตได้แล้ว แม้ว่าก่อนหน้านี้จะได้รับทราบเรื่องการเปิดโอกาสให้เข้าร่วมมาเป็นเวลานานก็ตาม

"มันคือความจริงที่จะต้องยอมรับ และผมรู้สึกยินดีที่ประชาชนของเราเริ่มเข้าใจ หันมาพึ่งพาตนเองและประเทศเพื่อนบ้านที่ช่วยเรา" นายเซเลนสกีกล่าว

คำบรรยายวิดีโอ, รัสเซีย ยูเครน : สงครามรัสเซีย-ยูเครน กระทบปากท้องคนทั้งโลกอย่างไร

การเจรจาสันติภาพเริ่มมีความหวัง

ผู้นำยูเครนยังแถลงถึงความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพกับรัสเซียว่า เริ่มมีความเป็นไปได้ที่ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงกันได้จริง แต่ยังคงต้องการเวลาเพื่อพูดคุยกันต่อไปสักพักก่อนที่การเจรจาจะประสบผลสำเร็จได้

ขณะนี้การเจรจาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องทางออนไลน์ โดยนายไมคายโล โปโดเลียก ผู้แทนเจรจาของยูเครนบอกว่า แม้จะยังคงมีความเห็นขัดแย้งกันในประเด็นพื้นฐานบางเรื่อง แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงมีโอกาสในการประนีประนอมอยู่ โดยบรรดาผู้แทนเจรจาของยูเครนเคยรายงานก่อนหน้านี้ว่า ฝ่ายรัสเซียเริ่มเจรจาอย่างสร้างสรรค์และมีท่าทีรอมชอมมากขึ้นแล้ว

ภาพเซเลนสกี

ที่มาของภาพ, Facebook/ Zelensky

นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ระบุว่า การเจรจาสันติภาพกับยูเครน "ไม่ง่าย" แต่มีความหวังว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงด้วยการประนีประนอมกันได้ โดยชี้ว่า ปัญหาไม่ได้มีแค่เรื่องความเป็นกลางของยูเครน และการถอนทหารออกจากพื้นที่ แต่ยังรวมถึงเรื่องความปลอดภัยของผู้คนทางภาคตะวันออกของยูเครน ซึ่งเป็นพื้นที่ยึดครองของกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดน

ส่วนข้อเรียกร้องสำคัญของรัสเซีย ได้แก่การที่ยูเครนประกาศถอนความประสงค์เข้าร่วมเป็นชาติสมาชิกนาโตอย่างเป็นทางการ รวมทั้งประกาศรับรองความเป็นเอกราชของดินแดนที่แยกตัวออกไป ซึ่งได้แก่ภูมิภาคโดเนตสก์และลูฮานสก์ รวมทั้งไครเมียที่ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ผู้นำยูเครนได้กล่าวยืนยันว่าจะไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตแล้วหลายครั้ง แต่การประกาศสละดินแดนบางส่วนอาจเป็นสิ่งที่ยูเครนยอมรับไม่ได้

จอห์น ซิมป์สัน บรรณาธิการข่าวรอบโลกของบีบีซีมองว่า มีโอกาสที่รัสเซียและยูเครนจะสงบศึกกันได้ แต่ข้อตกลงสันติภาพจะต้องมีเงื่อนไขที่ไม่ทำให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียต้องเสียหน้า เนื่องจากการพ่ายแพ้ในสงครามรุกรานยูเครนที่คนรัสเซียจำนวนไม่น้อยต่อต้าน จะบั่นทอนอำนาจและอิทธิพลภายในประเทศของผู้นำรัสเซียได้

หวั่นบ.ก.สาวชูป้ายต้านสงครามในรายการข่าว ยังไม่ปลอดภัย

นางมารินา ออฟซานนิโควา บรรณาธิการข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง 1 หรือ Channel One ของรัฐบาลรัสเซีย ซึ่งบุกชูป้ายประท้วงสงครามกลางรายการข่าว จนถูกเจ้าหน้าที่ทางการควบคุมตัวไปนั้น ขณะนี้ได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานจัดการแสดงในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยถูกปรับเป็นเงิน 30,000 รูเบิล หรือราว 9,200 บาท

