มัมมี่ชาวคอเคเซียนในทะเลทรายจีนไม่ใช่ผู้อพยพ ดีเอ็นเอชี้อยู่มาตั้งแต่ยุคน้ำแข็ง

มัมมี่อายุเก่าแก่กว่า 3,800 ปีร่างนี้ ได้รับการขนานนามว่า "สาวงามแห่งเซียวเหอ" และ "เจ้าหญิงแห่งเซียวเหอ"

ที่มาของภาพ, WENYING LI / XICRA

คำบรรยายภาพ, มัมมี่อายุเก่าแก่กว่า 3,800 ปีร่างนี้ ได้รับการขนานนามว่า "สาวงามแห่งเซียวเหอ" และ "เจ้าหญิงแห่งเซียวเหอ"

ปริศนาเรื่องที่มาของมัมมี่ชาวคอเคเซียนนับร้อยร่าง ซึ่งพบอยู่ในสุสานหลายแห่งกลางทะเลทรายทากลามากัน (Taklamakan Desert) ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของจีน ได้รับการคลี่คลายไปบางส่วนแล้ว

ผลตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอจากฟันของมัมมี่ 13 ร่างในสุสานเซียวเหอ (Xiaohe cemetery) ชี้ว่าคนกลุ่มนี้ไม่ใช่ผู้อพยพจากเอเชียกลางที่เดินทางมาจีนในยุคสัมฤทธิ์เมื่อราว 4,000 ปีก่อน แต่เป็นลูกหลานของมนุษย์โบราณชาวยูเรเชียตอนเหนือ ซึ่งได้ปักหลักอยู่อาศัยในบริเวณแอ่งทาริม (Tarim Basin) หรือเขตแห้งแล้งทางตะวันตกของจีนมาตั้งแต่ช่วงยุคน้ำแข็งกว่าหมื่นปีที่แล้ว

ทีมนักวิทยาศาสตร์และนักโบราณคดีนานาชาติ ตีพิมพ์รายละเอียดของการค้นพบดังกล่าวในวารสาร Nature ฉบับล่าสุด โดยชี้ว่าผลวิเคราะห์ดีเอ็นเอในครั้งนี้ ขัดแย้งกับสิ่งที่นักโบราณคดีผู้ขุดค้นซากมัมมี่จากแอ่งทาริมเมื่อปี 2002 เคยเชื่อกันว่า ชาวคอเคเซียนโบราณในทะเลทรายจีนสืบเชื้อสายอินโด-ยูโรเปียน และเป็นชนเผ่าต้อนฝูงสัตว์เร่ร่อนที่อพยพมาจากแถบเทือกเขาซึ่งอยู่ใกล้กับที่ราบสูงอิหร่าน

ดร. จอง ชุงวอน นักพันธุศาสตร์ประชากรจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติกรุงโซลของเกาหลีใต้ หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า ดีเอ็นเอจากมัมมี่ในสุสานเซียวเหอนั้นแตกต่างจากของชนเผ่าเชื้อสายคอเคเซียนกลุ่มอื่นในบริเวณแอ่งทาริม เนื่องจากไม่พบร่องรอยการผสมสายเลือดกับชาวเอเชียในท้องถิ่นเลย

สุสานเซียวเหอตั้งอยู่โดดเดี่ยวในทะเลทรายทากลามากันของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์

ที่มาของภาพ, WENYING LI / XICRA

คำบรรยายภาพ, สุสานเซียวเหอตั้งอยู่โดดเดี่ยวในทะเลทรายทากลามากันของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์

การค้นพบดังกล่าวชี้ว่า คนกลุ่มนี้เป็นลูกหลานสายตรงของชาวยูเรเชียตอนเหนือยุคโบราณ (Ancient North Eurasian - ANE) ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่เคยอาศัยอยู่ทั่วไปในดินแดนเอเชียกลางและทางตะวันตกของจีนเมื่อกว่าหมื่นปีที่แล้ว ก่อนจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปในช่วงปลายยุคน้ำแข็ง อย่างไรก็ตามชาว ANE ได้ทิ้งร่องรอยทางพันธุกรรมเอาไว้ในชนกลุ่มน้อยบางเผ่าของไซบีเรียและทวีปอเมริกาในปัจจุบัน

"พวกเขาสามารถแยกตัวอยู่โดดเดี่ยวและรักษาสายเลือดดั้งเดิมเอาไว้ได้นานหลายพันปี แม้จะอยู่ในดินแดนที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและการผสมผสานทางวัฒนธรรมอย่างสูงก็ตาม" ดร. คริสตินา วอรินเนอร์ นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดของสหรัฐฯ หนึ่งในทีมผู้วิจัยกล่าว

ผลการศึกษาทางโบราณคดีก่อนหน้านี้ชี้ว่า มัมมี่หลายร่างจากแอ่งทาริมอยู่ในสภาพดีเยี่ยม เนื่องจากอยู่ในภูมิอากาศที่แห้งแล้งและทรายที่มีเกลือเข้มข้นสูง มัมมี่จำนวนไม่น้อยมีรูปร่างและโครงหน้าแบบชาวตะวันตก รวมทั้งมีผมสีน้ำตาลอ่อน สีบลอนด์ หรือสีน้ำตาลแดงที่เห็นได้ชัดเจน

ชนเผ่าเชื้อสายคอเคเซียนแห่งเซียวเหอ ใช้โลงศพรูปทรงคล้ายเรือฝังร่างผู้วายชนม์ แสดงถึงชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำ

ที่มาของภาพ, WENYING LI / XICRA

คำบรรยายภาพ, ชนเผ่าเชื้อสายคอเคเซียนแห่งเซียวเหอ ใช้โลงศพรูปทรงคล้ายเรือฝังร่างผู้วายชนม์ แสดงถึงชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำ

ชาวคอเคเซียนโบราณเหล่านี้สวมเสื้อผ้าทำจากขนแกะที่มีการทอลายแบบตะวันตก ทั้งยังมีข้าวของเครื่องใช้จากต่างแดนฝังอยู่ในสุสานจำนวนมาก เชื่อกันว่าพวกเขาเป็นผู้นำเอาการเกษตรที่ก้าวหน้ากว่าจากตะวันตกในยุคนั้น เช่นการเลี้ยงวัว แพะ แกะ และการปลูกธัญพืช เข้ามาเผยแพร่ในชุมชนพื้นเมืองที่ตั้งอยู่ตามโอเอซิสในทะเลทรายของจีน ซึ่งเมื่อหลายพันปีก่อนผู้คนยังดำรงชีวิตด้วยการเก็บของป่าและล่าสัตว์เป็นหลัก

นักโบราณคดียังไม่สามารถตอบคำถามได้ว่า ชนเผ่าเชื้อสายคอเคเซียนหายไปจากทะเลทรายของจีนในที่สุดเพราะเหตุใด แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอาจเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศช่วงสิ้นสุดยุคน้ำแข็ง ทำให้ลำน้ำสายเล็กสายน้อยที่ไหลมาจากเทือกเขาหิมะซึ่งอยู่ติดกันเหือดแห้งไป จนผู้คนและสัตว์เลี้ยงไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ในโอเอซิสของทะเลทรายทากลามากันต่อไปได้