โรคเรื้อรังไม่อาจหยุดยั้งสาวอังกฤษจากการเป็นนักเพาะกายผู้คว้ารางวัล

Rosie Bailey

ที่มาของภาพ, Ben Mark

คำบรรยายภาพ, โรซี เบลีย์ (คนกลาง) บอกว่าการออกกำลังกายช่วยให้เธอจัดการกับโรคเรื้อรังของตัวเองได้
    • Author, อเล็กซานดรา บาสซิงแอม
    • Role, บีบีซีนิวส์

นักเพาะกายหญิงคนหนึ่งบอกว่า การออกกำลังกาย และได้เป็น "เจ้านาย" ของร่างกายตัวเอง ช่วยให้เธอจัดการกับโรคเรื้อรังของตัวเองได้

โรซี เบลีย์ เริ่มมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรังตอนอายุ 14 ปี ทำให้เรื่องง่าย ๆ สำหรับคนทั่วไป เช่น การเดินขึ้นบันได หรือแม้แต่การลุกออกจากเตียง กลายเป็นเรื่องที่ยากลำบาก

หญิงสาววัย 21 ปีผู้นี้เข้ารับการผ่าตัดลำไส้ครั้งที่สามเมื่อปีก่อน หลังเกิดความผิดปกติที่ผนังลำไส้

เธอเล่าถึงชีวิตของตัวเองว่า "โรคเรื้อรังเป็นส่วนหนึ่งของฉัน และมันเป็นเรื่องง่ายมากที่จะปล่อยให้มันควบคุมชีวิตของฉัน แต่สำหรับฉันแล้วนี่ไม่ใช่ชีวิตที่คุ้มค่าจะอยู่"

โรซี ซึ่งเป็นชาวเมืองบริสตอล ในอังกฤษ ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นกลุ่มอาการหัวใจเต้นเร็วระหว่างเปลี่ยนท่า (postural tachycardia syndrome หรือ PoTS) ในปี 2016

จากนั้นก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหนังยืดผิดปกติ (Ehlers-Danlos syndromes หรือ EDS) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ช่วยคงความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของโครงสร้างในร่างกายเกิดความผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการข้อต่อหลวม ผิวบางและยืดได้มากเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการฟกช้ำหรือบาดเจ็บได้ง่าย โดยมักพบมากบริเวณผิวหนัง เส้นเลือด กระดูกและข้อ รวมถึงอวัยวะภายในด้วย ขณะนี้ยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ให้หายขาด แต่สามารถควบคุมอาการเพื่อให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตอย่างปกติได้

โรคที่เป็นทำให้โรซีมักมีอาการเวียนหัว ข้อเคลื่อนไหวได้มากผิดปกติ (hypermobility) ปวดตามข้อ มีอาการเจ็บปวดตามร่างกาย รวมทั้งประจำเดือนมาไม่ปกติ

แม้จะได้รับคำแนะนำทางการแพทย์ให้งดการเคลื่อนไหวมากเกินไป แต่โรซีมีความรู้สึกต่อต้าน แล้วเริ่มพบกับเทรนเนอร์ส่วนตัวสัปดาห์ละครั้ง เพื่อออกกำลังกายแบบเบา ๆ

Rosie Bailey

ที่มาของภาพ, Ben Marks

คำบรรยายภาพ, โรซี ลงประกวดเพาะกายประเภทบิกินีหลังจากพูดเล่น ๆ กับเทรนเนอร์

เธอเล่าว่า "ฉันต้องค่อย ๆ ฝึกฝนร่างกายจากที่เดินได้ระยะสั้น ๆ จนสามารถวิ่งได้ในที่สุด"

"การออกกำลังกายทำให้ฉันเปี่ยมไปด้วยความหวัง และความแข็งแกร่งที่จะสู้ต่อไป และช่วยให้ฉันได้มีอะไรที่ตั้งตารอในทุกสัปดาห์"