นางออฟซานนิโควาเผยต่อสื่อมวลชนหลังได้รับการปล่อยตัวว่า เธอโดนเจ้าหน้าที่ของทางการสอบสวนเป็นเวลานานถึง 14 ชั่วโมงติดต่อกัน ทำให้เธอไม่ได้นอนหลับพักผ่อนถึงสองวัน ทั้งยังไม่ยอมให้เธอมีโอกาสติดต่อทนายความหรือคนในครอบครัวเลย

russian journalist

ที่มาของภาพ, MARINA OVSYANNIKOVA

หลังเหตุการณ์ที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วรัสเซีย ออฟซานนิโควาลาออกจากงานและได้เผยแพร่ข้อความที่เธอบันทึกวิดีโอไว้ล่วงหน้า โดยเรียกร้องให้ชาวรัสเซียออกมาต่อต้านสงคราม เพราะมีเพียงแต่พวกเขาเท่านั้นที่จะหยุดยั้ง "ความบ้าคลั่ง" นี้ได้ เธอยังกล่าวว่า "ไม่ต้องกลัวอะไร พวกเขาขังเราทุกคนไม่ได้หรอก"

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายหวั่นเกรงว่าออฟซานนิโควาอาจถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติม ในฐานความผิดอาญาที่ร้ายแรงกว่าเก่า เนื่องจากกฎหมายใหม่ของรัสเซียห้ามเผยแพร่ข่าวปลอมเกี่ยวกับสงครามในยูเครน และห้ามเรียกปฏิบัติการทหารของรัสเซียในยูเครนว่าเป็นการรุกราน

อย่างไรก็ตาม ออฟซานนิโควายืนยันว่าการออกมาประท้วงครั้งนี้เป็นความคิดของเธอแต่เพียงผู้เดียว เพราะไม่พอใจที่รัสเซียเป็นฝ่ายเริ่มรุกรานยูเครนก่อน "ฉันรู้สึกอับอายที่ยอมให้ตัวเองพูดโกหกออกมาทางจอโทรทัศน์ได้ อับอายที่ยอมให้ชาวรัสเซียถูกเปลี่ยนเป็นซอมบี้ ลูกหลานของเราในอนาคตต่อไปอีกสิบชั่วคน ก็ไม่อาจล้างมลทินจากความอับอายที่เกิดขึ้นเพราะสงครามบ้าคลั่งนี้ได้"

เพื่อนร่วมงานของออฟซานนิโควาต่างพากันประหลาดใจที่เธอออกมาประท้วงในครั้งนี้ เพราะตามปกติแล้วเธอเป็นคุณแม่ลูกสองที่ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องการเมืองเลย และจะพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานแต่ในเรื่องทั่วไป เช่นเรื่องลูก สุนัข และเรื่องในบ้านของเธอเท่านั้น

ประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครนได้กล่าวขอบคุณเธอเป็นพิเศษ สำหรับความกล้าหาญในการออกมาตีแผ่ความจริงให้ชาวรัสเซียได้รับรู้ ส่วนประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ออกปากว่าจะช่วยคุ้มกันความปลอดภัยให้เธอ โดยจะอนุญาตให้เข้าพำนักในสถานทูตฝรั่งเศสหรือมอบสถานะผู้ลี้ภัยให้ ซึ่งเขาจะหารือถึงเรื่องนี้กับผู้นำรัสเซียต่อไป

รัสเซียยึด รพ. ประจำภูมิภาคที่มาริอูโปล จับ 400 คนเป็นตัวประกัน

นายพาฟโล คีรีเลนโก ผู้ว่าการระดับภูมิภาคซึ่งปกครองเขตเมืองท่ามาริอูโปลแจ้งว่า กองกำลังรัสเซียได้เข้ายึดโรงพยาบาลใหญ่ที่สุดของเมืองซึ่งเน้นการดูแลผู้ป่วยหนักเป็นพิเศษ ทั้งยังกวาดต้อนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง เข้ามาควบคุมตัวไว้รวมกับคนไข้และแพทย์พยาบาลอีกด้วย ทำให้มีพลเรือนถูกกักขังไว้ ในลักษณะที่คล้ายกับตัวประกันในโรงพยาบาลดังกล่าวถึง 400 คน

นายคีรีเลนโกบอกว่า โรงพยาบาลดังกล่าวอยู่แถบชานเมืองทางตะวันตกของมาริอูโปล ตัวอาคารส่วนบนถูกทำลายด้วยระเบิดและขีปนาวุธแล้ว แต่บรรดาเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ยังคงรักษาคนไข้อยู่ในชั้นใต้ดิน

เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลผู้หนึ่งแจ้งต่อเขาว่า ทหารรัสเซียไม่อนุญาตให้คนที่อยู่ในโรงพยาบาลออกไปข้างนอก ทั้งขู่ว่าหากใครพยายามหนีออกไปจะถูกยิงทันที ซึ่งขณะนี้มีผู้ถูกยิงบาดเจ็บเพราะพยายามหลบหนีแล้ว

