รัสเซีย ยูเครน : สหรัฐฯ เตือนรัสเซียอาจใช้อาวุธเคมี-ชีวภาพ เชอร์โนบิลถูกตัดไฟเสี่ยงเกิดภัยนิวเคลียร์

ที่มาของภาพ, SOPA Images/Getty Images
นางเจน ซากี โฆษกประจำทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงว่า รัสเซียอาจมีแผนเตรียมใช้อาวุธเคมีหรือชีวภาพ ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามกับพลเรือนในยูเครน จึงขอให้ทุกฝ่ายคอยระแวดระวังเอาไว้
"มีความเป็นไปได้ว่ารัสเซียจะใช้อาวุธดังกล่าวโจมตี หรือจัดฉากสร้างสถานการณ์เพื่อใส่ร้ายฝ่ายตรงข้าม การกระทำเช่นนี้เป็นแบบแผนที่ชัดเจนซึ่งเคยมีมาก่อนแล้ว" นางซากีกล่าว
บรรดาเจ้าหน้าที่ของฝ่ายพันธมิตรชาติตะวันตกแสดงความกังวลในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน โดยเกรงว่าการสู้รบจะยกระดับหนักหน่วงขึ้น จนทำให้รัสเซียหันไปใช้อาวุธพิเศษที่นอกเหนือไปจากอาวุธแบบปกติธรรมดา (non-conventional weapons) ซึ่งหมายรวมถึงอาวุธนิวเคลียร์ขนาดเล็ก อาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ และระเบิดกัมมันตรังสี (dirty bomb)
ก่อนหน้านี้ชาติตะวันตกเคยพบหลักฐานว่า รัสเซียใช้อาวุธเคมีในสมรภูมิต่าง ๆ หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามกลางเมืองที่ซีเรีย ซึ่งฝ่ายพันธมิตรของรัสเซียใช้อาวุธเคมีกับพลเรือนจนมีผู้เสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก

ที่มาของภาพ, Win McNamee
โฆษกประจำทำเนียบขาวยังชี้แจงถึงข้อกล่าวหาของรัสเซียที่ระบุว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มีห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ในยูเครน ซึ่งใช้พัฒนาอาวุธเคมีและชีวภาพ โดยนางซากีกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "เหลวไหลน่าขัน" และว่าข้อกล่าวหาของรัสเซียเป็นเพียงกลอุบายที่จะใช้สร้างความชอบธรรมในการโจมตียูเครนต่อไป
"นี่เป็นเพียงปฏิบัติการสร้างข้อมูลเท็จและแพร่ข่าวบิดเบือนของรัสเซีย ซึ่งเราพบเห็นได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในยูเครนและในที่อื่น ๆ ทั่วโลก ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา" นางซากีกล่าว
เจ้าหน้าที่และสื่อของรัสเซียยังกล่าวหาว่า ยูเครนเตรียมการผลิตระเบิดกัมมันตรังสี และต้องการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อีกด้วย ซึ่งข้อกล่าวหาเหล่านี้อาจใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมในการรุกรานยูเครน และใช้โน้มน้าวใจประชาชนชาวรัสเซียให้สนับสนุนปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวได้
อย่างไรก็ตาม การใช้อาวุธเคมีนั้นผิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะใช้กับเป้าหมายทางทหารหรือโจมตีพลเรือน เนื่องจากสารพิษสามารถแพร่กระจายไปในวงกว้างและคร่าชีวิตผู้คนโดยไม่เลือกหน้า
อาวุธเคมีร้ายแรงอย่างหนึ่งที่รัสเซียเคยใช้คือก๊าซพิษทำลายประสาท ซึ่งถูกพบว่ามีการนำมาใช้ในสงครามกลางเมืองของซีเรีย รวมทั้งใช้สังหารสายลับและบุคคลไม่พึงประสงค์ของรัสเซียหลายราย
ประณามเหตุโจมตี รพ. แม่และเด็ก "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์"
ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน กล่าวประณามการโจมตีทางอากาศของรัสเซียที่โรงพยาบาลแม่และเด็กของเมืองมาริยูโปล ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตไม่ทราบจำนวนและได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 17 คนว่า นี่คือการกระทำที่ชั่วร้ายและเป็นอาชญากรรมสงครามที่ผู้รุกรานก่อขึ้น ทั้งยังเป็นหลักฐานชิ้นล่าสุดที่ยืนยันว่า มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยูเครนเกิดขึ้นแล้ว