หลังจากนั้นไม่นาน การพูดเล่น ๆ เรื่องลงประกวดเพาะกายประเภทบิกินี (ซึ่งเป็นประเภทหนึ่งในการแข่งเพาะกายหญิง) ก็กลายเป็นความจริงเมื่อเธอได้ลงแข่งในรุ่นเล็กของสมาคมเพาะกายไม่ใช้สารกระตุ้นแห่งสหราชอาณาจักร (United Kingdom Drug Free Bodybuilding Association)

โรซี ซึ่งปัจจุบันเป็นครูฝึกด้านออกกำลังกายบอกว่า "ฉันทุ่มเทให้กับการเรียนโพสต์ท่า และหลงรักมัน"

"ฉันหลงรักกับกิจวัตรและแบบแผนของการฝึก รวมทั้งการที่มันช่วยให้จิตใจได้ผ่อนคลาย"

สู้ไปถึงขีดสุด

ในฐานะผู้แข่งขันคนเดียวในรุ่นนั้น โรซี่จึงคว้ารางวัลมาครอง และได้รางวัลที่ 3 ในการแข่งขันประเภททั่วไป

เธอบอกว่า การต่อสู้และผลักดันตัวเองไปถึงขีดสุดในการเพาะกาย ให้ความรู้สึก "เหมือนได้พิสูจน์กับตัวเองว่าฉันสามารถทำอะไร ๆ ได้"

"ฉันยังคงเผชิญความยากลำบากและรู้สึกหงุดหงิด แต่ฉันได้เรียนรู้ว่าเมื่อไหร่ร่างกายของฉันไม่ไหว และบางครั้งฉันต้องใช้เวลาพักช่วงใหญ่ ๆ ดังนั้นความคืบหน้าจึงไม่ได้เกิดขึ้นภายในชั่วข้ามคืน"

Rosie Bailey

ที่มาของภาพ, Rosie Bailey

คำบรรยายภาพ, โรซี เข้ารับการผ่าตัดลำไส้ครั้งที่สามเมื่อปีก่อน หลังเกิดความผิดปกติที่ผนังลำไส้จากโรคหนังยืดผิดปกติ

คาดว่าราว 0.2% ของประชากรสหราชอาณาจักรป่วยเป็นกลุ่มอาการหัวใจเต้นเร็วระหว่างเปลี่ยนท่า ซึ่งเป็นความผิดปกติในระบบประสาทอัตโนมัติที่ทำให้ผู้ป่วยมีหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

โรคนี้ส่งผลอย่างมากต่อชีวิตของโรซีสมัยเป็นวัยรุ่น

"ก่อนฉันจะอายุครบ 14 ปี ฉันมีอาการท้องร่วงชนิดที่ฉันคิดว่าตัวเองไม่เคยหายขาด และอาการเหนื่อยล้าก็รุนแรงขึ้น"

"การลุกออกจากเตียงกลายเป็นเรื่องท้าทาย ซึ่งสำหรับคนที่เคยเล่นฮอกกี้สัปดาห์ละ 7 วัน และยุ่งอยู่ตลอดเวลา...คุณเริ่มจะตั้งคำถามว่าตัวเองเสียสติไปแล้วหรือเปล่า"

การต่อสู้อย่างต่อเนื่อง

การป่วยครั้งนั้นทำให้โรซีต้องพักถึง 4 เดือนเต็ม และไม่ได้กลับไปเรียนเต็มเวลา

"ความเหนื่อยล้าเป็นสิ่งที่ฉันต้องต่อสู้อย่างต่อเนื่อง แต่ฉันแทบจะรู้สึกว่าฉันคิดไปเอง...เพราะยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง" เธอเล่า

"ฉันมักไปโรงเรียนราว 1-2 ชั่วโมง แล้วต้องกลับบ้านอย่างหมดแรง..."

