รัสเซีย ยูเครน : อาวุธเคมีคืออะไร และมีโอกาสแค่ไหนที่รัสเซียจะใช้ในยูเครน

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, แฟรงก์ การ์ดเนอร์
- Role, ผู้สื่อข่าวสายความมั่นคง บีบีซี
รัสเซียเรียกร้องให้มีการประชุมฉุกเฉินคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council หรือ UNSC) เมื่อ 11 มี.ค. เพื่อหารือถึงข้อกล่าวหาที่ว่ายูเครนกำลังวางแผนจะพัฒนาอาวุธชีวภาพ แต่ข้อกล่าวหานี้ถูกปฏิเสธจากยูเครน และสหรัฐฯ โดยชี้ว่าเป็น false flag หรือความพยายามกล่าวหาศัตรู เพื่อที่รัสเซียจะมีความชอบธรรมในการใช้อาวุธเคมีโจมตีเมืองต่าง ๆ ของยูเครน
ยูเครนมีห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งรัฐบาลระบุว่า เหล่านักวิทยาศาสตร์ที่นั่นล้วนทำงานเพื่อปกป้องประชาชนจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เช่น โควิด-19 แต่ในภาวะที่ประเทศกำลังตกอยู่ในห้วงสงคราม องค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) ได้ขอให้ยูเครนทำลายเชื้อก่อโรคอันตรายต่าง ๆ ที่เก็บไว้ในห้องแล็บเหล่านี้
อาวุธเคมีที่หลายฝ่ายมองว่ารัสเซียจ้องจะใช้กับยูเครนคืออะไร แล้วมันแตกต่างจากอาวุธชีวภาพอย่างไร
อาวุธเคมีคือ ยุทธภัณฑ์ที่ใช้สารพิษหรือสารเคมีเป็นส่วนประกอบในการโจมตีระบบในร่างกายคนเรา
อาวุธเคมีแบ่งออกเป็นหลายประเภท อาทิ สารที่ทำให้หายใจไม่ออก เช่น ก๊าซฟอสจีน (phosgene) ที่มีฤทธิ์ทำลายปอดและระบบทางเดินหายใจ ส่งผลให้เหยื่อเกิดภาวะน้ำท่วมปอด นอกจากนี้ยังมีสารที่ทำให้เกิดแผลพุพอง เช่น แก๊สมัสตาร์ด (mustard gas) ซึ่งทำให้ผู้ได้รับพิษเกิดแผลพุพอง และตาบอด
นอกจากนี้ยังมีอาวุธเคมีประเภทอันตรายที่สุด คือ สารพิษทำลายระบบประสาท ซึ่งมีฤทธิ์ในการรบกวนการสั่งการของสมองไปยังกล้ามเนื้อต่าง ๆ ในร่างกาย แม้เหยื่อจะได้รับพิษเพียงหยดเล็ก ๆ ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ยกตัวอย่างเช่น การใช้สารทำลายประสาทวีเอ็กซ์ (VX nerve agent) เพียง 0.5 มิลลิกรัม ก็สามารถฆ่าผู้ใหญ่หนึ่งคนได้
สารเคมีอันตรายเหล่านี้ สามารถนำมาใช้ในการทำสงคราม โดยบรรจุไว้ในกระสุนปืนใหญ่ ระเบิด หรือขีปนาวุธที่ใช้โจมตีศัตรู แต่การกระทำเหล่านี้เป็นสิ่งต้องห้ามตามอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมีที่หลายชาติ รวมถึงรัสเซียได้ร่วมลงนามในปี 1997
องค์การห้ามอาวุธเคมี (Organisation for the Prohibition of Chemical Weapons หรือ OPCW) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นหน่วยงานกำกับดูแลการใช้อาวุธเคมีทั่วโลก มีหน้าที่ป้องกันการแผ่ขยายของอาวุธเคมี และเฝ้าระวังการใช้อาวุธชนิดนี้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย
ที่ผ่านมาเคยมีการใช้อาวุธเคมีมาแล้วในสงครามโลกครั้งที่ 1 สงครามอิรัก-อิหร่านช่วงทศวรรษที่ 1980 และเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่รัฐบาลซีเรียใช้ในการโจมตีกลุ่มกบฏ
ล้ำเส้น
รัสเซียระบุว่าได้ทำลายอาวุธเคมีชุดสุดท้ายในคลังเมื่อปี 2017 ทว่านับแต่นั้นรัฐบาลรัสเซียกลับถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีด้วยอาวุธเคมีอย่างน้อย 2 ครั้ง
กรณีแรกคือ เหตุโจมตีที่เมืองซอลส์บรี ในอังกฤษ เมื่อปี 2018 ซึ่งนายเซอร์เก สกริปาล อดีตสายลับเคจีบีผู้แปรพักตร์ถูกลอบทำร้ายด้วยสารพิษทำลายประสาท "โนวีชอก" (Novichok) แต่รัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้
อย่างไรก็ตาม คณะสอบสวนคดีนี้ได้ลงความเห็นว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองทหารรัสเซีย 2 นาย ส่งผลให้หลายประเทศสั่งขับสายลับและนักการทูตรัสเซียออกนอกประเทศ 128 คนเพื่อตอบโต้กรณีที่เกิดขึ้น
จากนั้นในเดือน ส.ค. 2020 นายอเล็กเซ นาวาลนี แกนนำฝ่ายค้านคนสำคัญของรัสเซียก็ถูกลอบทำร้ายด้วยสารโนวีชอก แต่รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด
มีโอกาสแค่ไหนที่รัสเซียจะใช้อาวุธเคมีในยูเครน
หากรัสเซียจะใช้อาวุธเคมี เช่น แก๊สพิษในยูเครน ก็จะถือเป็นการล้ำเส้นครั้งรุนแรง และอาจทำให้ชาติตะวันตกดำเนินมาตรการตอบโต้ที่เด็ดขาด
แม้จะไม่มีหลักฐานว่ารัสเซียใช้อาวุธประเภทนี้ในระหว่างที่ช่วยพันธมิตรต่อสู้กับกลุ่มกบฏในซีเรีย แต่ที่ผ่านมา รัสเซียได้ให้ความช่วยเหลือด้านการทหารครั้งใหญ่แก่ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ผู้ถูกกล่าวหาว่าใช้อาวุธเคมีโจมตีประชาชนของตนเองหลายครั้งในสงครามกลางเมืองซีเรีย
อาวุธเคมียังเป็นเครื่องมือที่ผู้ทำสงครามซึ่งดำเนินมาอย่างยืดเยื้อเช่นในซีเรีย มักใช้ในการบดขยี้คู่ต่อสู้เพื่อให้อีกฝ่ายพ่ายแพ้ลงอย่างรวดเร็ว ดังเช่นที่เราเห็นมาแล้วในเมืองอเลปโป
อาวุธเคมีต่างจากอาวุธชีวภาพอย่างไร
อาวุธทั้งสองชนิดแตกต่างกัน โดยอาวุธชีวภาพคือการนำเชื้อโรคร้าย เช่น อีโบลา มาใช้เป็นอาวุธโจมตีฝ่ายตรงข้าม