ที่มาของภาพ, Ukraine Military/Handout via REUTERS
กองกำลังรัสเซียยังคงโจมตีทางอากาศที่เมืองมาริยูโปล เมืองซูมี และบริเวณโดยรอบต่อไป แต่ทางการยูเครนสามารถอพยพพลเรือนบางส่วนออกมาจากกรุงเคียฟ เมืองซูมี และเมืองเอเนอร์โฮดาร์ได้ราว 35,000 คนแล้ว หลังรัสเซียประกาศเปิดระเบียงมนุษยธรรมอีกครั้งในเมืองบางแห่งเมื่อวานนี้ (9 มี.ค.)
กองทัพยูเครนคาดการณ์ว่า รัสเซียยังคงไม่ละทิ้งเป้าหมายเดิมที่ต้องการจะเข้าล้อมโจมตีกรุงเคียฟขั้นแตกหัก แม้ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาฝ่ายรัสเซียทำการรบแบบไม่สู้แข็งขันนัก และอาจจะ "สูญเสียความสามารถในการโจมตี" ไปบ้างก็ตาม
กองทัพยูเครนยังกล่าวอ้างว่าเบลารุสช่วยส่งน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่กองกำลังรัสเซีย ทั้งยังยอมให้ใช้ทางรถไฟและสนามบินในประเทศเพื่อโจมตียูเครนด้วย
ด้านสหรัฐฯ ประมาณการว่า มีทหารรัสเซียถูกสังหารไป 5,000-6,000 ราย ในช่วงสองสัปดาห์แรกของสงคราม และอาจได้รับบาดเจ็บทั้งสิ้นราว 15,000 -18,000 ราย ในขณะที่ตัวเลขของกองทัพยูเครนชี้ว่า มีทหารรัสเซียเสียชีวิตถึง 12,000 ราย โดยก่อนหน้านี้ทางการรัสเซียออกมายอมรับว่าใช้ทหารเกณฑ์ออกรบในปฏิบัติการครั้งนี้
เชอร์โนบิลถูกตัดไฟเสี่ยงเกิดภัยนิวเคลียร์
บริษัทยูเครเนอร์โก (Ukrenergo) รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของยูเครนแจ้งว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลถูกตัดไฟฟ้าที่ส่งมาจากภายนอกแล้ว ซึ่งตามปกติจำเป็นต้องใช้กระแสไฟฟ้านี้ในการเดินเครื่องอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ต่าง ๆ

ที่มาของภาพ, Russian Defence Ministry/Getty Images
วาเลอรี เซดา รักษาการหัวหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล บอกกับบีบีซีว่า ขณะนี้ยังคงมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง ซึ่งมีเชื้อเพลิงพอให้ผลิตไฟฟ้าต่อไปได้อีกราว 48 ชั่วโมง แต่หลายฝ่ายกังวลกันว่าเหตุไฟฟ้าดับจะทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ไม่ทำงาน และอาจมีความเสี่ยงเกิดหายนะภัยขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศหรือไอเออีเอ (IAEA) ออกมาชี้แจงว่า ความเสี่ยงที่เชื้อเพลิงนิวเคลียร์จะร้อนขึ้นและเกิดการระเบิด เนื่องจากระบบหล่อเย็นของเตาปฏิกรณ์ไม่ทำงานนั้น มีอยู่น้อยมาก แม้จะไม่มีกระแสไฟฟ้าแต่เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วจะไม่ร้อนขึ้นมากจนถึงขั้นเกิดการระเบิดอย่างแน่นอน
ถึงกระนั้นก็ตาม ยังคงมีความกังวลกันในเรื่องของน้ำที่ใช้หล่อเย็น ซึ่งจะร้อนขึ้นและระเหยกลายเป็นไอที่มีกัมมันตภาพรังสีปนเปื้อนอยู่ ซึ่งไอน้ำนี้อาจจะหลุดลอดออกมาสู่สิ่งแวดล้อมภายนอกได้
ในประเด็นนี้ ดร. แคลร์ คอร์กฮิลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุนิวเคลียร์จากมหาวิทยาลัยเชฟฟีลด์ของสหราชอาณาจักร บอกกับบีบีซีว่า มีความเป็นไปได้น้อยที่ไอน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีจะแพร่กระจายออกมา เพราะต้องใช้เวลาค่อนข้างนานในการที่น้ำหล่อเย็นจะระเหยกลายเป็นไอ ส่วนโครงสร้างคอนกรีตรูปโค้งซึ่งครอบเตาปฏิกรณ์ที่เสียหายอยู่ มีความแข็งแรงพอที่จะกักเก็บไอน้ำปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีเอาไว้ได้ แต่ผู้ที่เข้าไปในโครงสร้างนั้นจะมีอันตรายถึงชีวิต

คุณมีคำถาม เราหาคำตอบ: ผลกระทบของสงครามในยูเครนต่อประเทศไทย

บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "วิกฤตยูเครน"
- การคว่ำบาตรคืออะไร ?
- วิถีการทูตจะสยบวิกฤตได้หรือไม่
- นาโตมีบทบาทอย่างไรในปัญหารัสเซีย-ยูเครน
- เขตห้ามบินคืออะไร ทำไมยูเครนจึงร้องขอ
- Swift คืออะไร เศรษฐกิจโลกสะเทือนไหม เมื่อตัดแบงก์รัสเซียออกจากระบบ
- ใครเป็นใครในมหาเศรษฐีรัสเซียที่ตกเป็นเป้าการคว่ำบาตร
- ใครเป็นใครในวงคนใกล้ชิดปูติน พวกเขามีหน้าที่อะไรในแผนบุกยูเครน










