สควิดเกม เล่นลุ้นตาย : ซีรีส์เกาหลีครองใจคนทั่วโลกได้อย่างไร

ที่มาของภาพ, Netflix
คุณไม่ใช่คนเดียวหรอกที่ดูการเล่มเกมสัญญาณไฟแดง-ไฟเขียว ในซีรีส์ "สควิดเกม เล่นลุ้นตาย" (Squid Game) แล้วรู้สึกหวาดหวั่นมากกว่าหวนคิดถึงความทรงจำวัยเด็ก
ล่าสุด ซีรีส์สุดระทึกเรื่องนี้ ซึ่งให้คนที่มีหนี้สินล้นตัวไปเล่นเกมเสี่ยงตายแลกเงินรางวัลก้อนใหญ่ ได้แซงหน้า ซีรีส์โรแมนติกย้อนยุคเรื่อง "บริดเจอร์ตัน: วังวนรัก เกมไฮโซ" (Bridgerton) กลายเป็นซีรีส์ที่เน็ตฟลิกซ์ผลิตเองที่ยอดนิยมที่สุดไปแล้ว โดยมีคนดูถึง 111 ล้านคนหลังเปิดตัว 28 วันแรก
เท่ากับว่าเป็นสัญญาณไฟเขียวเปิดทางให้ซีรีส์เกาหลีเรื่องอื่น ๆ มีโอกาสเอาชนะใจผู้ชมทั่วโลก
มาทำความเข้าใจกันว่าทำไมซีรีส์เกาหลีถึงฮิตได้ขนาดนี้

ที่มาของภาพ, Netflix
สควิดเกม เป็นแค่ระลอกล่าสุดของคลื่นสึนามิทางวัฒนธรรมเกาหลีใต้ที่พัดเข้าถล่มโลกตะวันตกในช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลังจากศิลปินเค-ป็อป อย่าง BTS และ Blackpink โด่งดังไปทั่วโลกแล้ว แล้วก็มีภาพยนตร์อย่าง "ชนชั้นปรสิต" (Parasite) และ มินาริ (Minari) ที่ไปกวาดรางวัลในเวทีออสการ์มาได้
แต่ซีรีส์จากเกาหลีใต้ไม่ใช่ความสำเร็จชั่วข้ามคืนแบบที่บางคนอาจจะคิด แม้สควิดเกมจะเพิ่งทำให้คนทั่วโลกประทับใจ แต่ซีรีส์เกาหลีเป็นที่นิยมมาหลายทศวรรษแล้วในเอเชียรวมถึงประเทศไทยด้วย
ในช่วงทศวรรษ 90 ที่เกาหลีใต้มีความเสรีมากขึ้น มีการทุ่มเงินลงไปในอุตสาหกรรมบันเทิง เกาหลีใต้ลุยผลักดันด้านวัฒนธรรมขณะที่ญี่ปุ่นต้องสู้กับสภาพเศรษฐกิจที่ถดถอย พวกเขาผลิตละครทีวีที่คนเข้าถึงได้มากกว่าที่มาจากสหรัฐฯ และก็ถูกรสนิยมด้านศีลธรรมมากกว่าละครจากจีน
ในทศวรรษต่อมา เกาหลีใต้ก็ท้าทายญี่ปุ่นและได้กลายมาเป็นผู้นำรสนิยมของ "ความเท่" ในแบบเอเชีย โดยมีคนดูละครในญี่ปุ่นถึง 20% ที่ดูซีรีส์เกาหลีจากปี 2003 เรื่อง "เพลงรักในสายลมหนาว" (Winter Sonata)
รายงานเมื่อปี 2011 โดยหน่วยงานด้านวัฒนธรรมและข้อมูลเกาหลีสรุปว่า "ในเมืองต่าง ๆ ทวีปเอเชีย ดูเหมือนละครเกาหลีจะเข้าไปมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตและพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งบ่งบอกรสนิยมทางวัฒนธรรมของพวกเขา"
ความสำเร็จของ "ชนชั้นปรสิต"