ที่มาของภาพ, Getty Images
ปัญหาก็คือมีเส้นบาง ๆ ระหว่างการทำงานเพื่อปกป้องประชากรของตนจากเชื้อก่อโรคร้าย กับการแอบทำงานวิจัยเพื่อเอาเชื้อโรคเหล่านี้มาใช้เป็นอาวุธ
รัสเซียไม่ได้แสดงหลักฐานที่พิสูจน์ว่ายูเครนกำลังวางแผนพัฒนาอาวุธชีวภาพ แต่ได้เรียกประชุมฉุกเฉิน UNSC เมื่อ 11 มี.ค. เพื่อหารือถึงข้อกล่าวหาดังกล่าว
อันที่จริง สมัยที่รัสเซียเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตได้ดูแลโครงการอาวุธชีวภาพขนาดใหญ่ที่ดำเนินงานโดย "ไบโอพรีพาราท" (Biopreparat) ซึ่งเป็นเครือข่ายห้องวิจัยและสถาบันวิจัยอาวุธชีวภาพขนาดใหญ่ที่มีบุคลากรปฏิบัติงานราว 70,000 คน
หลังจากสงครามเย็นสิ้นสุดลง เหล่านักวิทยาศาสตร์ได้เข้าตรวจสอบห้องแล็บเหล่านี้ และพบว่าโซเวียตได้ผลิตอาวุธชีวภาพจำนวนมาก เช่น เชื้อโรคแอนแทรกซ์ (anthrax) เชื้อไข้ทรพิษ หรือฝีดาษ (smallpox) และโรคร้ายอื่น ๆ หลังจากได้ทำการทดลองอาวุธเหล่านี้กับลิงบนเกาะแห่งหนึ่งทางภาคใต้ของรัสเซีย นอกจากนี้ ยังพบว่ารัสเซียได้ใส่สปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์เข้าไปในหัวรบของขีปนาวุธข้ามทวีปที่เล็งเป้าหมายไปยังเมืองต่าง ๆ ของชาติตะวันตก
นอกจากนี้ ยังมี "ระเบิดกัมมันตรังสี" (dirty bomb) ที่สามารถใช้ติดตั้งในระเบิดทั่วไปซึ่งสามารถปลดปล่อยสารกัมมันตรังสีอันตราย เช่น โคบอลต์ 60 (Cobalt-60) และสตรอนเทียม-90 (Strontium 90)
แม้อาวุธชนิดนี้จะไม่สามารถคร่าชีวิตผู้คนได้มากกว่าระเบิดทั่วไปในช่วงต้น แต่ก็สามารถแพร่สารกัมมันตรังสีที่เป็นอันตรายได้เป็นวงกว้าง และต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าที่จะขจัดการปนเปื้อนได้
การใช้ระเบิดกัมมันตรังสี จึงเปรียบเสมือนการทำสงครามจิตวิทยา เพื่อสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ประชากรกลุ่มใหญ่ และทำลายขวัญกำลังใจของคนในสังคม ที่ผ่านมาเรายังไม่เห็นการใช้อาวุธชนิดนี้อย่างแพร่หลายนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความอันตราย และความยากลำบากในการใช้ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้อาวุธชนิดนี้ด้วยนั่นเอง

คุณมีคำถาม เราหาคำตอบ: ผลกระทบของสงครามในยูเครนต่อประเทศไทย