เมืองมาริอูโปลยังคงถูกปิดล้อมและโจมตีอย่างหนัก โดยความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมไม่อาจเข้าถึงได้ แต่เมื่อวานนี้ (15 มี.ค.) ทางการยูเครนสามารถอพยพชาวเมืองออกไปได้ราว 20,000 คน ล่าสุดรัฐบาลยูเครนแถลงว่าการรุกรานของรัสเซีย ทำให้เกิดความเสียหายทั้งประเทศ คิดเป็นมูลค่าถึง 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แล้ว

"แผลติดเชื้อ ไร้ยาและอาหาร" ชะตากรรมของชาวเมืองมาริอูโปล

การโจมตีเมืองมาริอูโปล

พลเรือนหลายร้อยคนที่แออัดอยู่ในชั้นใต้ดินของอาคารแห่งหนึ่งในเมืองมาริอูโปล ซึ่งถูกกองทัพรัสเซียปิดล้อม กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย เพราะไม่สามารถหนีออกนอกเมืองได้ในขณะที่อาหารกำลังร่อยหรอ และบางคนจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน

อนาสตาเซีย โปโนมาเรวา ครูวัย 39 ปี ที่หนีออกมาจากมาริอูโปล ตั้งแต่สงครามเริ่มต้น และยังคงติดต่อกับเพื่อนที่ติดอยู่ในเมืองเล่าว่า "บางคนเริ่มมีอาการติดเชื้อจากเศษกระสุนที่ฝังอยู่ในร่างกาย...สถานการณ์เลวร้ายมาก"

มาริอูโปล ยังคงตกอยู่ท่ามกลางการโจมตีของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง คาดว่ามีประชาชนราว 400,000 คนติดอยู่ในเมืองในสภาพที่ไม่มีน้ำประปาและไฟฟ้าใช้ ขณะที่อาหารและเวชภัณฑ์ก็ใกล้จะหมดลงทุกขณะ ทางการท้องถิ่นระบุว่า ขณะนี้มีชาวเมืองที่ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2,400 คน แต่เชื่อว่าตัวเลขจริงจะสูงกว่านี้มาก

เพื่อนของ น.ส.โปโนมาเรวา อาศัยหลบภัยอยู่กับคนอีกหลายครอบครัวที่ชั้นใต้ดินของอาคารแห่งหนึ่งในเมือง เนื่องจากบ้านเรือนประชาชนถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง

"ผู้คนหนีไปหลบที่ชั้นใต้ดิน และพวกเขาก็หลบภัยอยู่ที่นั่นถาวร เพราะไม่สามารถออกมาด้านนอกได้เลย" เธอเล่า

น.ส.โปโนมาเรวา บรรยายสภาพความเป็นอยู่ของคนเหล่านี้ว่า ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ชั้นใต้ดิน และเดินขึ้นบันไดไปรับแสงแดดบ้างเป็นครั้งคราว แต่แทบไม่ได้ออกไปด้านนอกอาคารเลย เพื่อนเล่าให้เธอฟังว่า สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว เพราะบางคนเริ่มมีอาการไข้ขึ้น แต่ก็ไม่มียาที่จะใช้รักษา "ไม่มีความช่วยเหลือทางการแพทย์เลย ไม่มียาปฏิชีวนะ" เธอเล่า

การโจมตีอย่างไม่หยุดหย่อนของรัสเซียทำให้เมืองอยู่ในสภาพพังราบเป็นหน้ากลอง ถนนหลายสายอันตรายเกินกว่าจะเข้าไปเก็บศพผู้เสียชีวิตที่นอนอยู่เกลื่อนกลาด ผู้เสียชีวิตหลายรายถูกนำไปฝังที่หลุมศพหมู่ซึ่งมีอยู่ 2 แห่งในเมือง

นายเซอร์เก โอร์ลอฟ รอนายกเทศมนตรีมาริอูโปล ระบุว่า ขณะนี้รัสเซียยังไม่ยอมเปิดทางให้มีการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้ามาในเมือง และว่าสถานการณ์กำลังเลวร้ายลงทุกชั่วโมง "ไม่มีอาการ น้ำ ยา อินซูลิน และอาหารเด็กเพียงพอ ทุกคนมีความต้องการที่แตกต่างกันไป"

line
line

บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "วิกฤตยูเครน"