ที่มาของภาพ, Reuters
ความสนใจจากคนทั่วโลกเกิดขึ้นได้เพราะอินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการดูหนังออนไลน์อย่าง Viki และ DramaFever เปิดทางให้คนทั่วโลกสามารถดูซีรีส์เกาหลีได้อย่างถูกกฎหมายแล้วก็มีคำบรรยายภาษาอังกฤษด้วย
จากนั้นก็มีผู้ให้บริการดูหนังออนไลน์จากโลกตะวันตกอย่างฮูลู (Hulu) และ เน็ตฟลิกซ์ (Netflix) และเมื่อ วอร์เนอร์บราเธอส์ (Warner Bros) ปิดบริการของ DramaFever ในปี 2018 เน็ตฟลิกซ์ก็ทุ่มทุนเพิ่มมากขึ้น
ในช่วง 2 ปีหลังจากนั้น มีผู้ใช้บริการเน็ตฟลิกซ์ติดซีรีส์เกาหลีมากขึ้น เพราะมีพล็อตหลากหลาย และหลายเรื่องก็ทำให้รู้สึกว่าได้หลุดพ้นไปจากโลกแห่งความเป็นจริง
และแล้วปี 2019 ซีรีส์โรแมนติก "ปักหมุดรักฉุกเฉิน" (Crash Landing on You) ก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยติดอยู่ใน 10 อันดับที่คนดูมากที่สุดในญี่ปุ่นอยู่ 229 วัน และเป็นซีรีส์ที่คนดูมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ในสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 21-27 มี.ค. เมื่อปีที่แล้ว และนี่ก็มาพร้อมกับความสำเร็จของภาพยนตร์ "ชนชั้นปรสิต" (Parasite)

ที่มาของภาพ, Netflix
จากนั้นก็เกิดการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ขึ้น เมื่ออุตสาหกรรมการผลิตสื่อบันเทิงของโลกตะวันตกหยุดชะงัก ซีรีส์เกาหลีก็กลายเป็นที่นิยมขึ้นมาก เน็ตฟลิกซ์บอกว่ามีคนดูภาพยนตร์หรือซีรีส์จากเกาหลีในเอเชียเพิ่มขึ้น 4 เท่าตัวในปี 2020 เมื่อเทียบกับปี 2019
เทย์เลอร์-ดีออร์ รัมเบิล นักเขียนจากลอนดอนซึ่งชื่นชอบซีรีส์เกาหลีมาก บอกว่า ซีรีส์เกาหลีที่เป็นที่นิยมส่วนใหญ่มีการเสริมแต่งให้มีสไตล์เกินจริง ดูฉูดฉาด ดูห่างไกลจากความเป็นจริง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมซีรีส์สามารถทำให้คนรู้สึกว่าได้หลุดพ้นไปจากโลกปัจจุบัน
"หลังจาก 2-3 ปี ที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง คนกำลังหันไปสนใจความบันเทิงที่ทำให้หัวใจรู้สึกอบอุ่นมากขึ้น"
แม้ว่าพล็อตของซีรีส์โรแมนติกคอมเมดีหลายเรื่องจะคาดเดาได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรักสามเส้า หรือเรื่องที่ทำให้ลุ้นติดตาม รัมเบิลบอกว่า "มีโชว์หลากหลายมากมายที่มีไอเดียและเส้นเรื่องที่มีเอกลักษณ์พิเศษที่คุณไม่สามารถหาได้จากช่องทีวีในสหราชอาณาจักรหรือสหรัฐฯ"
การทำให้คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ทำให้คนทั้งครอบครัวดูด้วยกันได้ "มันแทบจะไม่มีฉากเปลือยหรือการมีเซ็กส์เลย" รัมเบิล ว่า "สังคมเกาหลีค่อนข้างมีความเป็นอนุรักษ์นิยมอยู่ นั่นหมายความว่ามันกลายเป็นสิ่งดึงดูดของคนต่างวัฒนธรรมได้"
รัมเบิลบอกว่า การทุ่มทุนสร้างอย่างมีคุณภาพและที่ถ่ายทำสวย ๆ ทำให้ผู้ดูมีประสบการณ์ที่หาที่อื่นไม่ได้
นอกจากนี้ ซีรีส์เกาหลีก็ยังสะท้อนความตึงเครียดในเชิงสังคมที่คนรุ่นใหม่ทั่วโลกเข้าถึงได้ เธอบอกว่า "ชนชั้นปรสิต" (Parasite) เปิดโปงความสุดโต่งที่หลายคนรู้สึกร่วมได้ในโลกที่ความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศที่ร่ำรวยและยากจนมีมากขึ้นทุกวัน
เธอบอกว่า สควิดเกม ก็ซ่อนประเด็นนี้ไว้เช่นกัน
"มันพูดถึงสถานการณ์หลายอย่าง เช่นหนี้สินและความกดดันในการหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งคนรู้สึกว่าเข้าถึงอะไรบางอย่างได้ในโลกที่กำลังฟื้นตัวจากการระบาดใหญ่ซึ่งทำให้คนหลายคนยากลำบากมาก"