อาการของโรซีจะรุนแรงขึ้นในช่วงที่มีประจำเดือน ภายในเวลา 1 ปีเธอก็ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (polycystic ovary syndrome)

Rosie Bailey

ที่มาของภาพ, Rosie Bailey

คำบรรยายภาพ, หลังต้องออกจากโรงเรียนเพราะความเจ็บป่วย โรซีก็ได้ทำงานเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัว

โรซีเล่าว่าเธอป่วยเป็นเวลานาน ตอนที่เธอออกจากโรงเรียนตอนอายุ 17 ปี เธอคิดว่าคงไม่สามารถทำงานเต็มเวลา และสานความฝันในการเรียนด้านชีวเคมีในมหาวิทยาลัยได้

ทว่าในที่สุด โรซีก็ได้ทำงานเป็นครูสอนออกกำลังกายส่วนตัว และบอกว่าการฝึกฝนร่างกายช่วยให้เธอรู้สึกเหมือนได้ "การควบคุมบางส่วนกลับมา"

ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ป่วยเรื้อรังก็เป็นประโยชน์ต่อทำงานของเธอ

โรซีอธิบายว่า "ฉันมีลูกค้าหลายคนที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังคล้ายกัน และฉันก็สามารถเชื่อมโยงกับพวกเขาได้มากกว่า เพราะฉันเข้าใจเรื่องสภาพจิตใจที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ซึ่งอาจถือเป็นความท้าทายใหญ่ที่สุด"

Rosie Bailey

ที่มาของภาพ, Rosie Bailey

คำบรรยายภาพ, โรซีบอกว่าหลงรักกับกิจวัตรและแบบแผนของการฝึกเพาะกาย รวมทั้งการที่มันช่วยให้จิตใจได้ผ่อนคลาย

โรซีได้รับการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการว่าป่วยเป็นกลุ่มอาการหัวใจเต้นเร็วระหว่างเปลี่ยนท่า หลังจากเริ่มป่วยไปแล้ว 2 ปีครึ่ง แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าผู้ป่วยบางรายอาจต้องใช้เวลาถึง 7 ปีก่อนได้รับการวินิจฉัย

ศาสตราจารย์เลสลีย์ คาวี ประธาน PoTS UK องค์กรที่ช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มอาการหัวใจเต้นเร็วระหว่างเปลี่ยนท่า ระบุว่า PoTS เป็นโรคที่มองไม่เห็น บุคลากรการแพทย์ เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว และเพื่อนฝูงมักไม่เชื่อในความรุนแรงของโรค และข้อจำกัดที่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน การทำงาน และการศึกษา

"ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยมักถูกบอกว่ามันเป็นสิ่งที่พวกเขาคิดไปเอง ก่อนที่ต่อมาจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น PoTS"

ศาสตราจารย์ คาวี อธิบายถึงประโยชน์ของการออกกำลังกายต่อผู้ป่วยโรคนี้ว่า เมื่อกล้ามเนื้อยึดกระดูก (skeletal muscle) หรือ กล้ามเนื้อลายในน่อง ต้นขา และบั้นท้ายมีการหดตัว ก็จะช่วยในการสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกาย ดังนั้นการทำให้กล้ามเนื้อเหล่านี้แข็งแรงจากการออกกำลังในท่าแนวราบก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้อาการหัวใจเต้นเร็วระหว่างเปลี่ยนท่าดีขึ้น

Rosie Bailey

ที่มาของภาพ, Rosie Bailey

คำบรรยายภาพ, โรซีบอกว่าอาการป่วยส่งผลต่อเธอทุกวัน "แต่ฉันไม่ยอมให้มันหยุดฉันได้"

โรซีบอกว่าการจัดการอาการป่วยของเธออาจเป็นเรื่องยาก และแม้เธอจะมีวันแย่ ๆ อยู่บ้าง แต่ตอนนี้ก็มีวันดี ๆ อยู่มากเช่นกัน

"ฉันอยากบอกทุกคนว่า สิ่งสำคัญคือการรู้จักร่างกายของตัวเอง ค้นหาว่าอะไรดีสำหรับคุณ และเป็นนายของร่างกายตัวเอง..."

"ฉันเดาว่า [โรคเรื้อรัง] เป็นส่วนหนึ่งของฉันไปเสียแล้ว และมันง่ายที่จะคิดเกลียดมัน แต่ฉันได้ตระหนักว่าฉันจะไม่มาอยู่ในจุดนี้หากมันไม่หนักหนาสาหัสแบบนี้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น มีเหตุผลของมันเสมอ"